SDGs12

SDGs12

เป้าหมายที่ 12: สร้างหลักประกันให้มีรูปแบบการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (Ensure sustainable consumption and production patterns)

ปีงบประมาณ 2562

ชื่อกิจกรรม/โครงการ : โครงการ “สังคมดี วิถีชุมชน ณ ช่องกระเหรี่ยง”
ที่มาและความสำคัญ  : ด้วยวิสัยทัศน์ของคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คือ “เชื่อมโยงและรับใช้สังคมอย่างรับผิดชอบและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและมีสุขภาวะ” ประกอบกับทางคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีทั้งนักศึกษาในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก โดยแบ่งออกเป็น 4 ภาควิชา ได้แก่ ภาควิชาสังคมศาสตร์ ภาควิชามนุษยศาสตร์ ภาควิชาศึกษาศาสตร์ และภาควิชาสังคมและสุขภาพ ประกอบกับปัจจุบันยังมีอีกหลายพื้นที่ในภาคตะวันตก ซึ่งอยู่ในภูมิภาคเดียวกับมหาวิทยาลัยมหิดล ยังมีความต้องการการพัฒนาทั้งทางด้านกายภาพและองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ที่สามารถนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีสุขภาวะที่ดีได้

ดังนั้น หน่วยกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ และหน่วยบริหารและส่งเสริมการวิจัย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้จัดโครงการ “สังคมดี วิถีชุมชน ณ ช่องกะเหรี่ยง” ขึ้น ณ ชุมชนบ้านหนองทราย ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี และ ชุมชนบ้านช่องกระเหรี่ยง ตำบลหนองหญ้า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเป็นการสร้างความตระหนักในการรับใช้สังคมอย่างรับผิดชอบและมีประสิทธิภาพ ให้กับอาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยผ่านกระบวนการบูรณาการองค์ความรู้จากทั้ง 4 ภาควิชา นำไปสร้างประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนั้น ยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม ให้เกิดความตระหนักถึงปณิธานของมหาวิทยาลัยมหิดล คือ “ปัญญาของแผ่นดิน” เพื่อเข้าไปร่วมในการนำองค์ความรู้สู่ชุมชน อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ในการทำงานร่วมกัน เสริมสร้างความเป็นผู้นำ เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดี ระหว่างองค์การทางการศึกษากับชุมชน และที่สำคัญเพื่อเป็นการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพให้กับผู้ร่วมกิจกรรม สามารถนำองค์ความรู้ที่ตนได้รับไปใช้ประโยชน์ในการรับใช้สังคมอย่างรับผิดชอบ และมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างให้สังคมเกิดเป็นสังคมที่เป็นธรรมและมีสุขภาวะ (อ่านเพิ่มเติม)

ปีงบประมาณ 2563

โครงการทอดผ้าป่าสีเขียว

 

ภารกิจหลักที่สำคัญของสถาบันอุดมศึกษาต้องปฏิบัติ คือ ภารกิจการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม เพื่อให้การดำเนินการตามพันธกิจด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์และมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นให้มีการดำเนินการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมทั้งในระดับบุคคล ระดับภาควิชา ระดับคณะ และระดับสถาบัน ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม อีกทั้งเป็นการธำรงไว้ซึ่งจารีตประเพณีอันดีงามและได้ส่งเสริมนำพาอาจารย์ นักศึกษาและบุคลากรของภาควิชา ได้มีโอกาสทำบุญ ได้รู้จักการเสียสละทุนทรัพย์เพื่อการกุศล อันจะส่งผลให้เกิดผลบุญขึ้นในจิตใจ เกิดความสงบสุข ความดีงามแด่ตนเองและหมู่คณะ

ภาควิชาศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงจัดโครงการทอดผ้าป่าสีเขียว ในวันที่ 9 มีนาคม 2563 ณ วัดป่าสติปัฏฐานญาณสัมปันโน ศาลายา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสืบทอดประเพณีการทำบุญที่เป็นการทำนุบำรุงศาสนา และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยการทำบุญด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้วัดเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ชุมชนโดยรอบ ในการดำเนินโครงการครั้งนี้มีคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษาปัจจุบันในภาควิชาศึกษาศาสตร์ และผู้สนใจทั่วไป เข้าร่วมรวมจำนวน 30 คน เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของคณาจารย์ และนักศึกษา ในการทำนุบำรุงศาสนา และเป็นตัวอย่างของการอนุรักษ์จากการทำบุญด้วยของใช้ที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนรับทราบและเข้าใจถึงแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน
ข้อ 12 แผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน (Responsible Consumption and Production)

Web Link: https://www.facebook.com/1453826498214632/posts/2452473278349944/?d=n

ปีงบประมาณ 2564

โครงการความร่วมมือการบริหารจัดการขยะภายใต้โครงการ Care the Whale
ระหว่างคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

มหาวิทยาลัยมหิดลมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาให้เป็นเมืองมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University) ที่มีสภาพแวดล้อมน่าอยู่ ควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของนักศึกษา บุคลากรและชุมชนโดยรอบ เพื่อให้การพัฒนาไม่หยุดเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป โดยปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในสำนักงานให้เป็นสำนักงานสีเขียว หรือที่รู้จักกันว่า “Green Office” จึงเป็นหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้ทุกส่วนงานได้ร่วมตระหนักถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม

ในการนี้ คณะกรรมการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในสำนักงานสีเขียว (Green Office) และคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมในสำนักงานสีเขียว (Green Office) ของคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลเล็งเห็นถึงประโยชน์ของโครงการ Care the Whale ซึ่งเป็นโครงการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงมีกำหนดการเพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดการกำจัดขยะในสำนักสำนักงาน และให้บุคลากรตระหนักถึงปัญหาขยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (COVID-19) มีขยะที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ปัญหาความแปรปรวนด้านสภาพภูมิอากาศอันเกิดมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเกิดความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจากจุดยืนของคณะฯ ลดการสร้างขยะจากต้นทาง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดภาวะโลกร้อน สร้างคุณภาพชีวิตของคนให้เกิดความสมดุล และยับยั้งให้ระบบนิเวศเดิมของโลกนั้นไม่เสื่อมสลายไปมากกว่าที่เป็น

คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดโครงการความร่วมมือการบริหารจัดการขยะภายใต้โครงการ Care the Whale ระหว่างคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 โดยได้จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนแนวคิดการกำจัดขยะในสำนักสำนักงาน และให้บุคลากรตระหนักถึงปัญหาขยะ ลดการสร้างขยะจากต้นทาง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดภาวะโลกร้อน สร้างคุณภาพชีวิตของคนให้เกิดความสมดุล และยับยั้งให้ระบบนิเวศเดิมของโลกนั้นไม่เสื่อมสลายไปมากกว่าที่เป็น และมีการจัดบรรยาย 2 หัวข้อ ได้แก่ หัวข้อที่ 1 “โครงการ Care the Whale: ขยะล่องหน”  โดยมีคุณนงรัก งามวิทย์โรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นวิทยากร หัวข้อที่ 2 “ปฏิบัติการแยกแยะ ขยะล่องหน” โดยมีคุณจรัญพร เลิศสหกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีนสไตล์ จำกัด เป็นวิทยากร พร้อมกับมีการเยี่ยมชมการดำเนินการจัดการขยะภายในคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ตลอดระยะเวลากิจกรรมดังกล่าว มีกลุ่มเป้าหมาย อันได้แก่ ผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากรสายสนับสนุน และนักศึกษาเข้าร่วมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 53 คน นับว่าเป็นความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Partnerships for the Goals) ระหว่างคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
ข้อที่ 12 แผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน (Responsible Consumption and Production)
การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและการบริโภคที่ปลดปล่อยของเสียสู่สิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
(อ่านเพิ่มเติม)

