SDGs4

SDGs4

เป้าหมายที่ 4: สร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Ensure inclusive and equitable quality education and promote lifelong learning opportunities for all)

ปีงบประมาณ 2562

ชื่อกิจกรรม/โครงการ : โครงการเครือข่ายชุมชนเพื่อการสร้างสถานปฏิบัติการเชิงพื้นที่ (Social Lab) สำหรับหลักสูตรการจัดการการศึกษา (นานาชาติ)
ที่มาและความสำคัญ   : เนื่องจากหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการการศึกษา (นานาชาติ) ได้จัดการเรียนการสอนในรายวิชาต่าง ๆ ทั้งในรูปแบบการบรรยาย การสัมมนา การปฏิบัติการ และการดูงานนอกสถานที่ แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้การจัดการเรียนการสอนเป็นไปตามวิสัยทัศน์ของคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มุ่งเน้นให้เกิดผลลัพธ์ทางสังคม (Social Impact) ทางหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการการศึกษา (นานาชาติ) จึงมีความประสงค์ที่จะดำเนินการศึกษาวิจัยนำร่อง ลงพื้นที่ศึกษาปัญหาด้านการศึกษาในชุมชนจังหวัดนครปฐม โดยทำการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้ชุมชนเห็นความสำคัญของการแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาของบุตรหลานที่เป็นสมาชิกของชุมชน รวมถึงโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตของสมาชิกในชุมชน นอกจากนี้การวิจัยนำร่องครั้งนี้เป็นการสร้างเครือข่ายชุมชนที่สำคัญสำหรับการเป็นสถานปฏิบัติการเชิงพื้นที่ (Social Lab) สำหรับหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑฺตและดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการการศึกษา (นานาชาติ) ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งการทำการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมครั้งนี้จะนำไปสู่การพัฒนาการศึกษาของสมาชิกในชุมชนได้อย่างยั่งยืน (อ่านเพิ่มเติม)

ชื่อการประชุมวิชาการ/Conference : โครงการสัมมนาเครือข่ายนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษวิทยา ครั้งที่ 18 ประจำปี 2562

ที่มาและความสำคัญ  : คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดสอนระดับบัณฑิตศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 22 หลักสูตร โดยแบ่งเป็นระดับปริญญาโท จำนวน 10 หลักสูตร และระดับปริญญาเอก จำนวน 12 หลักสูตร ในจำนวนนี้ได้รวมหลักสูตรทั้งภาคปกติ ภาคพิเศษ และหลักสูตรนานาชาติ โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง โดยจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ มีหลักสูตรที่ทันสมัยสนองตอบต่อความต้องการของสังคม ในแต่ละปีนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้ผลิตงานวิจัยผ่านการเรียนการสอนรูปแบบวิทยานิพนธ์ ที่มีความหลายหลากทั้งด้านสังคมศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ มีการนำเสนอเผยแพร่สู่สาธารณะในรูปแบบบทความวิจัย และนำเสนอในการประชุมวิชาการ เป็นจำนวนมาก อีกทั้งผลงานทั้งหมดยังได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารระดับชาติ ระดับนานาชาติที่อยู่ในฐานสากล หรือในรายงานการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ถือเป็นแหล่งบ่มเพาะนักวิจัยและนักวิชาการ ดั่งปณิธานของสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ “สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้เพื่อภูมิปัญญาของแผ่นดิน” เพราะความสำเร็จที่แท้จริงอยู่ที่ สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติ
จากแนวทางสำคัญข้างต้น กอปรกับองค์ความรู้ทางวิชาการที่หลากหลาย ของบัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาในมหาวิทยาลัยไทย ได้รวมตัวกันจัดตั้ง “เครือข่ายนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา” ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา โดยจัดให้มีการประชุมสัมมนาขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี จากการประชุมเครือข่ายฯ ครั้งที่ 17 ประจำปีการศึกษา 2561 ระหว่างวันที่ 22-23 พ.ศ. 2561 ณ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งผลการจัดประชุมสัมมนา ดังกล่าว ทำให้บัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และคณาจารย์ได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการทำวิจัย ส่งผลให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ในสาขาวิชาและทำให้นักศึกษามีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดังนั้น เพื่อให้นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาและคณาจารย์สาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ได้มีเวทีเผยแพร่องค์ความรู้ผ่านประสบการณ์ในการทำงานวิจัย อีกทั้งยังเป็นเวทีสำหรับแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการพัฒนางานวิจัยให้มีศักยภาพต่อไป ตลอดจนในการประชุมสัมมนาเครือข่ายนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ครั้งที่ 17 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีมติให้ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นเจ้าภาพในการจัดสัมมนาเครือข่ายนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ครั้งที่ 18 ในปี พ.ศ. 2562 สนับสนุนโดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่มีเป้าประสงค์เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการและประสบการณ์ในการวิจัย ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง ในลักษณะการจัดเวทีสำหรับการนำเสนอและการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการของนักศึกษา  (อ่านเพิ่มเติม)

ชื่อบทความวิจัย Comprehensive Sexuality Education in Thailand? A Nationawide Assessment of Sexuality Education Implementation in Thail Public Secondary Schools
ชื่องานวิจัย Conduct the Review of School-based Comprehensive Sexuality Education (CSE) Implemented in Thailand
ชื่อผู้วิจัย ศาสตราจารย์ ดร.พิมพวัลย์ บุญมงคล
คณะ/สาขาวิชา หน่วยความเป็นเลิศด้านการวิจัยเพศภาวะ เพศวิถีและสุขภาพ
ที่มาและความสำคัญ           Young adolescents are increasingly exposed to conflicting messages, provocative pornography and varying information about sex, sexuality and relationships. They need knowledge and skills to make informed decisions, especially in today’s world riddled with sexual ignorance, coercion, violence, HIV and unwanted pregnancy. School-based sexuality education is aimed at developing such skills along with a positive mindset for sexuality. While abstinence-based programs have been the mainstay of sexuality education in US there is a growing worldwide recognition and support for a comprehensive sexuality education (CSE) that incorporates a life-skills approach based on gender, rights and sexuality.

Comprehensive sexuality education, as defined by United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization (UNESCO), is an age-appropriate, culturally relevant approach to teaching about sexuality and relationships by providing scientifically accurate, realistic, non-judgmental information. School-based sexuality education becomes truly comprehensive when: (a) the curriculum is broad (covering six dimensions: relationships; values, attitudes and skills; culture, society and human rights; human development; sexual behaviour; and sexual and reproductive health)  the focus is not just on negative consequences, but also on positive aspects of sexuality trained teachers use student-centred teaching methods in a comfortable environment rights and gender are core values linked to relevant services and supported by parents, school administration, community and other stakeholders. Several studies suggest that CSE is more effective in reducing risky sexual practices, delaying sexual debut and increasing responsible behaviours than abstinence-based sexuality education. In a global review of sexuality education programs in 2006, 42% of the studies found that

CSE significantly delayed the initiation of sex among one or more groups of students for at least 6 months; 29% of the studies reported a decrease in frequency of sex; 35% found a decrease in number of sexual partners; and 48% showed an increase in condom use. Similar results were also seen in a recent metaanalysis of CSE programs in low- and middle-income countries in which students who received school-based sexuality education interventions were found to have significantly greater HIV knowledge [Hedges g = 0.63, 95% confidence interval (CI): 0.49–0.78], self-efficacy related to refusing sex or condom use (Hedges g = 0.25, 95% CI: 0.14–0.36), condom use (OR = 1.34, 95% CI: 1.18–1.52), fewer sexual partners (OR = 0.75, 95% CI: 0.67–0.84) and less initiation of first sex during follow up (OR = 0.66, 95% CI: 0.54–0.83).17 Yet, successful implementation of

CSE across cultures has been challenging. For example, in many Asian and African countries, conservative socio-cultural norms relatedto sexuality andtraditionallecture-based classrooms create significant barriers to the delivery of effective school-based sexuality education. There is a culture of silence in most of these countries, where discussing sex-related issues are considered a taboo, and it often inhibits open discussion of sexual matters in schools. Young females in India, Philippines and other Asian countries get reluctant to participate in schoolbased sexuality education as there is a cultural notion that women should be modest, chaste and should refrain from expressing (or gaining) knowledge about sex before marriage. Also, due to a high social stigma attached to HIV and homosexuality in many of these countries, teachers find it uncomfortable to discuss these topics in the classroom. With most of the research on CSE concentrating on outcome evaluation shortcomings in implementation of CSE programs have not received adequate attention.8 Effectiveness of CSE could be enhanced significantly in both developing and developed countries if many of the challenges in implementation could be addressed properly.

In Thailand, sexuality education was first introduced into the school curriculum by the Ministry of Education in 1978, which has since undergone many revisions.29 Currently, sexuality education is covered as a part of health and physical education courses according to the Office of Basic Education Commission (OBEC) curriculum, which was issued in 2008 for general secondary schools with grades 7–12 and ‘extended opportunity’ schools that have additional secondary level grades 7–9. However, sexuality education is a separate subject in the Office of Vocational Education Commission (OVEC) curriculum, which was issued in 2004 for vocational schools with grades 10–12. These curricula mostly conform to CSE guidelines of the Sexuality Information and Educational Council of the United States (SIECUS). Additionally, there have been some CSE programs in Thailand such as ‘Teenpath’ and ‘The world starts with me’ supported by non-governmental agencies in some selected schools. In 2016, Thailand’s National Legislative Assembly approved the Prevention and Solution of the Adolescent Pregnancy Problem Act that ensured adolescents’ access to reproductive health information and services, which among others, mandates all schools to provide CSE.

