SDGs10

SDGs10

เป้าหมายที่ 10: ลดความไม่เสมอภาคภายในประเทศและระหว่างประเทศ (Reduce inequality within and among countries)

ปีงบประมาณ 2562

ชื่อบทความวิจัย การขับเคลื่อนนวัตกรรมการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุในเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ชื่องานวิจัย การพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อลดความเหลี่อมล้ำทางสังคม: กรณีศึกษาเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้ว
ชื่อผู้วิจัย รองศาสตราจารย์ ดร. สมศักดิ์ อมรสิริพงศ์
คณะ/สาขาวิชา ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่มาและความสำคัญ           แนวทางการพัฒนาประเทศไทยของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก ทำให้มีปัจจุบัน พบว่า มีการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของประเทศออกมาจากรัฐบาลหลายนโยบาย อาทิ นโยบายการส่งเสริมการลงทุนในเขตนิคมอุตสาหกรรม นโยบายรถคันแรก การกำหนดพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC: Eastern Economic Corridor) หรือแม้แต่การกำหนดพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ:  Special  Economic  Zones) เป็นต้น แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจเหล่านี้ล้วนส่งผลให้เกิดการขยายตัวของการใช้แรงงานมากขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนแรงงานนอกระบบและแรงงานนอกระบบผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีลักษณะที่สอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่เศรษฐกิจนอกระบบเติบโตสูงขึ้นเช่นเดียวกับจำนวนแรงงานสูงอายุอันเนื่องมาจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนาที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุเร็วที่สุด (UN Department of Economics  and social affairs ,2017) จากการคาดการณ์ในปี 2030 เมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้วจะยังไม่เป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง แต่มีสัดส่วนผู้สูงอายุในระดับสูงกว่าประเทศอื่นในอาเซียน (ยกเว้นประเทศสิงคโปร์) ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญการเพิ่มขึ้นของประชากรวัยสูงอายุจะก่อให้เกิดความต้องการสวัสดิการสังคมมากขึ้น เช่น การรักษาพยาบาล การดูแลผู้สูงอายุ ระบบบำนาญ เป็นต้น ขณะที่ระดับรายได้ต่อหัว/การออมของประชาชนยังอยู่ในระดับต่ำ (อาคม เติมพิทยาไพสิฐ,2558)ส่งผลให้แรงงานนอกระบบผู้สูงอายุที่เพิ่มขาดหลักประกันและสวัสดิการที่เหมาะสมการศึกษาจำนวนมากพบปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมในกลุ่มผู้สูงอายุ อาทิ ปัญหาการเข้าถึงระบบประกันสุขภาพโดยเฉพาะระบบประกันสังคมซึ่งมีข้อจำกัดเกี่ยวกับอายุของผู้ประกันตนรวมถึงระบบประกันสุขภาพอื่น ๆ อีก (ภุชงค์ เสนานุชและธนาชัย สุนทรอนันตชัย, 2561; วนิดา ดุรงค์ฤทธิชัย,กมลทิพย์ ขลังธรรมเนียมและนพนัฐ จำปาเทศ, 2561; มะลิวรรณ ปรินแคน และพัฒน์ศิณ สำเริงรัมย์, 2559) และปัญหาความเหลื่อมล้ำอื่น ๆ อีก โดยแนวทางการแก้ปัญหาต้องนำความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนเข้ามาช่วยเหลือทางสังคมประกอบกับการบูรณาการเข้ากับทุนทางสังคม ทางทางวัฒนธรรม และทรัพยากรชุมชนที่มีอยู่ด้วย (Amornsiriphong and Nomnian, 2018)