Web Link: http://sh.mahidol.ac.th/?p=9812

https://www.facebook.com/media/set/?vanity=MUSHFanpage&set=a.2789137774683491

โครงการ “สังคม YOU เทิร์น คืนขวดพลาสติกใส พัฒนาการแพทย์”

ปัญหาขยะ ในประเทศไทยถือเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่เกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ ซึ่งมีปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกันในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการบริโภคและการแยกขยะจากต้นทาง การจัดการขยะที่ไม่ได้มาตรฐานก่อให้เกิดมลพิษและไม่เกิดการนำกลับมาใช้ซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (COVID-19) มีขยะที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ส่งผลกระทบก่อให้เกิดปัญหาความแปรปรวนด้านสภาพภูมิอากาศอันเกิดมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ในการนี้ หน่วยบริหารทั่วไป งานบริหารจัดการ สำนักงานคณบดี คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จึงจัดทำโครงการ“สังคม YOU เทิร์น คืนขวดพลาสติกใส พัฒนาการแพทย์เพื่อเข้าร่วมแคมเปญ “YOU เทิร์น คืนขวดพลาสติกใส พัฒนาการแพทย์” ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมมือกับ บริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) และเชิญชวนบุคลากรคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ร่วมกันคัดแยกขยะให้ถูกวิธี พร้อมส่งขวดพลาสติกใสที่ใช้แล้ว กลับเข้าสู่กระบวนการบริหารจัดการขยะและเพิ่มมูลค่า เพื่อนำมากลับมา UPCYCLING ผลิตเป็นเสื้อโปโล และจำหน่ายเพื่อจัดหารายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์สู้ภัย COVID-19 พร้อมวางจำหน่ายในเดือนกันยายน 2564 นี้ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 12 แผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน (Responsible Consumption and Production) เป้าหมายที่ 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action) และเป้าหมายที่ 3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Good Health and Well-Being)

Web Link:

https://www.facebook.com/mahidolsdgs/photos/a.2339262269442692/4077546555614246/

โครงการงดหลอดเต่าปลอดภัย

ตามแผนการพัฒนาสำนักงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ปัญหาขยะในประเทศไทยถือเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่เกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ ซึ่งมีปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกันในหลายแง่มุม หลอดพลาสติกเป็นหนึ่งในขยะพลาสติกที่พบบ่อยที่สุดเมื่อมีการทำความสะอาดชายหาดมาก ๆ พอกับขวดน้ำ ถุงพลาสติกและแก้วพลาสติก ซึ่งหลอดมีลักษณะเล็ก น้ำหนักเบา จึงถูกพัดให้ปลิวกระจายไปตามที่ต่าง ๆ จนไหลลงสู่ทะเลที่สัตว์จำนวนมากเข้าใจผิดคิดว่าเป็นอาหาร จนคร่าชีวิตสัตว์น้ำทะเล เช่น เต่า ฯ ไปเป็นจำนวนมาก

โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนออนุมัติ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ 1 พ.ศ. 2563 – 2565 เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ต้องเร่งดำเนินการ ลด-เลิกผลิตขยะพลาสติก และเตรียมประกาศห้ามใช้พลาสติก 4 ชนิด ได้แก่ โฟม ถุงหิ้ว แก้ว และหลอดพลาสติกแบบเด็ดขาดในปี พ.ศ. 2565 ยกเว้นการใช้กรณีจำเป็น ได้แก่ การใช้ในเด็ก คนชรา ผู้ป่วย เป็นต้น พร้อมตั้งเป้าให้พลาสติกอีก 7 ชนิด เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้ได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ซึ่งการลดหลอดเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยสามารถปรับลดอันดับประเทศที่มีขยะพลาสติกในทะเลสูงสุดในโลกจากอันดับ 6 เป็น อันดับที่ 10 ได้สำเร็จ นั้น