Although Thailand has a national policy and law on CSE, little is known about its implementation. While concerns regarding sexuality education content and pedagogy have been raised in the past previous research in Thailand have been limited to a few schools or small-scale interventions. In this study, we present findings from a mixed-methods study using a national sample of students and teachers to examine CSE implementation in Thailand, by different types of public secondary schools.

ขอบเขตพื้นที่การศึกษา Using a cross-sectional survey of 8837 students and 692 teachers at 398 public secondary schools, selected by multistage cluster sampling from six regions of Thailand, along with participatory focus group discussions with 150 students, and semi-structured in-depth interviews with 30 students and 70 teachers.
วัตถุประสงค์ The purpose of this nationwide study was to assess implementation of comprehensive sexuality education (CSE) in Thai public secondary schools, with a view to reveal its strengths and weaknesses.
แหล่งทุนสนับสนุน องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย
หน่วยงานที่ร่วมมือ secondary schools from six regions of Thailand
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ระดับความร่วมมือ ระดับชาติ
ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์ Sexuality education exists widely in Thai secondary schools, but its implementation is incomprehensive and inconsistent at best. Implementation gaps recognised in this study reflected the challenges of providing CSE in school settings where society’s sociocultural norms, such as abstinence till marriage for girls, heteronormativity and gender conformity, are imposed and traditional pedagogical ways have remained dominant. Strategies are needed to ensure implementation of national CSE policy to be aligned with CSE philosophy.

For adolescents transitioning into adulthood, schools are ideal places to learn about sexuality and relationships. Our data from Thailand, however, shows that providing schoolbased comprehensive sexuality education can be challenging.

Teachers need adequate training to revise their sexual attitudes and prejudices; emphasise gender and sexual rights; and promote instruction that makes use of students’ critical thinking skills. To be truly comprehensive, Thai CSE should cover all of its six dimensions, provide students with selfdetermination about their sexual lives; support acceptance and understanding of gender equity and sexual diversity; and replace a non-negative approach to sexuality teaching with a positive approach focusing on sexual health and well-being, desire and pleasure. School policies also need to prioritise CSE to ensure program fidelity and implementation, along with continuous technical support, and monitoring and evaluation.

Web link อำงอิงการดำเนินงาน file:///D:/Users/UserSH/Desktop/times%20higher/%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2/Comprehensive_sexuality_educat.pdf
SDG goal ที่เกี่ยวข้อง SDG 4 Quality Education
SDG 5 Gender Equality
ชื่อบทความวิจัย The Harmonization Process and Implementation of Higher Education in ASEAN
ชื่องานวิจัย The Harmonization Process and Implementation of Higher Education in ASEAN
ชื่อผู้วิจัย รองศาสตราจารย์ ดร.นภเรณู สัจจรักษ์ ธีระฐิติ
คณะ/สาขาวิชา ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่มาและความสำคัญ           ASEAN integration has become more than a policy catchphrase among policymakers and has been a reality of the 10 member countries in the region.

The term ASEAN integration itself has connoted many messages and meanings based on the pillars of cooperation including political security, economic, and socio-cultural aspects (ASEAN, 2008). Although the integration in the areas of political security and economics are being seen as more institutionalized

(through concrete international frameworks like the ASEAN Regional Forum or other economic instrumentalization of free-trade and investment areas, free flow of labor, as well as other taxation policies), the integration in terms of socio-cultural area is still fairly vague. Policymakers across ASEAN governments have rallied for “ASEAN One” without making a concrete implementation plan for this pillar of integration. Unlike the European integration experience where the harmonization of higher education, also known as the Bologna Process, has been utilized by the European governments as a platform for the promotion of higher education cooperation to create the so-called “European Higher Education Area: EHEA.” In ASEAN, a formal platform or mechanism where the harmonization process is formally and systematically taking place is still lacking, except the Erasmuslike Asian versions of mobility programs. A great diversity of higher education practices across the region also begs a question about how these mobility programs are shaping the citizenship education as part of the harmonization of higher education. (Deng, 2013). Without a platform or social and cultural connection, the integration process will be much lacking.

Through the Bologna Process, Europe has made it clear that the role of higher education in facilitating the process of social and cultural integration, or the “social cohesion” in Europe, is one of the utmost important factors. Higher education sector and higher education institutions have voluntarily played a major part in aligning the diversified systems in Europe so that it opened up the opportunities for students and staff to mobilize across the continents to the establishment of European Higher Education Area. The most important idea is the shift from policy and legislation to the implementation at the higher education institutions (European University Association, 2007). In ASEAN, the policy discourse on social and cultural integration, which may have led to the materialization of ASEAN One, has not been present until recently. Despite the lack of policy inputs and concrete implementation from ASEAN countries, the higher education sector has gradually replicated the process happening in Europe. Despite differences in the regionalization onset and other political, economic, and social contexts, in this study, it is still beneficial to take stock of the key processes and dimensions leading to the harmonization of higher education in ASEAN. As Kuroda, Sugimura, Kitamura, and Asada (2018) remarked, the process of harmonization and internationalization of higher education is progressing amid an intricate web of motives, interests, positions of national governments, higher education institutions (HEIs), and higher education networks. Therefore, the possibility of where it is heading in the future as well as the role of the national government, higher education institutions, and regional networks involved in the process are still worth examining.

ขอบเขตพื้นที่การศึกษา           This study employed a qualitative content analysis method where the past studies on the Bologna Process were being examined to extract the key policy implementation indicators.

In terms of data collection, this study divided countries in ASEAN into four clusters based on their common higher education characteristics.

วัตถุประสงค์           Firstly, do a stocktaking of policy discourses and implementation in ASEAN countries regarding the harmonization of higher education in the region using the key harmonization dimensions set up in the Bologna Process. Despite policy rhetorics at the ASEAN Secretariat and by some political leaders, each member country seems to move along the process at a different rate and varieties. The           Second objective is to examine the role of the key actors in the region in promoting the process, ranging from the national governments, higher education institutions, and regional higher education networks. Depending on the governance structure of each country, the development of the harmonization process seems to be shaped by all three main actors, with a different degree of involvement and success.
แหล่งทุนสนับสนุน สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
หน่วยงานที่ร่วมมือ ASEAN Countries
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ASEAN Countries
ระดับความร่วมมือ ระดับนานาชาติ
ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์           All in all, the process towards the harmonization of higher education in ASEAN will still be ongoing with some mechanism more advanced than others. Quality assurance and national qualifications framework, both at the national and regional level, will be the two leading mechanisms providing reference points and guideline for the improvement of higher education in the region. Curriculum revision will still be the responsibility of higher education institutions without much interference by the national government, especially in liberal countries. On the other hand, the credit transfer system and concrete policies towards lifelong learning will still need more debates and implementation at the regional level. The development of reference points in these areas and mechanisms clearly shows the common determinants of success, that is, the policy direction from the government, the involvement of higher education institutions, and the support from regional organizations.
Web link อำงอิงการดำเนินงาน http://apssr.com/wp-content/uploads/2019/06/RA-12-1.pdf
SDG goal ที่เกี่ยวข้อง SDG 4 Quality Education
SDG 17 Partnership for the Goals
ชื่อบทความวิจัย การประเมินความต้องการจำเป็นของการศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต

สาขาวิชาการจัดการการศึกษา (นานาชาติ)

ชื่องานวิจัย การประเมินความต้องการจำเป็นของการศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต

สาขาวิชาการจัดการการศึกษา (นานาชาติ)

ชื่อผู้วิจัย อาจารย์ ดร. โสวริทธิ์ธร จันทร์แสงศรี
คณะ/สาขาวิชา ภาควิชาศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่มาและความสำคัญ           ปัจจุบันสถานการณ์ในสถาบันทางการศึกษาทุกระดับ ยังคงประสบกับปัญหาด้านช่องว่างระหว่างองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นของผู้บริหารการศึกษาและผู้นำทางการศึกษาต่าง ๆ กับองค์ความรู้และทักษะที่สถาบันทางการศึกษาต้องการ เนื่องจากเป็นกลุ่มบุคคลที่ต้องเกี่ยวข้องโดยตรงกับครู นักเรียน และผู้ปกครองบุคคลเหล่านี้ต้องเป็นผู้วางนโยบายและบริหารการศึกษาให้เป็นไปตามแผน พัฒนาวิธีการสอนและบรรยากาศในโรงเรียน อีกทั้งโรงเรียนและสถาบันการศึกษายังรับผลกระทบจากปัจจัยผลักดันต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็ว การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างทางอาชีพ และการเปลี่ยนแปลงด้านเนื้อหาสาระและความทำทายใหม่ ๆ ด้านการศึกษา ซึ่งปัจจัยผลักดันส่งผลโดยตรงต่อการเรียนรู้และการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และการศึกษา ดังนั้นการปฏิรูปด้านผู้นำทางการศึกษาเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ (Desimone, Smith & Ueno, 2006; King & Newman, 2001; Korkko, Ammala, & Turunen, 2016)

หลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการการศึกษา (นานาชาติ) มหาวิทยาลัยมหิดลได้จัดการเรียนการสอนและเปิดรับนักศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2556 เป็นหลักสูตร 3 ปี โดยมีนักศึกษามาจากหลากหลายประเทศทั้งในกลุ่มอาเซียน เช่น พม่า กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ เวียดนาม รวมถึง จีน เกาหลี ภูฎานศรีลังกา สหรัฐอเมริกา เป็นต้น โดยนักศึกษาเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากหลากหลายตำแหน่ง เช่น ผู้บริหารโรงเรียนนักวางนโยบาย นักวิจัยทางการศึกษา ครูและอาจารย์ นักศึกษาเหล่านี้ทำงานในสถาบันการศึกษาที่หลากหลายตั้งแต่โรงเรียนรัฐบาล โรงเรียนเอกชน สถาบันอุดมศึกษา รวมถึงสถาบันอื่น ๆ ที่เกี่ยวของ เช่น การศึกษาตามอัธยาศัยหรือการศึกษาทางเลือก เป็นต้น ซึ่งมีเป้าหมายในการเข้าศึกษาเพื่อเพิ่มคุณวุฒิการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นและพัฒนาทักษะการเป็นผู้นำทางการศึกษาในอนาคต อันจะนำไปสู่การพัฒนาเครือข่ายของประชาคมอาเซียนให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น ดังนั้นหลักสูตรจึงเน้นการเตรียมความพร้อมให้ผู้นำทางการศึกษาสามารถสร้างความรู้ใหม่ ๆ ทางด้านการจัดการ นวัตกรรม และการวิจัยด้านการจัดการการศึกษาทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติซึ่งหลักสูตรถูกออกแบบโดยวางรากฐานบนการศึกษาในระดับนานาชาติ ผ่านการเรียนการสอนเน้นด้านแนวคิดทฤษฎีการวิจัย นโยบายทางด้านการศึกษา และปฏิบัติการด้านการจัดการการศึกษาจากหลากหลายประเทศ ซึ่งประกอบด้วยวิชาที่หลากหลาย เช่น การวิจัยขั้นสูงด้านการจัดการการศึกษา นโยบายและการวางแผนการจัดการการศึกษา และบทบาทของผู้นำทางการศึกษาและและการจัดการทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น อีกทั้งยังมีรูปแบบการเรียนการสอนเน้นการถกประเด็นสะท้อน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แต่ละวิชาผู้เรียนจะถูกมอบหมายให้ทำงานกลุ่มและงานเดี่ยว รวมถึงมินิโปรเจคท์ตามความสนใจของผู้เรียนอย่างแท้จริง และการมุ่งเน้นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงผ่านการศึกษาดูงานด้านการจัดการการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ สำหรับวิทยานิพนธ์ ผู้เรียนต้องผ่านการพัฒนาหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการจัดการการศึกษาโดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาและที่ปรึกษาร่วมให้ความดูแลอย่างใกล้ชิด (Knowles, Swanson, & Holton, 2005)

จากสถานการณ์และปัจจัยผลักดันที่กล่าวมาข้างต้น ประกอบกับความหลากหลายของผู้เรียนทั้งด้านวัฒนธรรม ภูมิหลัง และความเชี่ยวชาญ หลักสูตรฯ จึงต้องการประเมินความต้องการจำเป็น (Needs Assessment) รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการขององค์กรทั้งที่มีการระบุโดยตรง และไม่ได้ระบุอย่างชัดแจ้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานหรือแก้ไขข้อบกพร่องของการดำเนินการในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นการค้นหาวิธีลดช่องว่างการเรียนรู้หรือประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดสิ่งที่ต้องการจำเป็นและหาวิธีการที่จะบรรลุสิ่งที่ต้องการจำเป็นเหล่านั้น โดยเริ่มจากการกำหนดความต้องการจำเป็นการตรวจสอบคุณลักษณะและเหตุของความต้องการจำเป็นเหล่านั้น รวมทั้งการกำหนดลำดับความสำคัญอย่างมีระบบ (Gupta et al., 2007; Arizona State University, 2018) ซึ่งการประเมินความต้องการจำเป็นในยุคแรกมองการวิจัยประเมินความต้องการจำเป็นว่าเป็นกระบวนการที่ใช้เพื่อกำหนดเป้าหมายที่พึงประสงค์ของการดำเนินงาน ยุคที่สองเป็นยุคที่พิจารณาว่าเป็นกระบวนการที่ใช้เพื่อการวางแผนดำเนินงาน และยุคที่สามหรือปัจจุบันจะเน้นไปที่กระบวนการที่ใช้ในการวางแผนและนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อการพัฒนาองค์กรทั้งระบบ (US Department of Education, 2018; สุวิมล ว่องวาณิช, 2558) ในมิติของการศึกษาการประเมินความต้องการที่จำเป็นเพื่อการพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอนเป็นกระบวนการที่ใช้เพื่อให้ได้สารสนเทศเกี่ยวกับความจำเป็นของหลักสูตรว่าชาติ สังคม หรือสถานศึกษา ควรจัดหลักสูตรอย่างไร ที่สามารถนำไปใช้ในการออกแบบหลักสูตร ผลลัพธ์ของการประเมินความต้องการจำเป็นคือ การกำหนดประเด็นที่จำเป็นต้องบรรจุในหลักสูตร สามารถใช้การกำหนดเกณฑ์พัฒนาหลักสูตรการเปรียบเทียบหรือเทียบเคียงกับหลักสูตรอื่น และการกำหนดบุคลากร เวลา และสถานที่ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์(หลักสูตร) ตามที่พึงปรารถนา ซึ่งการที่จะดำเนินการให้ถูกต้องและเป็นประโยชน์นั้น จำเป็นต้องอาศัยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายภาคส่วน อาทิเช่น นักการศึกษา ผู้เรียน ผู้เชี่ยวชาญ และตัวแทนจากภายนอกวงการศึกษา ในการกำหนดความต้องการจำเป็นนี้ การประเมินความต้องการจำเป็นประกอบไปด้วย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนการประเมิน (Pre-Assessment Phase) เป็นระยะการสำรวจ ศึกษาค้นคว้า และวางแผนการประเมิน ระยะการประเมิน (Assessment) เป็นระยะของการเก็บรวบรวมข้อมูล และระยะหลังการประเมิน (PostAssessment) คือ ระยะของการนำผลไปใช้(English & Kaufman,1975; อัญชลี สารรัตนะ, 2554; Oliva, 2001 อ้างถึงในอัญชลี สารรัตนะ, 2554; Witkin & Altschuld, 1995 อ้างถึงใน Mashael, 2016)

ขอบเขตพื้นที่การศึกษา 1. ระยะที่ 1 ระยะก่อนการประเมิน (Pre-Assessment Phase):

1.1 ศึกษา ค้นคว้า รวบรวมเอกสารที่เกี่ยวกับการประเมินความต้องการจำเป็น และทบทวนหลักสูตร

1.2 ระบุผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สำหรับการวิจัยนี้ ได้แก่ ศิษย์เก่า และผู้ประกอบการ (ต้นสังกัด)

1.3 สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม โดยแบ่งออกเป็น 2 ตอน ดังนี้

ตอนที่ 1 ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ตอบแบสอบถาม จำนวน 10 ข้อ ได้แก่ เพศ อายุ สาขาวิชาที่ท่านสำเร็จการศึกษาหรือกำลังจะจบการศึกษาในระดับปริญญาโท การศึกษาในระดับปริญญาโทของท่านเป็นหลักสูตรแบบใด ปี พ.ศ.ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท อาชีพ/ตำแหน่งปัจจุบันหรือล่าสุด สถานที่ตั้งของหน่วยงานอยู่จังหวัด ประสบการณ์ในการทำงาน รายได้เฉลี่ย ภาระงานที่ท่านรับผิดชอบ และหนำที่รับผิดชอบอื่น ๆ นอกเหนือจากที่เกี่ยวข้องกับการจัดการการศึกษา

ตอนที่ 2 ถามความต้องการศึกษาต่อและความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎี

บัณฑิต สาขาวิชาการจัดการการศึกษา (นานาชาติ) คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 11 ข้อ โดยถามความต้องการ/ความสนใจในการศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก สาขาวิชาการจัดการการศึกษา (นานาชาติ) เหตุผลที่สนใจเข้าศึกษา ความต้องการกลุ่มเนื้อหาวิชาที่สนใจ วันและเวลาการจัดการศึกษาที่ต้องการ ความต้องการให้หลักสูตรจัดการเรียนการสอน และข้อเสนอแนะอื่น ๆ เป็นต้นโดยให้ผู้ตอบแบบสอบถามคิดเห็นต่อการจัดการเรียนการสอน เป็นมาตราส่วนโดยใช้การวัดแบบลิเคิร์ท (Likert RatingScale) แบ่งเป็น 5 ระดับ ตามระดับความคิดเห็น คือ ระดับความคิดเห็นมากที่สุด ให้คะแนน 5 จนถึง ระดับความคิดเห็นน้อยที่สุด ให้คะแนน 1

2. ระยะที่ 2 การประเมิน (Assessment Phase):

2.1 นำแบบสอบถามที่ได้ไปเก็บรวบรวมข้อมูล โดยประชากรในการศึกษาครั้งนี้ คือ บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการจัดการการศึกษา (นานาชาติ) ทั้งในประเทศไทยและจากต่างประเทศ และผู้ใช้บัณฑิต (หน่วยงานต้นสังกัด) โดยใช้วิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Selection) เพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 34 คน

วัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการศึกษาต่อหลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการการศึกษา (นานาชาติ) ภาควิชาศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
แหล่งทุนสนับสนุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
หน่วยงานที่ร่วมมือ
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาการจัดการการศึกษา (นานาชาติ)
ระดับความร่วมมือ  ระดับชาติ
ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์           จากการวิจัยการประเมินความต้องการจำเป็นของการศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาการจัดการการศึกษา (นานาชาติ) ภาควิชาศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล มีประเด็นที่สามารถนำมาอภิปรายและสรุปผล เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาหลักสูตร ดังนี้

1. ด้านความต้องการหรือความสนใจในการศึกษาต่อ

จากผลการศึกษาพบว่า “กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ต้องการศึกษาต่อในระดับดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการการศึกษา (หลักสูตรนานาชาติ) คิดเป็นร้อยละ 51.61 (16 คน) ซึ่งเหตุผลที่ต้องการศึกษาต่อ ได้แก่ เหตุผลด้านวิชาการและด้านอาชีพ คือ ต้องการเพิ่มองค์ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ทางด้านการจัดการการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และเหตุผลด้านสภาพแวดคล้อมที่เอื้อต่อการศึกษา” ที่พบผลเช่นนี้เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาหรือกำลังจะสำเร็จการศึกษาในระดับมหาบัณฑิตทางด้านการจัดการศึกษา/การบริหารการศึกษา และประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับธุรกิจการศึกษา จึงมีความต้องการที่จะเพิ่มพูนความรู้ กอปรกับกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสมัยใหม่ ทำให้กลุ่มตัวอย่างมีความต้องการพัฒนาความเชี่ยวชาญของตนเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของศิริพร อาจปักษา และ ธีระศักดิ์ อุ่นอารมย์เลิศ (2558) ที่ทำการประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาตนเองของครูสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดราชบุรี ซึ่งผลการวิจัยพบว่า มีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาตนเองของครู โดยรวมสมรรถนะที่ควรจะเป็นอยู่ในระดับมากที่สุด ได้แก่ สมรรถนะด้านการสื่อสารและการใช้ภาษา และสมรรถนะด้านการวัดผลและประเมินผล และสอดคล้องกับงานวิจัยของ นงค์ลักษณ์ รุ่งวิทยาธร และสุกัญญา สุขวุฒิ (2545) ที่ได้ศึกษาความต้องการศึกษาต่อหลักสูตรปริญญาเอกทางด้านบริหารการศึกษา ซึ่งพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ร้อยละ 58.7 ต้องการศึกษาต่อหลักสูตรปริญญาเอกทางด้านบริหารการศึกษาเหตุผลที่ต้องการศึกษาต่อคือ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพตนเอง เพื่อนำความรู้ไปพัฒนาอาชีพและเพื่อเป็นบันไดสู่ความก้าวหน้าในอาชีพการทำงานตามลำดับนอกจากนี้ “มีผู้ที่ไม่แน่ใจที่จะศึกษาต่อ คิดเป็นร้อยละ 35.48 (11 คน) และผู้ที่ไม่ต้องการศึกษาต่อคิดเป็นร้อยละ 12.90 (4 คน) โดยมีเหตุผลทางด้านเวลา และการเงิน” ที่พบผลเช่นนี้สามารถวิเคราะห์ได้ว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ในการวิจัยครั้งนี้เป็นบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการการศึกษา (นานาชาติ) ทั้งในประเทศไทยและจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นนักเรียนทุน และในบางประเทศมีการจำกัดทุนการศึกษาสำหรับผู้รับทุนการศึกษาแต่ละคนว่าสามารถรับทุนการศึกษาได้เพียงครั้งเดียว ดังนั้นเมื่อได้รับทุนการศึกษามาศึกษาในระดับมหาบัณฑิตแล้ว จึงไม่สามารถขอรับทุนการศึกษาในระดับดุษฎีบัณฑิตได้อีก อีกทั้งมีประเด็นด้านสถาบันที่สนับสนุนทุนการศึกษาหรือแหล่งทุนหลาย ๆ แห่ง ได้ยกเลิกการสนับสนุนทุนการศึกษาด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้การที่จะได้รับสนับสนุนทุนการศึกษาเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากขึ้นในปัจจุบัน ซี่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ภาธร นิลอาธิ และคณะ (2560: 134) ที่ทำการวิจัยพบว่าความต้องการให้หลักสูตรและมหาวิทยาลัยมีทุนสนับสนุน อยู่ในระดับมากที่สุด

2. ด้านการจัดการหลักสูตร

จากผลการศึกษาพบว่า “กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการหลักสูตร โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยประเด็นที่กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญมากที่สุด ได้แก่ การให้นักศึกษาศึกษาดูงาน/การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางวิชาการตามความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหรือสถาบันทางการศึกษาในต่างประเทศ การเชิญอาจารย์หรือผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาจากต่างประเทศที่เป็นที่ยอมรับมาสอน/ร่วมสอนการเชิญผู้เชี่ยวชาญทางด้านนโยบายการศึกษา/การจัดการโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา มาบรรยาย และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการเรียนการสอนที่ใช้การอภิปรายเป็นฐาน/การเรียนการสอนที่ใช้กรณีศึกษาเป็นฐาน” ที่พบผลเช่นนี้เนื่องจากสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตมีความผกผันและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลอดจนมีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกันทั้งระดับภายในประเทศและระหว่างประเทศดังนั้นการจัดการการเรียนรู้ของหลักสูตร จึงจำเป็นต้องอาศัยการฝึกปฏิบัติจากประสบการณ์จริงที่ได้จากการศึกษาดูงาน และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชา ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ภาธร นิลอาธิและคณะ (2560: 138) ที่พบว่าความต้องการการจัดการศึกษาโดยการเชิญอาจารย์พิเศษจากมหาวิทยาลัย หรือสถาบันวิชาชีพจากต่างประเทศ หรือผู้ทรงคุณวุฒิมาสอนหรือร่วมสอนอยู่ในระดับมาก

3. ด้านรายวิชาที่พึงมีในหลักสูตร

จากผลการศึกษาพบว่า “กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นเกี่ยวกับรายวิชาที่พึงมีในหลักสูตร โดยรวมในระดับมาก โดยรายวิชาที่กลุ่มตัวอย่างเห็นว่ามีความสำคัญ ได้แก่ วิชากลยุทธ์การวางแผนและการประกันคุณภาพการจัดการศึกษา วิชานโยบายและการวางแผนการจัดการการศึกษา วิชาการวางแผนและการพัฒนาทรัพยากรบุคคลในการจัดการศึกษา นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างแสดงความคิดเห็นให้มีการเพิ่มรายวิชาอื่น ๆ ได้แก่ การจัดการการศึกษาในการพัฒนาเมือง การจัดการการศึกษาและการจัดการภัยพิบัติ การจัดการการศึกษาในเขตสงครามการฝึกประสบการณ์วิชาชีพในต่างประเทศ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการจัดการการศึกษา เป็นต้น” ที่พบผลเช่นนี้เป็นเพราะว่ากลุ่มตัวอย่างที่ต้องการเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรมีความต้องการในเนื้อหาสาระของรายวิชาที่จะสามารถนำไปใช้ในการพัฒนางานทางด้านการจัดการการศึกษาที่ทำอยู่ ซึ่งรายวิชาดังที่กลุ่มตัวอย่างแสดงความคิดเห็น เป็นรายวิชาที่มีความสำคัญยิ่งต่อประสิทธิผลและประสิทธิภาพของการจัดการการศึกษา โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีภาวะการแข่งขันสูงที่สุด เนื่องจากประชากรในวัยศึกษามีจำนวนน้อยลง จากการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย สอดคล้องกับผลวิจัยของบรรดลสุขปิติ และพลับพลึง ทับเปลี่ยน (2539 อ้างถึงใน ธาวุฒิ ปลื้มสำราญ, 2553) ที่ พบว่าสาขาการบริหารการศึกษาเป็นสาขาวิชาในอันดับแรกที่กลุ่มตัวอย่างต้องการศึกษา สอดคล้องกับ Bloom & Van Reenen (2006) ที่ทำการวิจัยประเมินแนวทางการจัดการทางด้านการดำเนินงาน เป้าหมาย การติดตามผลการปฏิบัติงาน และแรงจูงใจ ในกว่า 700 บริษัท ในสหรัฐอเมริกาสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนีพบว่าผู้นำมีผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการดำเนินการขององค์กร สอดคล้องกับ Lessinger (1976) ที่ได้กล่าวไว้ว่าการควบคุมและการประกันคุณภาพการจัดการการศึกษามีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะคุณภาพเป็นสิ่งยืนยันความพร้อมในการทำงานของผู้ที่สำเร็จการศึกษา และเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและการยกระดับกระบวนการจัดการการศึกษาขององค์กรได้และสอดคล้องกับรัชฎาพร เกตานนท์ แนวแห่งธรรม (2558: 2214) ที่ทำการวิจัยประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสาขาพัฒนศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พบว่า ทักษะทางด้านการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นความต้องการจำเป็นที่จะช่วยในการค้นหา ประมวลและแปลผลข้อมูล รวมทั้งการนำเสนอและการสื่อสารในชีวิติประจำวัน ดังนั้นหลักสูตรสาขาวิชาการจัดการการศึกษาจึงต้องมีเนื้อหาครอบคลุมถึงกลยุทธ์ นโยบาย การวางแผน การประกันคุณภาพการจัดการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรบุคคลในการจัดการศึกษา และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการจัดการการศึกษา

Web link อ้างอิงการดำเนินงาน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Veridian-E-Journal/article/view/150365/110430
SDG goal ที่เกี่ยวข้อง: SDG 4 การศึกษาที่เท่าเทียม
ชื่อบทความวิจัย Co-Production and the Provision of Lifelong Learning Policy for Elderly People in Thailand
ชื่องานวิจัย ทิศทางและการพัฒนานโยบายการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุในประเทศไทย
ชื่อผู้วิจัย รองศาสตราจารย์ ดร.นภเรณู สัจจรักษ์ ธีระฐิติ
คณะ/สาขาวิชา ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่มาและความสำคัญ           ปัจจุบัน นานาประเทศต่างยอมรับถึงความจำเป็นในการจัดระบบการศึกษาเพื่อรองรับการเป็นสังคมผู้สูงอายุ ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งซึ่งกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า โดยภายในปี พ.ศ. 2560 ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุคิดเป็นร้อยละ 25 ของจำนวนประชากรทั้งหมด (สถาบันวิจัยประชากร, 2553) การจัดสวัสดิการเพื่อรองรับการเพิ่มจำนวนของผู้สูงอายุในประเทศ และการใช้เครื่องมือด้านการศึกษาเป็นตัวผลักดันให้เกิดการต่อยอดทั้งในเชิงความรู้และเพิ่มมูลค่าของผู้สูงอายุในฐานะทุนทางเศรษฐกิจและสังคม จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยทั่วไปเมื่อกล่าวถึงนโยบายการศึกษาของประเทศต่าง ๆ มักจะให้ความสำคัญกับนโยบายการศึกษาภายใต้กรอบการศึกษาในระบบ (formal education) ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนกระทั่งถึงระดับอุดมศึกษา ส่วนการศึกษานอกระบบหรือการศึกษาตามอัธยาศัย (non-formal หรือ informal education) มักจะถูกมองในเชิงนโยบายแบบแยกส่วนโดยถึือว่าขั้นตอนและแนวทางในการพัฒนามีความแตกต่างกับการศึกษาในระบบ และเป็นเพียงการจัดการศึกษาให้กับกลุ่มประชากรที่เป็นกลุ่มด้อยหรือขาดโอกาส เช่น เยาวชนที่ไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาในระบบ ประชากรวัยแรงงานหรือวัยผู้ใหญ่ที่ไม่สามารถเข้าศึกษาในระบบหรือ ผู้สูงอายุ เป็นต้น ซึ่งประชากรในกลุ่มนี้มักถูกมองว่าเป็นกลุ่มประชากรที่ไม่มีศักยภาพในการพัฒนาประเทศเหมือนการศึกษาในระบบ

อย่างไรก็ดี เมื่อสภาพแวดล้อมทางภูมิประชากรและทางการศึกษามีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย ทำให้การดำเนินนโยบายด้านการศึกษาต้องให้ความสำคัญกับการต่อยอดการศึกษาซึ่งรวมไปถึงการขยายโอกาสทางการศึกษาที่ไม่จำกัดแต่เพียงเฉพาะการศึกษาภายในระบบเท่านั้น แต่ยังจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงกลุ่มประชากรที่อาจจะไม่ใช่เยาวชนหรือกลุ่มประชากรหลักในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ แต่กลุ่มประชากรเหล่านี้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจได้ในทางใดทางหนึ่งและอาจจะเข้าไปช่วยลดปัญหาในสังคมที่ขาดแคลนประชากรวัยแรงงาน ทั้งนี้ทั้งนั้น หัวใจสำคัญของการเพิ่มศักยภาพของประชากรในกลุ่มผู้สูงอายุ ในหลาย ๆ ประเทศได้พุ่งเป้าไปที่การสนับสนุนนโยบายการเรียนรู้ตลอดชีวิต ในยุโรป การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นส่วนสำคัญประการหนึ่งในการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบภายใต้กระบวนการโบโลญญ่า (Bologna Process) ที่มุ่งเน้นให้เกิดการเชื่อมต่อทางการศึกษาระหว่างการศึกษาในระบบและการศึกษานอกระบบ ผ่านโครงการเคลื่อนย้ายทุนมนุษย์ทางการศึกษาทั้งนักศึกษา บุคลากรในภาคส่วนเศรษฐกิจ และครอบคลุมทั้งระดับก่อนปฐมวัย (pre-school) จนกระทั่งถึงระดับหลังสำเร็จการศึกษาใน ระบบ และเรื่อยไปจนถึงหลักเกษียณอายุ (post-retirement) (European Commission, 2001: 3) ในญี่ปุ่นหรือประเทศในแถบเอเชียตะวันออก ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตโดยมีหน่วยงานเฉพาะขึ้นมาภายใต้กระทรวงศึกษาธิการที่ดูแลการศึกษาในลักษณะนี้โดยเฉพาะและครอบคลุมกลุ่มประชากรในวัยต่าง ๆ และประชากรที่เป็นผู้สูงอายุก็เป็นกลุ่มหนึ่งที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิตของญี่ปุ่น (MEXT, 2013)

ดังนั้น สำหรับประเทศไทย ซึ่งประสบปัญหาไม่ต่างไปจากประเทศส่วนใหญ่ในโลกที่ล้วนแล้วแต่เผชิญหนำกับความทำทายในการจัดการกับประชากรผู้สูงอายุ และการหามาตรการเชิงนโยบายที่จะเข้าไปช่วยส่งเสริมและพัฒนาขีดความสามารถของผู้สูงอายุให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์และความต้องการของเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป การใช้เครื่องมือที่เป็นนโยบายด้านการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดแนวทางการพัฒนาการศึกษาในส่วนของการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่อยู่ภายใต้บริบทของการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุที่มีจำนวนผู้สูงอายุเข้าสู่ระบบมากที่สุดเมื่อเทียบกับการจัดการศึกษาให้ผู้สูงอายุด้วยระบบอื่น ๆ จึงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศในอนาคต จากตัวเลขที่มีการรวบรวมโดย กศน. ในปี 2550 เป็นต้นมา จำนวนผู้สูงอายุที่เข้าสู่ระบบการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยมีจำนวนกว่า 400,000 คน (สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 2551) และที่สำคัญจากการศึกษาวิจัยที่ผ่านมาพบว่า ในประเทศไทย แม้จะมีประกาศในเชิงนโยบายถึงการให้ความสำคัญและการส่งเสริมนโยบายการเรียนรู้ตลอดชีวิตโดยถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลมาตลอด แต่เมื่อพิจารณาถึงแนวทางในการนำนโยบายการเรียนรู้ตลอดชีวิตไปปฏิบัติก็ยังมีความคลุมเครืออยู่มาก ในส่วนของการนำนโยบายการเรียนรู้ตลอดชีวิตไปปฏิบัติในบริบทของการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้สูงอายุนั้น พบว่าแนวทางปฏิบัติในแต่ละพื้นที่ เช่น ระดับกศน.จังหวัด กศน.อำเภอ หรือ กศน.ตำบล/แขวง ยังมีความแตกต่างกันอย่างมาก ขึ้นอยู่กับบุคลากรในแต่ละพื้นที่จะพิจารณานำรูปแบบการส่งเสริมการเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุและการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้มาใช้อย่างไร ซึ่งความแตกต่างในวิธีการปฏิบัตินโยบายนั้น มีสาเหตุสำคัญมาจากการที่การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุยังไม่มีกรอบของการพัฒนาความรู้ที่ส่งผ่านไปยังผู้ปฏิบัติอย่างชัดเจน (นภเรณู สัจจรักษ์ ธีระฐิติ, 2554) ดังนั้น ประเด็นที่ท้าทายในการส่งเสริมนโยบายการเรียนรู้ตลอดชีวิตภายใต้บริบทของการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยคือ การแสวงหาวิธีการที่จะทำให้บุคลากรทางการศึกษา ทั้งครู กศน. และครู ศรช. รวมทั้งบุคลากรส่วนอื่น ๆ ได้นำนโยบายไปปฏิบัติโดยให้มีความสอดคล้องในเชิงของแนวคิดเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิตและตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของผู้สูงอายุในแต่ละภูมิภาค นอกจากนี้ ความท้าทายอีกประการหนึ่งที่สำคัญคือ การศึกษาสภาพปัญหาที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินนโยบายส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เหมาะสมทั้งในภาพรวมและในส่วนของความต้องการเฉพาะเจาะจงในแต่ละพื้นที่