การพัฒนาประเทศตามแนวทางของนโยบายการเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นและประเทศเข้ากับระบบเศรษฐกิจของภูมิภาคมีความสำคัญอย่างยิ่งก่อให้เกิดนโยบายการกำหนดพื้นที่ตามแนวชายแดนที่เป็นจุดเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบำนให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ประกอบกับประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และแรงงานจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในวัยผู้สูงอายุ และจัดอยู่ในกลุ่มที่เป็นแรงงานนอกระบบในภาคของเกษตรกรรมและการบริการ แรงงานผู้สูงอายุนอกระบบเหล่านี้ในประเทศมีจำนวนมากถึง 3,460,779 คิดเป็นเกือบร้อยละ 10 ของประชากรทั่งประเทศ เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone) เป็นพื้นที่ที่จัดตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะตามกฎหมาย เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริม สนับสนุน และอำนวยความสะดวก รวมทั้งให้สิทธิพิเศษบางประการในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของภาคอุตสาหกรรม ภาคพาณิชยกรรม ภาคการบริการ หรือกิจการอื่นใดที่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโดยประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่ 1/2558 ลงวันที่ 19 มกราคม พุทธศักราช 2558 เรื่องกำหนดพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ กำหนดให้มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ เขตเศรษฐกิจพิเศษตาก เขตเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร เขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว เขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา และเขตเศรษฐกิจพิเศษตราด ต่อมาได้มีประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 2 ลงวันที่ 24 เมษายน พุทธศักราช 2558 เพิ่มเติมอีก 5 จังหวัด ได้แก่ เขตเศรษฐกิจพิเศษหนองคาย เขตเศรษฐกิจพิเศษนราธิวาส เขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายเขตเศรษฐกิจพิเศษนครพนม และเขตเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรี รวมเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งหมด 10 พื้นที่จากการออกประกาศทั้งสองครั้ง

จังหวัดสระแก้วเป็นจังหวัดที่ได้มีการประกาศให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษในกลุ่มระยะแรก จังหวัดสระแก้วเป็นจังหวัดชายแดนที่มีพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชาและเวียดนาม โดยมีมูลค่าการค้าชายแดนในรอบปีที่ผ่านมา (2557) มากกว่า 70,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยศักยภาพด้านทำเลที่ตั้ง และสภาพภูมิประเทศที่เหมาะแก่การส่งเสริมในการเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการขนส่งที่จะเชื่อมโยงภูมิภาคอินโดจีน รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษจึงกำหนดให้ท้องที่ตำบลท่าข้าม ตำบลบำนด่าน ตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ และตำบลผักขะ อำเภอวัฒนานคร เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว โดยทั้ง 4 ตำบลมีพื้นที่รวมมากกว่า 200,000 ไร่ ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในหลาย ๆ ด้านด้วยกัน จากการสำรวจข้อมูลสถิติด้านแรงงาน พบว่า จังหวัดสระแก้วมีจำนวนแรงงานผู้สูงอายุนอกระบบนี้อยู่จำนวน 33,111 ราย ซึ่งกลุ่มแรงงานผู้สูงอายุนอกระบบเป็นกลุ่มเปราะบางกลุ่มหนึ่งที่ประสบปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำทางสังคม (สมศักดิ์ อมรสิริพงศ์ และรัฐศิรินทร์ วังกานนท์, 2560 ก) การขับเคลื่อนนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นประเด็นใหม่ที่ควรศึกษาว่าส่งผลกระทบและสร้างความเหลื่อมล้ำด้านสวัสดิการสังคมแก่กลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุอย่างไรบำง กลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุเข้าถึงสวัสดิการสังคมได้มากน้อยเพียงใด ระดับใด และยังมีความต้องการสวัสดิการสังคมใดอีกบำง ระดับใด รวมถึงช่องว่างระหว่างการเข้าถึงและความต้องการสวัสดิการสังคมมีมากน้อยเพียงใด และจะมีรูปแบบการจัดสวัสดิการสังคมแบบใดที่สามารถขับเคลื่อนภายใต้บริบทของการพัฒนาในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบในเขตเศรษฐกิจพิเศษได้