ในการนี้ หน่วยบริหารทั่วไป งานบริหารจัดการ สำนักงานคณบดี คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จึงจัดทำโครงการ “งดหลอด เต่าปลอดภัยเพื่อเป็นแคมเปญลด-เลิกหลอดพลาสติก พัฒนาสิ่งแวดล้อม ระหว่างเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม พ.ศ.2564

คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ได้จัดโครงการ ประกอบด้วย กิจกรรมโปสเตอร์รณรงค์งดหลอด คลิปวีดีโอรณรงค์งดหลอด สัมมนางดหลอดเต่าปลอดภัย กิจกรรมตอบคำถามลุ้นรับหลอดรักษ์โลก และกิจกรรมบริจาคหลอดได้บุญ ภายใต้โครงการงดหลอดเต่าปลอดภัย ตามแผนการพัฒนาสำนักงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งกิจกรรมบริจาคหลอดได้บุญเปิดรับบริจาคหลอดพลาสติกที่ใช้แล้วและผ่านการทำความสะอาด ตากแดดหรือผึ่งให้แห้ง ในระหว่างวันที่ 1 กันยายน – 9 พฤศจิกายน 2564 ซึ่งวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564 คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ นำโดยรองศาสตราจารย์ ดร.สมบูรณ์ ศิริสรรหิรัญ รองคณบดีฝ่ายบริหาร พร้อมด้วยคณาจารย์และบุคลากรสายสนับสนุน เป็นตัวแทนรวบรวมหลอดพลาสติกนำส่งให้กับกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลตำบลทับมา จังหวัดระยอง เพื่อนำไปทำเป็นหมอนมอบให้กับผู้ป่วยติดเตียง เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยติดเตียงไม่เกิดบาดแผลกดทับจากปุ่มกระดูก ช่วยให้ผู้ป่วยติดเตียงเกิดความสบายตัวในการนอน ลดการสะสมของไรฝุ่นและโรคภูมิแพ้ เกิดประโยชน์แก่สังคมต่อไป ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 12 แผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน (Responsible Consumption and Production) เป้าหมายที่ 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action) และเป้าหมายที่ 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Partnerships for the Goals)

Web Link:

http://sh.mahidol.ac.th/?p=10233

https://www.facebook.com/MUSHFanpage/photos/a.1582950298635584/2861072480823353/

https://www.facebook.com/MUSHFanpage/photos/a.1582950298635584/2879708112293123/

https://www.facebook.com/MUSHFanpage/photos/pcb.2885246265072641/2885245605072707/

https://www.facebook.com/MUSHFanpage/photos/a.1582950298635584/2894633894133878/

ข้อมูลงานวิจัยที่มีผลลัพธ์ (Impact) สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (17 SDGs) ประจำปีงบประมาณ 2564

คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

 