ดังที่กล่าวมาข้างต้น จากข้อสังเกตด้านสภาพปัญหาและความเปลี่ยนแปลงในเชิงสภาพแวดล้อมของภูมิประชากรในประเทศไทยที่ทำให้ความสำคัญของกลุ่มประชากรผู้สูงอายุที่มีมากขึ้นในปัจจุบัน รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับนโยบายการเรียนรู้ตลอดชีวิตดังที่มีให้เห็นในเชิงประจักษ์ผ่านร่างพระราชบัญญัติการเรียนรู้ตลอดชีวิต และข้อค้นพบเชิงประจักษ์ที่ผ่านมาถึงความไม่สอดคล้องในรูปแบบของการนำแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตภายใต้ระบบการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยไปใช้ในพื้นที่ต่าง ๆ การศึกษาทั้งในเรื่องแนวคิดของการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุภายใต้บริบทของการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย การศึกษาเกี่ยวกับสภาพปัญหาและปัจจัยต่าง ๆ ที่จะกระทบต่อการเข้าสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุในแต่ละภูมิภาคซึ่งอาจจะมีความต้องการและเงื่อนไขในการเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่แตกต่างกัน รวมไปถึงรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุในแต่ละภูมิภาค จึงเป็นประเด็นเชิงนโยบายที่ทำทายทั้งในปัจจุบันและอนาคตและสมควรที่จะให้มีการศึกษาอย่างลึกซึ้งต่อไป

ขอบเขตพื้นที่การศึกษา 1. ขอบเขตเชิงพื้นที่

โครงการวิจัยนี้ ครอบคลุมพื้นที่ใน 4 ภาคของประเทศไทย ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง โดยในแต่ละภาค จะมีการลงเก็บข้อมูลภาคละจังหวัดใน

จังหวัดที่มีจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เข้าสู่ระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยมากที่สุด

2. ขอบเขตเชิงระยะเวลา

โครงการวิจัยนี้ ใช้ระยะเวลาในการทำวิจัยทั้งสิ้น 1 ปี

3. ขอบเขตความหมายของผู้สูงอายุ

โครงการวิจัยชิ้นนี้ได้ขยายขอบเขตของช่วงอายุของผู้สูงอายุจาก 60 ปี เป็น 45 ปีขึ้นไปเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความต้องการผู้ที่จะเป็นผู้สูงอายุในอนาคต

วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสภาพปรากฏการณ์การจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุในในประเทศไทย

2. เพื่อวิเคราะห์และยืนยันปัจจัยองค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุในประเทศไทย

3. เพื่อสร้างโมเดลสมการโครงสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุในประเทศไทย

4. เพื่อเสนอแนะแนวทางเชิงนโยบายในการพัฒนาการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุในประเทศไทย

แหล่งทุนสนับสนุน สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
หน่วยงานที่ร่วมมือ
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ระดับความร่วมมือ ระดับชาติ
ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์           ผลการวิจัยพบว่า ทิศทางและการพัฒนานโยบายการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุในประเทศไทย จากโมเดลสมการโครงสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุในระดับประเทศ พบว่าปัจจัยนำเข้าเรียงตามลำดับความสำคัญ ได้ดังนี้ ปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านผลประโยชน์ ปัจจัยด้านบริบทในพื้นที่ และปัจจัยด้านทรัพยากรของรัฐ สำหรับกระบวนการที่เป็นกระบวนการที่สำคัญต่อการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุในประเทศไทยประกอบด้วย กลไกการสนับสนุนของภาครัฐนโยบายการจัดการเรียนรู้ของรัฐ การประชาสัมพันธ์ การจัดการศึกษา และการบริหารทรัพยากร โดยปัจจัยนำออกที่เกิดจากการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย การได้รับความรู้เพิ่มขึ้น การได้รับทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต การสร้างความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความรู้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพตลอดจนการสร้างประสบการณ์ที่ดี และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้แก่ การพัฒนาศักยภาพของตน การได้รับการยอมรับจากชุมชน การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยผู้มีบทบาทสำคัญที่สำคัญในการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุในประเทศไทย ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำท้องถิ่น ชมรมผู้สูงอายุ และศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน

ข้อเสนอแนะในการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุในประเทศไทย (1) ด้านปัจจัยนำเข้า ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ในประเทศไทยควรให้ความสำคัญในเรื่องของการศึกษาความต้องการของผู้สูงอายุในความต้องการที่จะเรียนรู้ และต้องคำนึงถึงบริบทของพื้นที่ เนื่องจากในแต่ละพื้นที่มีความหลากหลายในมิติของวัฒนธรรม ประเพณี ศาสนาความเชื่อที่แตกต่าง (2) ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ในประเทศไทยควรใช้แนวทางการสร้างเครือข่ายทางการศึกษา โดยใช้แนวทางของการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ที่ร่วมกับทุนทางสังคม

Web link อำงอิงการดำเนินงาน https://dric.nrct.go.th/Search/ShowFulltext/2/293526
SDG goal ที่เกี่ยวข้อง SDG 4 การศึกษาที่เท่าเทียม

ปีงบประมาณ 2563

ชื่องานวิจัย การประเมินผลโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ปีงบประมาณ ๒๕๖๓
ชื่อผู้วิจัย รองศาสตราจารย์ ดร. อริศรา เล็กสรรเสริญ
คณะ/สาขาวิชา ภาควิชาศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่มาและความสำคัญ
วัตถุประสงค์ 1. เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

2. เพื่อค้นหา แจกแจง และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของโครงการ รวมทั้งช่องว่างในการดำเนินงานที่ผ่านมา

3. เพื่อสังเคราะห์รูปแบบหรือนวัตกรรมการทำงานในพื้นที่ของการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

4. เพื่อให้ข้อเสนอแนะต่อการกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

ขอบเขตพื้นที่การศึกษา ประเทศไทย
แหล่งทุนสนับสนุน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
หน่วยงานที่ร่วมมือ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
ระดับความร่วมมือ ระดับประเทศ
ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์ 1. เชิงวิชาการ

1.1 ได้องค์ความรู้เชิงวิชาการจากข้อมูลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ทำให้ กสศ. มีข้อมูลผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงาน ปัจจัยความสำเร็จ/ไม่สำเร็จของผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นและข้อเสนอแนะที่ได้จากการประเมินผลโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาที่นำไปใช้ในการกำหนดกรอบการพัฒนา ปรับปรุงงานเพื่อขับเคลื่อนการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

1.2 ได้รูปแบบแนวทางตัวอย่างของการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาที่เหมาะสมโดยการมีส่วนร่วมพัฒนาของเครือข่ายในแต่ละพื้นที่ ที่สอดคล้องกับนโยบาย แผนการศึกษาของชาติ และวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ตามพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ.2561

1.3 นวัตกรรมด้านการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาของแต่ละพื้นที่

2. เชิงนโยบาย

2.1 ผลการประเมินสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

2. สามารถนำไปใช้ขยายผลไปยังพื้นที่ หรือเครือข่ายทางการศึกษาอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (17 SDGs) SDG 4 การศึกษาที่เท่าเทียม
Web link การดำเนินงาน (หากมี) https://www.eef.or.th/tag/%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%

81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%

B2%E0%B8%A3%0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%80

%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%87/

โครงการจัดประชุมวิชาการระดับชาติ เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย ครั้งที่ 14
หัวข้อ iHumanities: เทคโนโลยี การแพทย์ และชีวิต

มนุษย์มีความสามารถในการสร้างสรรค์และปรับเปลี่ยนโลกวัตถุเพื่อตอบสนองเป้าหมายบางอย่างของตนเองมาตั้งแต่ยุคโบราณ ตลอดช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาการสะสมความรู้ความเข้าใจทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประกอบกับจินตนาการของมนุษย์ส่งผลให้เกิดการสร้างอุปกรณ์และสิ่งประดิษฐ์ที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น การนำไฟฟ้ามาใช้ในระบบการผลิตในช่วงศตวรรษที่ 19 กระทั่งแผ่ขยายไปสู่ชีวิตประจำวันส่งผลให้เกิดเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าจำนวนมาก ทำให้คุณภาพชีวิตและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของมนุษย์เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจวบจนปัจจุบัน

การพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นดำเนินไปพร้อมกับการก่อตัวของแนวคิดเรื่องความไม่เป็นกลางของเทคโนโลยี (The Non-neutrality of Technology) ที่เห็นว่าเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเซื่อง ๆ ที่มนุษย์ใช้งาน แต่แฝงไว้ด้วยคุณค่าบางอย่าง (Value-Laden) ดังนั้น สังคม การเมือง วัฒนธรรม และระบบคิดของมนุษย์ล้วนแฝงอยู่ในทิศทางการพัฒนาของเทคโนโลยี มนุษย์ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์บางประการในขณะเดียวกับที่เทคโนโลยีก็กำกับพฤติกรรมและวิธีมองโลกของมนุษย์ แนวคิดเช่นนี้ยิ่งดูจะเป็นจริงมากขึ้นหลังจากการปฏิวัติดิจิทัลในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ประกอบกับการคาดการณ์ว่าสังคมโลกในอนาคตอันใกล้มนุษย์จะใช้ชีวิตร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างแยกกันไม่ออกในระดับกว้างขวางและฝังลึก

ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้มนุษย์ต้องพึ่งมาเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อย ๆ เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงการดำรงอยู่ของมนุษย์ตั้งแต่ระดับรากฐานทั้งในแง่วิธีคิด การรับรู้ การมองโลก การเข้าใจสังคมและตนเอง ปัญญาประดิษฐ์ปฏิบัติการด้วยระบบการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) และการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) ซึ่งถือเป็นระบบอัตโนมัติและตัดสินใจเองได้ผ่านการประมวลผลและเรียนรู้จากข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีสมัยใหม่ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อมนุษย์อย่างมหาศาลทั้งในแง่ที่เป็นประโยชน์และในแง่ที่เป็นโทษ

