admin

About admin

This author has not yet filled in any details.
So far admin has created 45 blog entries.

How do we address our reliance on antimicrobial medicines around the globe?

Antimicrobial resistance (AMR) is a potentially catastrophic global problem. Drivers and solutions to this problem are often recognised as social. High quality, timely and policy relevant social research is needed to explicate this. The AMIS Hub will implement three strategic processes to meet this need: Development of a critical mass of researchers applying fresh perspectives to the topic of antimicrobials in society, through cross-disciplinary networking, training and mentorship. Implementation and support for empirical research with a focus on partnerships, fieldwork, and theoretical development. Dissemination of findings through academic, policy and public engagement. The AMIS Hub proposes the development of fresh approaches to the topic of antimicrobials in society. These will expand the lens of study beyond the traditionally delineated domains of social, biological or clinical into newly configured analytical territory of human-microbial-chemical relations. They will re-cast questions of ‘behaviour’ as questions of infrastructural relations. They will open up spaces inhabited by other disciplines to allow for an expansion of what is seen as relevant to the roles of antimicrobials in society. Through a variety of activities, engagements and research encounters, the AMIS Hub therefore aims to provide new ways in which to consider the [...]

โครงการการศึกษาภูมิคุ้มกันทางใจในกลุ่มนักเรียนสายอาชีพในเขตกรุงเทพมหานคร

โครงการวิจัยนี้มี ผศ.ดร.โธมัส กวาดามูซ เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาสังคมและสุขภาพ และรองหัวหน้าศูนย์ศึกษานโยบายสาธารณสุขสวัสดิการ และสังคม และนายณัฐรัชต์ สาเมาะ เป็นนักวิจัยในโครงการ ระยะเวลาดำเนินการ พ.ศ.2558-2559งานวิจัยนี้ เป็นภาพลักษณ์ของนักเรียนสายอาชีพมักถูกมองด้านลบในสังคมไทย สื่อต่างๆ มักมีการพูดถึงนักเรียนสายอาชีพว่าเป็นกลุ่มที่เป็นปัญหาและเป็นภาระของสังคม ในการวิจัยที่ผ่านมาก็เน้นศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงในกลุ่มนักเรียนเป็นหลัก แต่ยังไม่ค่อยมีการวิจัยที่เป็นการศึกษาในมุมมองเชิงบวกเพื่อดูว่าปัจจัยใดบ้างที่ทำให้นักเรียนสายอาชีพบางส่วนสามารถหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงได้ และสามารถประสบความสำเร็จในการเรียนและในชีวิต การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามิติทางสังคมวัฒนธรรม และปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดภูมิคุ้มกันทางใจ (resilience) ในกลุ่มนักเรียนสายอาชีพในเขตกรุงเทพมหานคร และศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยที่เป็นภูมิคุ้มกันทางใจ กับพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ประกอบด้วยพฤติกรรมทางเพศ ประสบการณ์เกี่ยวกับความรุนแรง และการใช้สารต่างๆ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากนักเรียนที่มีอายุระหว่าง 15-24 ปี โดยการสนทนากลุ่ม จำนวน 8 กลุ่ม นักเรียนชาย 4 กลุ่ม นักเรียนหญิง 4 กลุ่ม รวมทั้งสิ้น 48 คน และการสัมภาษณ์เชิงลึกจำนวน 9 คน ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการตอบแบบสอบถามออนไลน์บนคอมพิวเตอร์ จำนวน 1,232 คน รวมทั้งสิ้น 1,280 คน จากนักเรียนทั้งระดับ ปวช. และ ปวส. ในวิทยาลัยสายอาชีพจำนวน 8 แห่งในกรุงเทพมหานคร การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหาโดยใช้โปรแกรม Nvivo10 ส่วนการวิเคราะห์เชิงปริมาณวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติเชิงอนุมาน (Student’s T test การวิเคราะห์ความแปรปรวนและสถิติไคสแควร์) โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ซึ่งโปรแกรมที่ใช้ในการคำนวณสถิติทั้งหมด คือ STATA เวอร์ชั่น 14.0   ผลการศึกษาพบว่า มิติทางสังคมวัฒนธรรม เช่นครอบครัว เพื่อน โรงเรียนมีส่วนในการสร้างให้นักเรียนมีภูมิคุ้มกันทางใจที่จะส่งผลให้นักเรียนประสบความสำเร็จในชีวิต นักเรียนบางส่วนบอกว่าการที่ตัวเองเติบโตในครอบครัวที่แม่ท้องตั้งแต่วัยรุ่นและต้องออกจากโรงเรียน หรือเห็นเพื่อนๆ เข้าสู่วงจรความรุนแรง ทำให้พวกเขาย้อนมองตัวเองและปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น โดยนักเรียนได้นิยามความสำเร็จว่าหมายถึง การเรียนจบ มีงานที่ดี สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ และได้รับการยอมรับจากสังคม จากการวิเคราะห์บริบทต่างๆ ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงในกลุ่มนักเรียนสายอาชีพพบว่า นักเรียนเกือบครึ่งหนึ่งเคยเป็นผู้กระทำความรุนแรงทางร่างกาย เช่นการต่อยตี ยกพวกตีกัน และใช้อาวุธ นักเรียนมากกว่าครึ่งเคยใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มากกว่า 1 ใน 3 เคยใช้สารเสพติดเช่น กัญชา น้ำกระท่อม และยาโปร ในแง่ของพฤติกรรมทางเพศพบว่านักเรียนมากกว่าครึ่ง เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ในจำนวนนี้มีนักเรียนมากกว่า 1 ใน 3 ที่ไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ครั้งล่าสุด และเมื่อมาวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างภูมิคุ้มกันทางใจกับการประสบความสำเร็จด้านต่างๆ ในกลุ่มนักเรียนสายอาชีพ ประกอบด้วยการประเมินความสำเร็จในชีวิตของตนเอง การประสบความสำเร็จในการเรียน การไม่ใช้สารเสพติด การไม่ใช้ความรุนแรง และการไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ พบว่าเมื่อคะแนนภูมิคุ้มกันทางใจเพิ่มขึ้น สัดส่วนของการประสบความสำเร็จด้านต่างๆ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เกือบทุกด้าน ผลจากการศึกษาจึงชี้ให้เห็นว่าในกลุ่มนักเรียนที่มีคะแนนภูมิคุ้มกันทางใจสูง จะมีแนวโน้มที่จะประสบความความสำเร็จในชีวิตมากขึ้น และมีพฤติกรรมเสี่ยงน้อยลงผลการวิจัยในครั้งนี้ทำให้ได้ข้อมูลพื้นฐานที่ทำให้เห็นว่าการที่นักเรียนมีภูมิคุ้มกันทางใจที่ดีจะทำให้พวกเขาสามารถประสบความสำเร็จ และสามารถหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เช่น ปัญหาความรุนแรง การใช้สารเสพติด ท้องไม่พร้อม และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ ในการวิจัยครั้งต่อไปควรมีการศึกษาแบบติดตามเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันทางใจให้รอบด้านมากขึ้น ผลการศึกษาครั้งนี้จึงมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ภาคส่วนต่างๆ ทั้งสาธารณสุข สวัสดิการสังคม ภาคการศึกษา โดยเฉพาะสำนักงานอาชีวศึกษา เข้ามามีบทบาทและมีการลงทุนเพื่อสร้างให้นักเรียนมีภูมิคุ้มกันทางใจ ผ่านการสร้างโปรแกรมหรือกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้กับกลุ่มนักเรียนสายอาชีพต่อไป

การศึกษาแบบแผนพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของเยาวชนในปารตี้ยา

โครงการวิจัยนี้ ผศ.ดร.โธมัส กวาดามูซ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมและสุขภาพ และรองหัวหน้าศูนย์ศึกษานโยบายสาธารณสุขสวัสดิการและสังคม และมี ศ.ดร.พิมพวัลย์ บุญมงคล, ณัฐรัชต์ สาเมาะ, คุณากร การชะวี, ณภัทร จันทสุข เป็นนักวิจัย ระยะเวลาดำเนินงาน ระหว่างปี 2558-2559งานวิจัยชิ้นนี้ เป็นข้อมูลเกี่ยวกับปาร์ตี้ยาส่วนใหญ่จะปรากฏในรูปแบบของการนำเสนอข่าวจากสื่อมวลชนเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นการนำเสนอในเชิงลบ แต่ยังขาดองค์ความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับปาร์ตี้ยาในกลุ่มเยาวชนในแง่มุมเชิงวิชาการ ซึ่งในประเทศไทยยังไม่เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างเป็นระบบมาก่อน จึงยังขาดข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งในแง่บริบทในการใช้ ทำให้ยังมีช่องว่างในการศึกษาหรือเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ในเชิงวิชาการ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้อง 1) ศึกษาสถานการณ์การใช้สารเสพติดในระหว่างการเข้าร่วมปาร์ตี้ยาในกลุ่มเยาวชน และ 2) ศึกษาแบบแผนพฤติกรรมการใช้สารเสพติดในระหว่างการเข้าร่วมปาร์ตี้ยาของเยาวชนในการวิจัยครั้งนี้ได้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับเยาวชนอายุระหว่าง 16-24 ปี รวมทั้งผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่มีส่วนร่วมในปาร์ตี้ ทั้งหมด 16 คน ทั้งเพศชาย หญิง และกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่เคยมีประสบการณ์ในการใช้ยาในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา และเคยมีส่วนร่วมในปาร์ตี้ยารูปแบบต่างๆ อย่างน้อย 2 ครั้งอาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และในพื้นที่ชลบุรี โดยเข้าถึงกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการ snowball sampling ใช้โปรแกรม NVIVO 10 ในการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การให้รหัสแบบเปิด (open coding) และการวิเคราะห์เนื้อหาแบบ thematic analysis โดยใช้แนวคิด การให้ความหมายเชิงสัญญะผลการศึกษา จากการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ใช้สารและเข้าร่วมกลุ่มปาร์ตี้ ซึ่งมีผู้ให้ข้อมูลเป็นทั้งกลุ่มเยาวชน และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เข้าร่วมปาร์ตี้ โดยจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลทั้ง 16 คน พบประเด็นที่สำคัญ 15 ประเด็นดังนี้ปัจจัยการเริ่มต้นใช้สาร สาเหตุที่ใช้หรือบริบทที่มีส่วนต่อการใช้ยาครั้งเช่น การที่เพื่อน รุ่นพี่ชวนให้ลอง เป็นต้นบริบทการใช้ยา/แบบแผนการใช้สาร ที่ซึ่งจะมีการแปรผันตามลักษณะชนิดของสารปัจจัยที่ทำให้ผู้ให้ข้อมูลเข้าร่วมใช้สารในปาร์ตี้เช่น การแสดงความเป็นกลุ่ม เป็นพีน้องและครอบครัว มีการช่วยเหลือให้คำปรึกษาและพูดคุยกัน เป็นต้นการให้ความหมายต่อการใช้สารแต่ละชนิดซึ่งขึ้นอยู่กับเพศภาวะ และลักษณะเฉพาะของยานั้นๆ การให้ความหมายต่อการใช้สารมากกว่า 1 ชนิด(drug cocktail) เช่นการใช้ยาที่มีฤทธิ์เสริมกันเป็นต้น การให้ความหมายต่อวิธีการใช้สารในรูปแบบต่างๆ ส่วนใหญ่วิธีที่ผู้ให้ข้อมูลใช้คือการดูด