หัวข้อ รายละเอียด
ชื่องานวิจัย การศึกษาปริมาณขยะในครัวเรือนช่วงการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019
ชื่อผู้วิจัย รศ.ดร. ภัทรานิษฐ์ ศรีจันทราพันธุ์
ที่มาและความสำคัญ           การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทำให้วิถีชีวิตของผู้คนในสังคมเปลี่ยนไปจากเดิม โดยประชาชนจำเป็นที่จะต้องมีการใช้หน้ากากอนามัยในปริมาณที่มากขึ้นเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดอีกทั้งรัฐบาลได้ประกาศให้มีการยกระดับมาตรการป้องกันด้วยการจำกัดการเดินทางให้ประชาชนอยู่เพียงแต่ในที่พักอาศัย ปิดร้านค้า และสถานบริการเกือบทุกประเภทยกเว้นที่จะเป็น เช่น ซุปเปอร์มาเก็ต ร้านอาหาร ร้านยา เป็นต้น อักทั้งยังสนับสนุนการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ส่งผลทำให้รูปแบบการดำเนินชีวิตของประชาชนปรับเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น การกักตุนอาหารสดและอาหารแห้งเป็นจำนวนมาก การสั่งซื้อสินค้าและอาหารปรุงสุกออนไลน์ในปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้น เหล่านี้นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของขยะประเภทต่าง ๆ ในครัวเรือนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“หน้ากากอนามัย” จึงเป็นอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อที่สำคัญในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และมีปริมาณการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้นมากอยู่ที่ 1.56 ล้านชิ้น/วัน เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการแพร่ระบาดที่มีปริมาณการใช้หน้ากากอนามัยอยู่ที่ประมาณ 0.8 ล้านชื้น/วัน (กรรณิการณ์ ธรรมพานิชวงศ์ และวิชสิณี วิบุลผลประเสริฐ, 2563) โดยหน้ากากอนามัยของบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยที่ใช้ในโรงพยาบาล/สถานพยาบาล จัดเป็นขยะติดเชื้อ (Infectious Waste) เช่นเดียวกับเข็มฉีดยา สำลี ผ้าก๊อซ เพราะมีเชื้อโรคปะปนอยู่ (“หน้ากากอนามัยแบบใช้แล้วทิ้ง” อย่าทิ้งมั่ว! อาจเป็นขยะติดเชื้อ, 2563) ซึ่งจะถูกกำจัดในรูปแบบพิเศษตามมาตรฐานของโรงพยาบาล

นอกจากนี้ ยังมีหน้ากากอนามัยที่มาจากครัวเรือนเพิ่มขึ้นอีกด้วย คือ หน้ากากอนามัยของผู้ติดเชื้อโรคไวรัสโคโรนา 2019/ผู้ถูกกักตัวเพื่อสังเกตอาการ แต่ไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาล หน้ากากอนามัยประเภทนี้จัดเป็นขยะติดเชื้อ (Infectious Waste) ที่ต้องการการจัดการอย่างเหมาะสม รวมถึงหน้ากากอนามัยของคนที่ไม่ติดเชื้อ แต่ใช้ใส่เพื่อป้องกันตัวเองโดยไม่ได้ทำงานในสถานพยาบาลต่าง ๆ หน้ากากอนามัยเหล่านี้จัดเป็นขยะทั่วไปที่สามารถใช้วิธีการกำจัดเช่นเดียวกับการกำจัดมูลฝอยชุมชน (Municipal Waste) แต่ในช่วงวิกฤติการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 ได้มีการขอร้องเป็นพิเศษให้นำหน้ากากอนามัยใส่ถุงใสแยกออกจากขยะอื่น ๆ และระบุไว้ที่ถุงว่าเป็น “หน้ากากอนามัยใช้แล้ว” มัดถุงให้แน่นแล้วทิ้งในถังขยะทั่วไป หรือถังขยะที่มีฝาปิด ซึ่งจะทำให้เจ้าหน้าที่ขนขยะมูลฝอย หรือพนักงานเก็บขยะทั้งในกรุงเทพฯ และตามจังหวัดต่าง ๆ สามารถแยกไว้ในถังขยะท้ายรถและนำไปกำจัดอย่างถูกวิธีต่อไป (“หน้ากากอนามัยแบบใช้แล้วทิ้ง” อย่าทิ้งมั่ว! อาจเป็นขยะติดเชื้อ, 2563) อย่างไรก็ตาม หากประชาชนไม่ได้จัดการหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วตามคำแนะนำอย่างเหมาะสม ตั้งแต่การคัดแยกอย่างไม่ถูกวิธีและทิ้งปะปนกับขยะชุมชน จะส่งผลให้พนักงานที่ทำหน้าที่เก็บขนขยะมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และเมื่อขยะถูกนำไปกำจัดด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง เช่น เทกองกลางแจ้ง ก็อาจจะเพิ่มโอกาสที่เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จะแพร่กระจายไปยังคนในชุมชนทั้งทางน้ำและทางอากาศ นอกนั้น หน้ากากอนามัยแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use Surgical Mask) มีองค์ประกอบที่ผลิตจากวัสดุที่ย่อยสลายยาก เช่น พอลิโพรไพลีน (Polypropylene: PP) ซึ่งเป็นพลาสติกชนิดหนึ่ง รวมไปถึงลวดสำหรับปรับให้เข้ากับโครงการจมูกก็ทำมาจากแผ่นพลาสติกขนาดเล็ก หรือลวดโลหะอะลูมิเนียม หากขยะหน้ากากอนามัยเหล่านี้รั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อมก็จะเป็นอันตรายต่อระบบนิเวศ (กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงศ์ และวิชสิณี วิบุลผลประเสริฐ, 2563)