ELDERFARE Model เป็นรูปแบบการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุในเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เกิดจากการสังเคราะห์ผลการวิจัยและประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปประยุกต์ใช้จากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุและนำไปทดลองปฏิบัติในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งประกอบไปด้วย 9 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) E (Elderly Centered) ผู้สูงอายุเป็นศูนย์กลางของระบบสวัสดิการสังคม 2) L (Local Governemnt Organizations) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ประสานและอำนวยความสะดวกในการจัดระบบสวัสดิการสังคม 3) D (Doctorsand  Public  Health Care System) การเข้าถึงการบริการทางการแพทย์และระบบการดูแลด้านสาธารณสุขได้อย่างสะดวกทั่วถึงและรวดเร็ว 4) E (Enterprisesand InvestorsResponsibility) นายจำงหรือผู้จำงทำงานและผู้ประกอบการนักลงทุนในพื้นที่ต้องเข้ามาร่วมรับผิดชอบต่อการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับแรงงานผู้สูงอายุนอกระบบ 5) R (Rights of Community) สิทธิชุมชนเพื่อการมีสิทธิในการครอบครองที่ดินทำการเกษตรและอยู่อาศัย 6) F (Family Link) ระบบสวัสดิการต้องเชื่อมโยงกับครอบครัวและญาติพี่น้องของผู้สูงอายุ 7) A (Agricultural Contribution) ระบบสวัสดิการต้องเอื้อต่ออาชีพการทำการเกษตรของผู้สูงอายุ 8) R (Rural Community Exploitation) ระบบสวัสดิการสังคมต้องธ้ารงรักษาความเป็นชุมชนชนบท ที่มีทุนทางสังคมเป็นพื้นฐานอยู่มาก และเป็นรากฐานและรากเหง้าของสังคมไทย และ 9) E (Economic Concerned) ระบบสวัสดิการสังคมต้องสร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจให้แก่แรงงานผู้สูงอายุนอกระบบ (สมศักดิ์ อมรสิริพงศ์ และรัฐศิรินทร์ วังกานนท์, 2560 ก; สมศักดิ์ อมรสิริพงศ์และอาชว์ภูริชญ์ น้อมเนียน,2560 ก) ซึ่งองค์ประกอบดังกล่าวได้รับการพัฒนาและขับเคลื่อนเป็นรูปธรรมผ่านกิจกรรมต่าง ๆ โดยแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุร่วมกันระดมความคิดเห็น ที่เรียกว่า “สภากาแฟตำบลป่าไร่”ซึ่งบทความนี้ต้องการสะท้อนผลการขับเคลื่อนรูปแบบการจัดสวัสดิการสังคม “ELDERFARE Model” ผ่าน “สภากาแฟตำบลป่าไร่” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุในเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้ว ที่เกิดขึ้นพร้อมทิศทางและแนวโน้มที่ควรจะเป็นเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุในเขตเศรษฐกิจพิเศษในอนาคต

ขอบเขตพื้นที่การศึกษา ประชากรที่ศึกษา

1) การศึกษาเชิงปริมาณประชากรที่ศึกษาประกอบด้วยผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบในเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้ว ในพื้นที่ทดลองตำบลป่าไร่ อ้าเภออรัญประเทศ จำนวนทั้งหมด 462 ราย (ข้อมูลจากเทศบาลตำบลป่าไร่) กลุ่มตัวอย่างที่สามารถเก็บข้อมูลได้จ้านวน 288 ราย คิดเป็นร้อยละ 62.34 ของประชากรที่ศึกษา

2) การศึกษาเชิงคุณภาพผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบในเขตเศรษฐกิจพิเศษและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับระบบสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบในเขตเศรษฐกิจพิเศษตำบลป่าไร่ อ้าเภออรัญประเทศ รวมถึงผู้บริหารและเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือบุคลากรสุขภาพ รพ.สต.สมาชิกชมรมผู้สูงอายุ ผู้น้าชุมชนปราชญ์ชาวบ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)เป็นต้น

พื้นที่การศึกษาพื้นที่การศึกษา คือ พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้วโดยเลือกตำบล/พื้นที่ทดลองจ้านวน 1 ตำบล/พื้นที่ด้วยการประสานผู้เกี่ยวข้องในจังหวัดสระแก้วให้ระบุตำบลที่มีความเป็นไปได้ในการทดลองใช้แบบจ้าลองระบบสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบในเขตเศรษฐกิจพิเศษที่น้าไปสู่การลดความเหลื่อมล้้าทางสังคมโดยพิจารณาเลือกตำบล/พื้นที่จากลักษณะของปัญหาความเหลื่อมล้้าทางสังคมที่ได้จากการศึกษาระยะที่ 1 และเป็นพื้นที่ ๆ มีทุนทางสังคมอันจะน้ามาใช้ในการลดความเหลื่อมล้้าทางสังคมได้ ได้แก่ พื้นที่ตำบลป่าไร่ อ้าเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