การดม และวิธีการฉีดถูกให้ความหมายถึงความเสี่ยง การให้ความหมายต่อปาร์ตี้ และการเข้าร่วมปาร์ตี้หมายถึงพื้นที่ที่มีเพลง มีการพบปะนั่งคุย และมีเครื่องดื่ม หรือมีสารที่พิเศษ ซึ่งปารี้มีส่วนที่สร้างให้เกิดเครือข่ายเพื่อนใหม่ๆ และแหล่งผู้ขายรายใหม่อีกด้วย การให้ความหมายของความเสี่ยง 3 ประเภท ได้แก่ ความเสี่ยงเรื่องกฎหมาย ความเสี่ยงเรื่องการถูกเปิดเผยความลับ และความเสี่ยงเรื่องสุขภาพ เป็นต้น วิธีปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยง ผู้ให้ข้อมูลจะมีวิธีลดความเสี่ยงที่แตกต่างกันเช่น ลดการใช้สารหลายตัว ไม่ใช้สารที่จะเสริมฤทธิ์กันป้องกันการ Overdose ไม่พกสารเสพติดเข้าบ้านและใช้วิธีการเจรจาต่อรองกับตำรวจเพื่อที่จะไม่ต้องถูกจับ และถูกดำเนินคดี ศัพท์เฉพาะที่ใช้เรียกสารเสพติดแต่ละชนิดและบริบทการซื้อ-ขาย ซึ่งแต่ละกลุ่มก็จะมีคำศัพท์ที่แตกต่างกันซึ่งสารชนิดหนึ่งอาจเรียกได้เรียกคำเช่น ได้แก่ ไก่, เนื้อ, ปุ๊น และสมุนไพรใช้เรียกกัญชา เป็นต้น บริบทในงานปาร์ตี้ จะมีลักษณะที่แตกต่างกันตามชนิดของยารวมถึงพฤติกรรมและอารมณ์ของผู้ใช้สารด้วย บริบทการซื้อ ขายแลกเปลี่ยน สารเสพติด ผู้ใช้สารส่วนใหญ่จะได้สารจากกลุ่มเพื่อน รุ่นพี่ นอกจากนั้นยังมีบริบทของการแลกเปลี่ยนเรื่องเพศกับยาไอซ์ด้วย แบบแผนการใช้สารเสพติดในระหว่างการปาร์ตี้ ในการใช้สารในระหว่างปาร์ตี้นั้น ส่วนใหญ่จะไม่ใช้สารหลายๆ สารรวมกัน แต่จะใช้สารพื้นฐานก่อน แล้วจึงใช้สารพิเศษเมื่อเข้าร่วมงานปาร์ตี้ การอธิบายพฤติกรรม / อารมณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างการใช้สารในปาร์ตี้ ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่นั้นอธิบายถึงสิ่งที่สนุก ผ่อนคลาย มีความสุข จดจ่อกับเสียงเพลง ได้เข้าถึงเพลง แสง สี เสียงรวมถึงมีอารมณ์ทางเพศ เป็น พฤติกรรมที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพในการใช้สารในงานปาร์ตี้ ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่ทราบถึงผลเสียด้านสุขภาพและบางส่วนเคยประสบปัญหาด้านสุขภาพตามมาหลังจากการใช้สารด้วย อภิปรายผล ในการเข้าร่วมใช้สารในงานปาร์ตี้ของเยาวชนนั้นสาเหตุที่สำคัญคือความต้องการที่จะเข้าร่วมเป็นกลุ่ม (sociality) ซึ่งจะมีผลต่อการใช้สารมากกว่า 1 ชนิด (poly drug use) และการผสมผสานสารต่างๆ (mixing cocktail) ในงานปาร์ตี้ นอกจากนั้นแล้วเรื่องเพศภาวะและเพศวิถียังมีส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อการให้ความหมายและมีการใช้สารในรูปแบบที่แตกต่างกันของเยาวชนแต่ละเพศ และสำหรับเยาวชนก็มีการให้ความหมายกับความเสี่ยงที่แตกต่างไปจากวาทกรรมทางสังคมในปัจจุบัน ทำให้การรณรงค์เพื่อลดความเสี่ยงต่างๆ ยังต้องเข้าใจต่อความต้องการของเยาวชน และสุดท้ายบริบทแวดล้อม ตัวต้นแบบ (role models) และการเสริมสร้างทักษะชีวิต และการสร้างภูมิคุ้นกันทางใจจะเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากในการลดความเสี่ยงในการใช้สารของเยาวชน ข้อเสนอแนะ ในการสร้าง intervention ต่างๆ ควรคำนึงถึงบริบทความเป็นเยาวชนให้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริบทของการรวมกลุ่ม บริบทของเพศภาวะและเพศวิถี รวมถึงคำอธิบายเรื่องความเสี่ยงของเยาวชน ซึ่งจะทำให้ได้แนวทางการสร้าง intervention หรือกิจกรรมที่เข้าถึงเยาวชนได้อย่างแท้จริง