ในปัจจุบันเป็นที่ประจักษ์ชัดว่ามนุษย์ไม่สามารถพัฒนาและดำรงอยู่ได้โดยปราศจากเทคโนโลยี ในอันที่จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาขณะนี้ การจินตนาการถึงการดำรงอยู่โดยปราศจากเทคโนโลยีดูจะเป็นเรื่องยากยิ่ง คำถามสำคัญประการหนึ่งในสถานการณ์ดังกล่าวคือมนุษย์ที่มีชีวิตเลือดเนื้อนี้ควรจะทำความเข้าใจและอยู่ร่วมเทคโนโลยีอย่างไร ในเมื่อเทคโนโลยีสามารถส่งผลต่อชีวิตของมนุษย์ได้ตั้งแต่มิติที่ลึกเข้าไปภายในตัวตน เช่น สติ หรือการรับรู้โลก ไปจนกระทั่งมิติของร่างกายและจิตใจที่สัมพันธ์การแพทย์ การดูแลสุขภาพ และการสร้างเสริมสุขภาวะ ผลดังกล่าวมีต่อบุคคลทั้งหลายไม่ว่าจะที่อยู่ในครรภ์ไปจนกระทั่งวัยชรา ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่มีร่างกายปกติและบุคคลที่พิการ นอกจากนี้ เทคโนโลยียังมีบทบาทตั้งแต่โลกส่วนตัว อันเป็นโลกแห่งอารมณ์และสุนทรียภาพ ไปจนกระทั่งโลกทางสังคมวัฒนธรรมซึ่งมีลักษณะแห่งพหุวัฒนธรรม อีกทั้งยังส่งผลกระทบและมีความสัมพันธ์กับคุณค่า เช่น สิทธิมนุษยชน สันติภาพ และประชาธิปไตย

ผลกระทบจากเทคโนโลยีที่มีต่อชีวิตและสุขภาพมีได้ทั้งด้านบวกและลบ ผลกระทบเหล่านี้มิอาจเข้าใจได้จากมุมมองเชิงเทคนิคเพียงอย่างเดียว ในการนี้ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์จึงจัดเวทีประชุมวิชาการระดับชาติ เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย ครั้งที่ 14 หัวข้อ iHumanities: เทคโนโลยี การแพทย์ และชีวิต ระหว่างวันที่ 8-9 กันยายน 2563 มีความมุ่งหมายที่จะส่งเสริมการเรียนรู้และไตร่ตรองเกี่ยวกับผลกระทบดังกล่าวโดยอาศัยมุมมองจากสาขาวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ในบริบทของการปฏิสัมพันธ์ในหลากหลายรูปแบบกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์ รวมถึงบริบทของสังคมที่ได้รับอิทธิพลและผลกระทบจากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์ เผยแพร่องค์ความรู้และนวัตกรรมและพื้นที่สำหรับการพบปะและสร้างเครือข่ายระหว่างคณาจารย์ นักวิจัย นักศึกษา นักวิชาการสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ด้วยกันเอง รวมถึงการสื่อสารและสร้างเครือข่ายกับนักวิชาการสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์

การดำเนินงานเป็นรูปแบบเวทีอภิปรายสาธารณะและเวทีนำเสนอผลงานทางวิชาการ ผ่านรูปแบบ Online และ Onsite ณ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กิจกรรมหลักประกอบด้วยการปาฐกถา การเสวนากลุ่ม และการนำเสนอผลงาน เป็นต้น โครงการดังกล่าวช่วยสร้างความตระหนักถึงความซับซ้อนและกว้างขวางของผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึงจุดประกายความร่วมมือแบบสหสาขาวิชาระหว่างมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและแพทย์ศาสตร์ต่อไป

กิจกรรมในวันที่ 8 กันยายน 2563 เวลา 08.30-09.00 น. เป็นพิธีเปิดงานโดยมีรองศาสตราจารย์ ดร. ศิริพร แย้มนิล รักษาการแทนรองคณบดี คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เป็นผู้กล่าวรายงาน ศาสตราจารย์ นายแพทย์บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวต้อนรับ และรองศาสตราจารย์ ดร. ณัฐมา พงศ์ไพโรจน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ด้านวิเทศสัมพันธ์ กล่าวเปิดงาน เวลา 08.30-10.30 น. จัดการปาฐกถา หัวข้อ Usage of Technology on Human Life and Society โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. มรกต ไมยเออร์ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชียมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ดำเนินรายการ และได้รับเกียรติจาก Prof. Dr. Ainin Binti Sulaiman, University of Malaya เป็นปาฐก เวลา 10.30-15.00 น. จัดเสวนากลุ่ม หัวข้อ “มนุษย์ การแพทย์และสุขภาพ: ประเด็นท้าทาย” แบ่งออกเป็น 4 ห้องการนำเสนอบทความ ได้แก่ ห้องที่ 1 เกมออนไลน์ สื่อสังคมและแอปพลิเคชั่น ห้องที่ 2 อัตลักษณ์ สังคมและวัฒนธรรม ห้องที่ 3 บทบาทรัฐและพลเมือง ห้องที่ 4 Learning Challenges from Experiences in Southeast Asia and Japan

กิจกรรมในวันที่ 9 กันยายน 2563 เวลา 09.00-10.00 น. จัดปาฐกถาใน หัวข้อ “การศึกษายุคดิจิทัล” โดยมีอาจารย์ ดร. ปกป้อง ส่องเมือง  ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ และได้รับเกียรติจากรองศาสตราจารย์ ยืน ภู่วรวรรณ ที่ปรึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นปาฐก เวลา 10.00-12.00 น. จัดเสวนาหัวข้อ “เทคโนโลยี ศิลปะและวัฒนธรรม ก้าวหน้าหรือถอยหลัง” โดยมี อาจารย์ ดร. วิกานดา พรหมขุนทอง สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ดำเนินรายการ และได้รับเกียรติจากรองศาสตราจารย์ ดร. วรพันธ์ คู่สกุลนิรันดร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยมหิดล คุณอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล มูลนิธิเพื่ออินเทอร์เน็ตและวัฒนธรรมพลเมือง และคุณธวัชชัย แสงธรรมชัย คณะทำงานโพธิเธียเตอร์ เป็นคณะปาฐก เวลา 10.00-15.00 น. จัดเสวนากลุ่ม หัวข้อ “มนุษย์ การแพทย์และสุขภาพ: ประเด็นท้าทาย” แบ่งออกเป็น 4 ห้องการนำเสนอบทความ ได้แก่ ห้องที่ 1 จริยธรรม ปัญญาประดิษฐ์ การดูแลชีวิต ห้องที่ 2 โควิด สื่อสังคม อุปลักษณ์การเยียวยา ห้องที่ 3 เพศสภาพ แพทย์สภาพ ประวัติศาสตร์ไทย ห้องที่ 4 พลเมือง การเรียนรู้ การบริหารการศึกษา เวลา 15.00-16.30 น. จัดเสวนา จำนวน 2 หัวข้อ ได้แก่ หัวข้อที่ 1 “เทคโนโลยีกับการส่งเสริมโอกาสและศักยภาพคนพิการ” โดยได้รับเกียรติจากคุณกฤษณะ ละไล ผู้สื่อข่าวและพิธีกรเนชั่นและไทยทีวีสีช่อง 3 นำการเสวนา  หัวข้อที่ 2 โรค-ศิลป์: ชีวิต เทคโนโลยี วัฒนธรรม และสุขภาพ โดยได้รับเกียรติจากนายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร นำการเสวนา และมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กนกวรรณ ธราวรรณ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ดำเนินรายการ จากนั้นกล่าวปิดงานโดยรองศาสตราจารย์ ดร. โธมัส กวาดามูช รักษาการแทนรองคณบดีฝ่ายวิจัยและวิชาการ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ในการจัดงานครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมจำนวน 300 คน และเกิดผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์เกิดความตระหนักรู้ถึงบทบาทและคุณูประการของสาขาวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ในบริบทของวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์ และในบริบทของสังคมที่ได้รับอิทธิพลและผลกระทบจากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์ กระตุ้นและส่งเสริมการศึกษาวิจัยด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ในประเด็นที่สัมพันธ์กับวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์ รวมถึงอิทธิพลและผลกระทบของวิชาการเหล่านี้ที่มีต่อสังคม และเกิดความร่วมมือระหว่างนักวิชาการในสาขาวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์กับนักวิชาการในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์ นับว่าเป็นความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติวิธีศึกษา สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว คณะศิลปศาสตร์ วิทยาลัยการจัดการ สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน วิทยาลัยนานาชาติ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม วิทยาลัยราชสุดา สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย และวิทยาลัยศาสนศึกษา ในการร่วมจัดงานประชุมวิชาการครั้งนี้ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนรับทราบและเข้าใจถึงแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน อันเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อ 4 การศึกษาที่เท่าเทียม ข้อ 3 มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี และข้อ 16 สังคมสงบสุข ยุติธรรม ไม่แบ่งแยก

Web Link: https://il.mahidol.ac.th/thrf14/

งานประชุมวิชาการคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับสมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย หัวข้อ “ปรัชญาและศาสนา กับ AI and Disruptive Technology”

 