วัตถุประสงค์           1. เพื่อวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางสังคมจากช่องว่าง (Gap) ของการเข้าถึงสวัสดิการและความต้องการสวัสดิการสังคมของกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุในเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้ว

2. เพื่อวิเคราะห์การขับเคลื่อนนวัตกรรมการจัดสวัสดิการสังคมด้วย “ELDERFARE Model” ผ่าน “สภากาแฟตำบลป่าไร่” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุในเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้ว

แหล่งทุนสนับสนุน ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
หน่วยงานที่ร่วมมือ จังหวัดสระแก้ว
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ระดับความร่วมมือ ระดับชาติ
ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์           กิจกรรม “สภากาแฟตำบลป่าไร่” ถือเป็นสิ่งใหม่และเป็นกิจกรรมที่ดีที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้ในปัญหาความเหลื่อมล้้าบางมิติ อาทิ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ เป็นต้น แต่การดำเนินกิจกรรมต้องใช้พลังในการขับเคลื่อนกิจกรรมค่อนข้างมาก และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล และหน่วยงานราชการในพื้นที่อื่น ๆ รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุเองที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วมหลักในการขับเคลื่อนกิจกรรม ถ้ากิจกรรมลักษณะนี้ได้รับการกำหนดเป็นนโยบายและมีการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นย่อมตกกับกลุ่มผู้สูงอายุอย่างแน่นอก แต่จะทำอย่างไรให้การขับเคลื่อนกิจกรรมไม่เป็นภาระความรับผิดชอบของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ควรอยู่ภายใต้การบริหารจัดการและการขับเคลื่อนโดยกลุ่มผู้สูงอายุเป็นหลักภายใต้การอำนวยความสะดวกและสนับสนุนของหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับหน่วยงานราชการอื่น ๆ ในพื้นที่

ดังนั้น ทิศทางการขับเคลื่อนนวัตกรรม“สภากาแฟตำบลป่าไร่” ควรได้รับการพัฒนาในรูปแบบของการจัดตั้งเป็น “ศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ” หรือ “โรงเรียนผู้สูงอายุ” ภายใต้มาตรการของการพัฒนาแกนน้าผู้สูงอายุให้เป็น “นวัตกร” เพื่อให้เกิดการดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องและมีการพบปะกัน รวมถึงการสร้างนวัตกรรม และมีนวัตกรที่เป็นทั้งกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่ปฏิบัติงานร่วมกับผู้สูงอายุในการทำงานเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ในพื้นที่ของตนเองสู่กลุ่มผู้สูงอายุด้วยกันเองเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนต่อไป และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องประสานความร่วมมือและอำนวยความสะดวกร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ภายในพื้นที่และจากการขับเคลื่อนกิจกรรม “สภากาแฟตำบลป่าไร่” ที่ผ่านมา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เห็นประโยชน์จากกิจกรรมดังกล่าวและมีการพัฒนาต่อยอดกิจกรรมเพื่อการดูแลคุณภาพผู้สูงอายุตำบลป่าไร่โดยการกำหนดแผนปฏิบัติการต่อเนื่อง ในการดำเนินการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุตำบลป่าไร่ ขึ้นโดยมีการออกแบบกิจกรรมพื้นฐานหลัก ได้แก่ กิจกรรมการพัฒนาสุขภาพกาย สุขภาพจิตใจ กิจกรรรมทางศาสนา กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และกิจกรรมการส่งเสริมอาชีพ โดยกิจกรรมเหล่านี้จะมีลักษณะเฉพาะที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ตำบลป่าไร่ด้วยและยังสามารถน้าไปขับเคลื่อนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษอื่น ๆ ภายใต้มาตรการดังกล่าวได้เพื่อการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุได้ต่อไป

Web link อำงอิงการดำเนินงาน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Veridian-E-Journal/article/view/172640/149863
SDG goal ที่เกี่ยวข้อง SDG 8 การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
SDG 10 ลดความเหลื่อมล้ำ

ปีงบประมาณ 2563

ชื่องานวิจัย

 

แผนการดำเนินงานวิจัยภายใต้ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยและขับเคลื่อนนโยบายสังคมไม่ทอดทิ้งกัน
ชื่อผู้วิจัย