มาตรการ lockdown ยังทำให้ผู้คนหันมาใช้บริการสั่งซื้อสินค้าอาหารออนไลน์แทนการออกไปซื้อสินค้าอาหารนอกบ้าน ส่งผลให้ปริมาณ “ขยะรีไซเคิล” ทั้งขยะพลาสติกและขยะกระดาษในครัวเรือนมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ถึงแม้ว่าการสั่งซื้อสินค้าอาหารออนไลน์จะมีการขยายตัวอย่างชัดเจนมาก่อนหน้านี้ แต่ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 ที่ผ่านมา มีการขยายตัวของการสั่งซื้อสินค้าอาหารออนไลน์เพิ่มขึ้นกว่า 100% (วิจารย์ สิมาฉายา, 2563ก) โดยผู้บริโภคจะได้รับขยะพลาสติกประมาณ 5-10 ชิ้นต่อการสั่งอาหารในแต่ละครั้ง เช่น กล่องพลาสติกใส่อาหาร ซองเครื่องปรุงรส ช้อนและส้อมพลาสติก แก้วพลาสติก กระดาษทิชชู ซึ่งทุกชิ้นจะถูกหุ้มด้วยซองพลาสติกอีกหนึ่งชั้น (วิจารย์ สิมาฉายา, 2563ข) นอกจากนั้น ในช่วงการ lockdown ยังมีการกักตุนสินค้าอาหารมากขึ้น โดยมีรายงานว่า ผู้คนในสหรัฐอเมริกามีการซื้อสินค้าอาหารเพิ่มขึ้น 37% อาหารแช่แข็ง 31% และอาหารบรรจุหีบห่อ 22% ในขณะที่มีการซื้อผักและผลไม้ลดลง 15% (International Food Information Council [IFIC}; 2020) การซื้ออาหารอย่างตื่นตระหนกและขาดการวางแผน อาจทำให้เกิดการซื้ออาหารที่มากเกินความต้องการ และเมื่อรับประทานไม่หมด หรือเก็บไว้นานเกินวันหมดอายุ อาหารเหล่านั้นจะถูกทิ้งและกลายเป็นขยะอาหาร ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากน้ำชะขยะ (Leachate) และก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการย่อยสลายขยะอาหารที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องบริเวณหลุมฝังกลบ (ภัทรานิษฐ์ ศีจันทราพันธุ์, 2563)

การจัดการขยะเหล่านี้อาจมีความแตกต่างไปจากสถานการณ์ปกติ เช่น ขยะรีไซเคิลต่าง ๆ จะไม่สามารถนำไปขายตามร้านรับซื้อขยะได้เช่นเดิม เนื่องจากอยู่ในช่วง lockdown ส่วนขยะหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วมักถูกนำไปทิ้งปะปนกับขยะทั่วไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าสามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สู่ผู้อื่นได้ หรือแม้แต่การกักตุนอาหารเกินความจำเป็นในช่วงการ lockdown นำไปสู่การสูญเสียอาหารและเพิ่มปริมาณขยะอาหารโดยเปล่าประโยชน์ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการขาดความรู้และความเข้าใจในการจัดการขยะประเภทต่าง ๆ อย่างเหมาะสมภายใต้ภาวการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะทำการจัดการขยะแต่ละประเภทในช่วงการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ประกอบด้วย จังหวัดนนทบุรี สมุทรปราการ นครปฐม ปทุมธานี และสมทรสาคร เพื่อใช้เป็นแนวทางในการวางแผนการจัดการขยะประเภทต่าง ๆ ในครัวเรือนเหมาะสมในช่วงการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019