การวิจัยเพื่อทบทวนการสอนเพศวิถีศึกษาในสถานศึกษาไทย

โครงการวิจัยนี้ ศ.ดร.พิมพวัลย์ บุญมงคล เป็นหัวหน้าศูนย์ศึกษานโยบายสาธารณสุข สวัสดิการ และสังคม และมี เพชรรัตน์ พรหมนารท, ณัฐรัชต์ สาเมาะ, คุณากร การชะวี เป็นนักวิจัย ระยะเวลาดำเนินการ พ.ศ.2558-2559 งานวิจัยนี้เป็นการทบทวนการเรียนการสอนเพศวิถีศึกษา (Sexuality Education) ในสถานศึกษาไทยนี้ สำรวจและเก็บข้อมูลจากนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้มีส่วนผลักดันเชิงนโยบายระดับชาติ โดยใช้เครื่องมือการวิจัยที่มีมาตรฐานสากล มุ่งหวังจะให้ข้อมูลสำคัญเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอนเพศวิถีศึกษาในสถานศึกษาไทย งานวิจัยพบว่า สถานศึกษาเกือบทั้งหมดทั้งมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษามีการจัดการเรียนการสอนเพศวิถีศึกษาทั้งในรูปแบบของการบรรจุเพศวิถีศึกษาเป็นสาระการเรียนรู้สำคัญในวิชาอื่น และการจัดให้เป็นวิชาแยก หรือมีการจัดการสอนทั้งสองรูปแบบ แม้หัวข้อที่สอนจะหลากหลาย แต่พบว่าสถานศึกษาหลายแห่งเน้นสอนเรื่องเพศวิถีจากมุมมองผลกระทบด้านลบของเพศสัมพันธ์มากกว่าการพูดถึงมุมมองด้านบวก และขาดการคิดวิเคราะห์เชิงทัศนคติเกี่ยวกับเพศวิถี กล่าวคือ หัวข้อเกี่ยวกับการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์ สรีระ รวมถึงพัฒนาการทางเพศ ได้รับการเน้นย้ำมากที่สุด ในขณะที่ ด้านเพศภาวะ สิทธิทางเพศและความเป็นพลเมือง ความหลากหลายทางเพศ ความไม่เท่าเทียมทางเพศ การทำแท้งที่ปลอดภัย การมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยระหว่างคู่ที่เป็นเพศเดียวกัน การรังแกและกลั่นแกล้งบุคคลอื่น ได้รับการสอนน้อยกว่าหัวข้ออื่นๆ ในด้านความรู้ความเข้าใจของผู้เรียน ยังพบว่านักเรียนมีความรู้ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องเพศ งานวิจัยพบว่านักเรียนประเมินตนเองว่ามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการคุมกำเนิดและการมีประจำเดือนเป็นอย่างดี แต่มีนักเรียนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ตอบคำถามแบบปรนัยเกี่ยวกับการมีประจำเดือนและรอบเดือนได้อย่างถูกต้อง การใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินเป็นวิธีคุมกำเนิดวิธีหลักที่นักเรียนหญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วหลายคนกล่าวถึง ขณะที่นักเรียนชายส่วนหนึ่งไม่ต้องการใช้ถุงยางอนามัย ข้อค้นพบนี้ชี้ว่า นักเรียนยังขาดความเข้าใจและความตระหนักเกี่ยวกับการคุมกำเนิด และไม่สามารถสื่อสารต่อรองเรื่องที่จำเป็นต่อชีวิตทางเพศของตน ในด้านทัศนคติเกี่ยวกับเพศวิถี มีนักเรียนจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับความเท่าเทียมทางเพศและสิทธิทางเพศ นักเรียนราวครึ่งหนึ่งคิดว่าความรุนแรงในครอบครัวเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ในบางกรณี ขณะที่ครูมีทัศนคติที่เห็นด้วยกับความเท่าเทียมทางเพศและปฏิเสธการใช้ความรุนแรงมากกว่านักเรียน แต่ครูส่วนใหญ่ยังคิดว่าการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานของนักเรียนเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าครูจำนวนหนึ่งปฏิเสธสิทธิทางเพศของนักเรียนในบางประเด็น ครูส่วนใหญ่ใช้วิธีการสอนแบบการบรรยายซึ่งอาจไม่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิด วิเคราะห์ และตั้งคำถาม มีครูเพียงส่วนน้อยที่ใช้รูปแบบการเรียนการสอน (Pedagogy) ผ่านกิจกรรม และพบว่ามีครูมัธยมศึกษาครึ่งหนึ่ง และครูอาชีวศึกษามากกว่าครึ่งที่ระบุว่า ไม่ได้รับการอบรมการสอนเพศวิถีศึกษา โดยครูที่ผ่านการอบรมมีแนวโน้มที่จะสอนครอบคลุมหัวข้อต่างๆ ได้มากกว่า และใช้กิจกรรมในการสอนมากกว่าครูที่ไม่ได้รับการอบรม ทั้งนี้ ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ปกครองนักเรียนส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าควรมีการสอนเพศวิถีศึกษา แต่เทียบกันแล้ว ผู้บริหารหลายคนตัดสินใจใช้ทรัพยากรในการเรียนการสอน เช่น ครูผู้สอนและเวลาในการสอนไปกับวิชาอื่นๆ ที่คิดว่าสำคัญมากกว่าเพศวิถีศึกษา งานวิจัยพบว่า กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายให้มีการเรียนการสอนเพศวิถีศึกษาในสถานศึกษาโดยบรรจุไว้ทั้งในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาสุขศึกษาและพลศึกษาตั้งแต่ประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา และบรรจุเป็นวิชาเพศวิถีศึกษาในสถานศึกษาอาชีวศึกษา ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีส่วนร่วมสนับสนุนและให้ความสำคัญต่อเรื่องเพศวิถีศึกษา โดยระบุถึงบทบาทของสถานศึกษาในการสอนเพศวิถีศึกษา เพื่อเป็นยุทธวิธีป้องกันการระบาดของเอดส์และการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ สถานศึกษายังต้องการการสนับสนุนเชิงกลไกและทรัพยากรเพื่อให้สามารถจัดกระบวนการเรียนการสอนเพศวิถีศึกษาได้อย่างเป็นระบบ ตลอดจนต้องมีกลไกติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง

การดำรงชีพอย่างยั่งยืนของคนพิการทางการเห็น

This project has Assistant Professor Patranit Srijuntrapun lecturer of Department of Social Sciences and the head of research project. The Sustainable Livelihood Framework was applied to analyse the lives of visually disabled people with the goal of creating a Sustainable Livelihood Framework specifically suited for the daily needs of visually impaired people. Empirical evidence was drawn from semi-structured interviews with 12 visually impaired participants who were selected according to conditions of visual impairment and then with 6 visually impaired people who had professionally successful lives in Thailand’s capital Bangkok. The findings demonstrated that self-concept and societal attitude were the fundamental factors in constructing a secure and sustainable livelihood for visually disabled people. Additionally, social acceptance was an essential requirement for visually impaired people to enhance their livelihood.

January Session in Japanese Studies ของ Sophia University

ประชาสัมพันธ์โครงการหลักสูตรระยะสั้น January Session in Japanese Studies ของ Sophia University ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 9-31 มกราคม 2561     นักศึกษาท่านใดสนใจสามารถศึกษาคุณสมบัติและเงื่อนไขการเข้าร่วมเพิ่มเติมได้จากเอกสารแนบและที่เว็บไซต์ http://www.sophia-summer.jp/index.html  และสามารถส่งเอกสารใบสมัครได้ด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์ ภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560

ขอแสดงความยินดีกับท่านรศ.ดร.กมลพร สอนศรี

ขอแสดงความยินดีกับท่านรศ.ดร.กมลพร สอนศรี

ขอแสดงความยินดีกับท่าน ผศ.ดร.ประทีป ฉัตรสุภางค์ และผศ.ดร.ภัทรานิษฐ์ ศรีจันทราพันธุ์

ขอแสดงความยินดีกับท่าน ผศ.ดร.ประทีป ฉัตรสุภางค์ อาจารย์ประจำภาควิชามนุษยศาสตร์ ที่ได้รับตำแหน่งทางวิชาการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขาวิชาสังคมศาสตร์ และผศ.ดร.ภัทรานิษฐ์ ศรีจันทราพันธุ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์ ที่ได้รับตำแหน่งทางวิชาการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขาวิชาสังคมศาสตร์

ขอแสดงความยินดีกับท่าน !!!รศ.ดร.ศรีสมบัติ โชคประจักษ์ชัด และผศ.ดร.โทมัส กวาดามูซ

ขอแสดงความยินดีกับท่าน !!! รศ.ดร.ศรีสมบัติ โชคประจักษ์ชัด และผศ.ดร.โทมัส กวาดามูซ ที่ได้รับรางวัลคุณภาพและปริมาณการตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการระดับนานาชาติประจำปี 2559  (ด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ศิลปศาสตร์) โดยมีท่านศ.นพ.เกษม วัฒนชัย นายกสภามหาวิทยาลัย เป็นประธานในการมอบรางวัล

Thailand’s universal coverage scheme and its impact on health-seeking behavior

New year 2017 has just arrived. I really hope it will be very happy and productive new year for all of you. My research interest is in the field of health services research with interdisciplinary focus, particularly health policy and health system management. Currently, I am studying Thailand’s health system, particularly the Universal Coverage Scheme (UCS, also known as the 30-Bath Scheme). I would like to share a study that I conducted recently. Thailand achieved universal health coverage through the implementation of the UCS in 2002. Since then, approximately 75% of the entire population (approximately 47 million people) have had almost free access to healthcare. However, interestingly, a substantial portion of beneficiaries has still utilized care outside the UCS boundary. Some people might use informal care (e.g., buying over-the-counter (OTC) drugs of traditional Thai medicine) due to accessibility problems of the UCS services (e.g., long wait times of transportation). Other people might use private care facilities due to acceptability problems of the UCS services (e.g., low quality of dissatisfaction with needed services). Because the low utilization may be an indication of a policy gap between people’s health needs and the services available to them, the study investigated [...]

X