 

รองศาสตราจารย์ ดร. ลือชัย ศรีเงินยวง

รองศาสตราจารย์ ดร.ปกรณ์ สิงห์สุริยา

อาจารย์ ดร.ปิยณัฐ ปฐมวงษ์

คณะ/สาขาวิชา คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่มาและความสำคัญ แผนดำเนินงานวิจัยภายใต้ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยและขับเคลื่อนนโยบายสังคมไม่ทอดทิ้งกัน เป็นโครงการที่อยู่ภายใต้บันทึกข้อตกลงระหว่างคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันวิจัยระบบสุขภาพ (สวรส.) โดยแผนงานนี้ มีเป้าหมายเพื่อการขับเคลื่อนงานระยะยาว ในการใช้งานวิจัย เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดสังคมที่เกื้อกูล ไม่ทอดทิ้งกัน โดยเฉพาะการให้การดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางและชายขอบต่าง ๆ แนวคิดของแผนงานนี้ คือ การผสมผสาน หนึ่ง การสร้างความรู้ สอง การพัฒนาผู้ที่จะไปสร้างความรู้และขับเคลื่อน และ สาม การนำความรู้ไปเป็นฐานในการขับเคลื่อนนโยบายและการเคลื่อนไหวทางสังคม แผนงานวิจัยประกอบไปด้วย 5 โครงการ คือ

•   โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนสุขภาวะของครอบครัวเปราะบางในสังคมไทย เป็นโครงการที่เน้นการพัฒนาองค์ความรู้สถานการณ์ปัญหาความซับซ้อนของครอบครัวไทย เพื่อผลักดันให้เกิดความเข้าใจและพัฒนาโจทย์วิจัยด้านครอบครัว และการสร้างเครือข่ายผู้ทำงานแก้ปัญหาครอบครัว
•   โครงการปัญญาประดิษฐ์กับความเป็นธรรมทางสุขภาพและสังคม เป็นโครงการที่ศึกษาความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิตอลและปัญญาประดิษฐ์ ที่อาจส่งผลต่อมนุษย์ ในมิติทางจริยธรรม มิติความเป็นธรรม และมิติสังคม
•   โครงการชีวิต สุขภาพ และการเข้าถึงระบบสุขภาพของประชากรกลุ่มเปราะบางในเมือง: การศึกษากลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานย้ายถิ่นในกรุงเทพมหานคร เป็นโครงการที่ศึกษากลุ่มคนเปราะบาง เช่น พนักงานขับรถแท็กซี่ การศึกษาชีวิตของคนกลุ่มนี้ ทำให้เราได้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่พวกเขาต้องถูกกดทับ และมีความเสี่ยงเรื่องสุขภาพ ทำให้เกิดการพัฒนาระบบบริการสุขภาพเพื่อรองรับคนกลุ่มนี้
•   โครงการชีวิตและสุขภาพของเด็กต่างด้าวและการเข้าถึงบริการสาธารณสุข เป็นโครงการที่เน้นการทำความเข้าใจความซับซ้อนของปัญหาเด็กต่างด้าว และกลไกของการบริการสาธารณสุขที่ไม่ตอบรับกับชีวิตและการเคลื่อนย้าย เด็กจึงมีความเสี่ยงทางสุขภาพและความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต
•   โครงการการพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยและขับเคลื่อนงานของ “ครูข้างถนน” เป็นโครงการที่เน้นการพัฒนาศักยภาพของคนทำงานเพื่อเด็กกลุ่มเปราะบาง โดยมุ่งหวังว่า เมื่อเกิดการพัฒนาความรู้ เครื่องมือ เทคนิคการทำงาน ครูข้างถนนเป็นกลไกหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการทำงานช่วยเหลือเด็กที่เข้าถึงได้ยาก