วัตถุประสงค์ 1. สำรวจปริมาณขยะประเภทต่าง ๆ ในครัวเรือน ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019

2. ศึกษารูปแบบการจัดการขยะในประเภทต่าง ๆ ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019

3. ศึกษาอุปสรรคในการจัดการขยะในช่วงการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019

ขอบเขตพื้นที่การศึกษา พื้นที่เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล (นนทบุรี สมุทรปราการ นครปฐม ปทุมธานี และสมุทรสาคร)
แหล่งทุนสนับสนุน ทุนสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
หน่วยงานที่ร่วมมือ
ระดับความร่วมมือ
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์ 1. ได้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับปริมาณ รูปแบบการจัดการ สภาพปัญหาการจัดการขยะประเภทต่าง ๆ ในครัวเรือนในช่วงการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019

2. ผลจากการศึกษาสามารถนำไปใช้เป็นข้อพิจารณาและข้อมูลในการนำไปต่อยอดงานวิจัยและขอทุนวิจัยต่อไป

3. ผลจากการศึกษาสามารถนำไปใช้เป็นข้อพิจารณาของหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและสถาบันการศึกษา ในการวางแผนและพัฒนาเสริมสร้างพฤติกรรมการทิ้งขยะและลดปัญหาการจัดการขยะประเภทต่าง ๆ ในครัวเรือน ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019

การตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (17 SDGs) เป้าหมายที่ 12 แผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน (Responsible Consumption and Production)

เป้าหมายที่ 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action)

Web link การดำเนินงาน (หากมี) https://utcc2.utcc.ac.th/utccjournal/412/1_17.pdf
รูปภาพประกอบ (หากมี)

 

โครงการแนวทางการจัดการยาเหลือใช้และยาหมดอายุที่เหมาะสม

ที่ผ่านมาพบว่าไม่มีแหล่งรับทิ้งยาเหลือใช้และยาหมดอายุที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย ทั้งในระดับชุมชน หรือแม้แต่ในสถานพยาบาล จึงทำให้ยาเหลือใช้และยาหมดอายุถูกทิ้งปะปนไปกับขยะมูลฝอยครัวเรือน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก

โดยรองศาสตราจารย์ ดร.ภัทรานิษฐ์ ศรีจันทราพันธุ์ ได้มีการต่อยอดงานวิจัยได้ดำเนินการประดิษฐ์ “นวัตกรรมถังขยะเพื่อการคัดแยกยาหมดอายุและยาเหลือใช้” ซึ่งได้มีการยื่นจดอนุสิทธิบัตรในชื่อ “ถังขยะคัดแยกยาหมดอายุและยาเหลือใช้” ตามหนังสือสำคัญการจดทะเบียนอนุสิทธิบัตร เลขที่ 18008 ออกให้ ณ วันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ.2564

ซึ่งจะสร้างผลลัพธ์ที่สำคัญในการส่งเสริมการจัดการยาเหลือใช้และยาหมดอายุที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ที่จะผลักดันสังคมไปสู่ “สังคมแห่งความปลอดภัยด้านยาและสิ่งแวดล้อม” ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ข้อที่ 12 ที่ต้องการกำจัดขยะที่เป็นพิษและมลพิษ

Web Link:

http://www.thai-explore.net/file_upload/submitter/file_doc/b2439abddfd66efc761f8aa6ac56ce5c.pdf

2022-06-09T11:41:28+07:00
X