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ส่งผลกระทบและสร้างความเปลี่ยนกับสังคมและวิถีชีวิตในหลาย ๆ ด้าน จนมีการเรียกชื่อความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลว่า การปฏิวัติดิจิทัล ซึ่งรวมไปถึงผลกระทบจากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ อินเตอร์เน็ต และ Big Data เพราะว่าเทคโนโลยีเหล่านี้นับเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาจัดการเกี่ยวกับข้อมูลและสารสนเทศ และในความเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีนี้มีประเด็นที่สังคมให้ความสนใจหลายด้าน เช่น ปัญหา Disruption ของเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทำให้ธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป ปัญหาการว่างงานจากเทคโนโลยี รวมไปถึงปัญหาทางสังคมและการเมือง เช่น การใช้เทคโนโลยีเพื่อสอดส่องพลเมือง เสรีภาพในการแสดงออกความคิดเห็นผ่านสื่อดิจิทัล และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังเข้ามามีบทบาทกับกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้นักวิชาการด้านต่าง ๆ สนใจประเด็นทางจริยธรรมเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์มากขึ้น การที่จะอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีและใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมกับวิถีชีวิตจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องพิจารณา สมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทยเห็นความสำคัญของประเด็นทางวิชาการเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีดิจิทัล สมาคมปรัชญาและศาสนาจึงร่วมกับคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อจัดงานประชุมวิชาการเรื่อง ปรัชญาและศาสนา กับ AI and Disruptive Technology เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิชาการ และนิสิตนักศึกษา รวมไปถึงบุคคลทั่วไป และเป็นเวทีการนำเสนอผลงานของอาจารย์ นักวิชาการและนักศึกษา ระหว่างในวันที่ 20-21 ธันวาคม พ.ศ. 2562 ณ อาคาร SH 4 ห้อง 508 ชั้น 5 คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

กิจกรรมในวันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562 เวลา 08.45-09.45 น. บรรยายพิเศษ โดย Matthew Groh นักวิจัยสถาบัน MIT เวลา 10.00-11.00 น. เสวนา “AI กับชีวิต” โดย ศ.ดร. โสรัจจ์ หงศลดารมภ์
เวลา 11.00.-12.00 น. นำเสนอบทความ หัวข้อ “Risk-Taking and Justice” และหัวข้อ “AI Buddha: Savior in the Capital World” เวลา 13.00 – 14.00 น. เสวนา หัวข้อ ศาสนากับ disruption” โดย อาจารย์ วรพงษ์ เจริญวงษ์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วรยุทธ ศรีวรกุล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เวลา 14.15 – 15.45 น. นำเสนอบทความ หัวข้อ “ประเด็นจริยธรรมเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ในมุมมองพระพุทธศาสนา” หัวข้อ “ปัญญาประดิษฐ์คิดและทำไม่เหมือนปัญญามนุษย์” หัวข้อ “ความหมายของศาสนาในยุคเทคโนโลยีรื้อทำลาย” หัวข้อ “Big Data, E-Commerce and Deceptive Pricing” หัวข้อ “The Ethical Problems of Virtual Eternity Technology and its Challenge to the Ethics of Chinese Deceased Culture” และหัวข้อ “B-technique” เวลา 15.45 – 16.45 น. ประชุมใหญ่ประจำปีสมาคม

กิจกรรมในวันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม 2562 เวลา 09.00-10.00 น. สนทนาเรื่อง Disruption โดย อาจารย์ ดร.จอมพล พิทักษ์สันตโยธิน กับอาจารย์ ดร. ปิยณัฐ ประถมวงษ์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เวลา 10.15-11.45 น. นำเสนอบทความ หัวข้อ “การพัฒนาความสุขตามทัศนะของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต): ศึกษาเปรียบเทียบกับจิตวิทยาเชิงบวก” หัวข้อ “การพัฒนาจริยธรรมด้วยเรื่องเล่าทางศาสนา: การจัดจริยศึกษาตามแนวทางแบบเรื่องเล่าด้วยทศชาติชาดกสำหรับนิสิตระดับปริญญาตรี” หัวข้อ “ปัญญาประดิษฐ์ต้องรับผลของกรรมหรือไม่: มุมมองจากพุทธศาสนาเถรวาท” หัวข้อ “จริยศาสตร์แห่งความอาทรและจริยศาสตร์แห่งความยุติธรรมในการจัดสรรซะกาต” หัวข้อ “ความเข้าใจเรื่องฮาลาลของผู้ขอการรับรองอาหารฮาลาลจากคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร: การศึกษาทัศนะผู้ให้คำปรึกษาโรงงาน” และหัวข้อ “การใช้มังงะเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้คำสอนทางพระพุทธศาสนา: “เดธโน้ต สมุดมรณะ” และกฎแห่งกรรม”เวลา 12.45 – 13.45 น. บรรยายพิเศษ โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย AI Arts: Blurrying the lines of Artists’ Agency or merely an emergence of re-contextualized industrial machines. ศิลปะกับปัญญาประดิษฐ์ : ตัวตนที่เลือนหายของศิลปินผู้สร้าง หรือ การผุดปรากฏของเครื่องจักรกลอุตสาหกรรมในบริบทที่แตกต่าง เวลา 14.00 – 15.30 . นำเสนอบทความ หัวข้อ การไม่สามารถแทนที่ของหุ่นยนต์นักบวชปัญญาประดิษฐ์: พิจารณาจากมุมมองพุทธศาสนา” หัวข้อ “โลกที่ไม่ได้มีแค่มนุษย์: การเข้าใจรักโรแมนติกในสังคมดิจิตัลผ่านภาพยนตร์เรื่อง Her” หัวข้อ “ว่าด้วย มนุษย์ ชีวิต ความหมาย ความรัก และปัญญาประดิษฐ์ กับการสำรวจเชิงทดลองทางความคิด” หัวข้อ “เทคโนโลยีกำหนดความสุขอย่างนั้นหรือ?” หัวข้อ “การวิเคราะห์เชิงปรัชญาเรื่อง AI (การวินิจฉัย)ที่มีบทบาทต่อสังคมตามทรรศนะของปีเตอร์-พอล เฟอร์เบค” และหัวข้อ “การวิเคราะห์เรื่องธรรมชาติของมนุษย์ในทรรศนะรูซโซเพื่อเสนอแก้ปัญหาอาชญากรรมในไทยเชิงประยุกต์”

ตลอดระยะเวลากิจกรรมดังกล่าว มีนักวิชาการ และนิสิตนักศึกษา รวมไปถึงบุคคลทั่วไป เข้าร่วมจำนวนมาก ดำเนินงานในรูปแบบปาฐกถา เสวนา และนำเสนอผลงานและจากผลสำรวจความพึงพอใจพบว่าผู้เข้าร่วมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเพิ่มขึ้น (SDGs) นับว่าเป็นความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Partnerships for the Goals) ระหว่างคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนรับทราบและเข้าใจถึงแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน อันเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 4 การศึกษาที่เท่าเทียม (Quality Education)

Web Link: http://www.parst.or.th/th/page/2/

โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนในภาวะวิกฤตโควิด 19

ภาควิชาศึกษาศาสตร์ได้ดำเนินการพัฒนารายวิชาระดับปริญญาตรีเพื่อเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงานด้านการสอนให้คณาจารย์ของภาควิชาฯ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2562 โดยปัจจุบันภาควิชาฯ มีรายวิชาที่รับผิดชอบอยู่ 7 รายวิชา และกำลังขออนุมัติเปิดเพิ่มอีก 1 รายวิชา และเพื่อให้คณาจารย์ที่รับผิดชอบสอนในรายวิชาต่าง ๆ ได้เพิ่มประสิทธิภาพการสอนโดยเฉพาะในช่วงภาวะวิกฤตฺโควิด 19 ที่ต้องมีการปรับตัวการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ดังกล่าว ภาควิชาฯ จึงได้จัดโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนในภาวะวิกฤติโควิด 19 ขึ้น เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2563 เวลา 10.00 – 12.00 น. ภาควิชาศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะในการออกแบบการสอน เทคนิคการสอน และการประเมินผลการเรียนรู้ในรูปแบบออนไลน์ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สมบูรณ์ แซ่เจ็ง และ
ดร.ณรงค์ฤทธิ์ นีละโยธิน เป็นวิทยากร ดำเนินรายการครั้งนี้โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นักรบ ระวังการณ์ หัวหน้าภาควิชาศึกษาศาสตร์ ณ ห้องประชุมภาควิชาศึกษาศาสตร์

การจัดโครงการในครั้งนี้ ทำให้คณาจารย์และนักวิจัยการศึกษาได้เรียนรู้หลักการพัฒนาการสอนในระบบผสมผสานวิธีการสอนออนไลน์และออฟไลน์ และได้พัฒนาทักษะในการออกแบบและประเมินผลการเรียนรู้แบบผสานวิธี คณาจารย์และนักวิจัยการศึกษาสามารถนำความรู้และทักษะที่ได้รับการจากเข้าร่วมโครงการ ไปปรับใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (COVID-19) เป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อ 4 การศึกษาที่เท่าเทียม (Quality Education)

Web Link: http://sh.mahidol.ac.th/?p=8778

https://www.facebook.com/MUSHFanpage/photos/a.2521870008076937/2521870061410265/?type=3

2021-09-01T14:36:24+07:00
X