ภายใต้องค์ประกอบของโครงการย่อยดังกล่าว ทำให้แผนงานวิจัยผลักดันนำไปสู่การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงผ่านกลไกระดับนโยบาย โครงสร้างองค์กร และพื้นที่ปฏิบัติการเฉพาะต่าง ๆ โดยอาศัยองค์ความรู้ที่พัฒนาขึ้น และการเชื่อมโยงเครือข่ายและพื้นที่ปฏิบัติการจริง การใช้การทำงานกับเครือข่ายในทุกระดับ (จากนโยบายสู่ชุมชน) เป็นพื้นที่ปฏิบัติการ ในการพัฒนาองค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพนักวิจัยและคนทำงาน และ การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง จะทำให้การทำงานทุกมิติเกิดบูรณาการ เชื่อมโยง และมีประสิทธิภาพ

วัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหา สาเหตุและแนวทางการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสังคมที่เป้าหมายในการสร้างสังคมแห่งการเกื้อกูล ไม่ทอดทิ้งกัน โดยผ่านชุดการวิจัยเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมาย พื้นที่หรือประเด็นต่าง ๆ โดยเป็นการสร้างงานวิชาการที่มีคุณภาพ สามารถนำผลที่ได้ไปสู่การปฏิบัติแก้ไขปัญหากลุ่มคนเปราะบาง และพัฒนาระบบสุขภาพที่มีประสิทธิภาพตอบสนองต่อคนทุกคนได้

2. เพื่อพัฒนาศักยภาพนักวิจัยและคนทำงานกลุ่มประชากรชายขอบที่ซับซ้อนเข้าถึงยาก (Capacity Building) โดยผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิธีวิทยา การฝึกอบรมแนวใหม่ที่เน้นการปฏิบัติการในพื้นที่จริง และการเชื่อมต่อ แสวงหาความร่วมมือระหว่างภาคี เครือข่าย ทั้งจากสถานบันอุดมศึกษาทั้งในประเทศ และต่างประเทศ องค์กรภาคประชาชน หน่วยงานภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอชน

3. การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยพัฒนาระบบบริหารศูนย์ความเป็นเลิศฯ ให้เป็นแกนกลางในการทำงานวิชาการเพื่อกลุ่มคนเปราะบาง และเป็นศูนย์ที่เผยแพร่ข้อมูลต่าง ๆ โดยสร้างพื้นที่การสื่อสารสาธารณะเพื่อการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยเพื่อกลุ่มคนเปราะบางที่นำไปสู่การปฏิบัติได้ มุ่งสู่การเกิดสังคมไม่ทอดทิ้งกันในระดับต่าง ๆ ทั้งระดับนโยบายและพื้นที่

ขอบเขตพื้นที่การศึกษา ประเทศไทย
แหล่งทุนสนับสนุน สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)
หน่วยงานที่ร่วมมือ
ระดับความร่วมมือ ระดับชาติ
ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์ 1. เกิดการขับเคลื่อนสังคมเชิงระบบและเชิงนโยบายในระดับต่าง ๆ ในการสร้างสังคมที่เป็นธรรม เกิดระบบการเกื้อกูล ดูแลผู้คนในสังคมที่เป็นกลุ่มด้อยโอกาส กลุ่มเปราะบาง ทั้งในด้านสุขภาพและอื่น ๆ

2. เกิดองค์ความรู้ และมุ่งเน้นการพัฒนางานวิจัยที่จะทำให้มีการผลิตความรู้ใหม่ ๆ ตลอดจนมีการพัฒนาองค์ความรู้ที่มอยู่ในรูปที่สามารถใช้ขับเคลื่อน นโยบายและสร้างแนวทางการปฏิบัติใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างเครื่องมือเพื่อที่จะสามารถแปลแนวคิดทางด้านสังคมให้เป็นการปฏิบัติได้

3. เกิดการสร้างคนและภาคีเครือข่ายนักวิจัยและผู้ปฏิบัติงานรวมถึงนักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกที่มีศักยภาพด้านการวิจัยสังคมแบบปฏิบัติการจริง เข้าใจความซับซ้อนของปัญหา และเกิดความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เชื่อมคน เชื่อมองค์กรที่ทำงานด้านกลุ่มคนเปราะบาง ซึ่งเกิดการพัฒนาไปสู่การเป็นนักวิจัยทางด้านสังคมที่ดี ความสามารถและเป็นกำลังสำคัญได้ในอนาคต

4. เกิดการสร้างชุมชนวิชาการ เพื่อเป็นสิ่งแวดล้อมทางการวิจัย (Research Environment) ที่สำคัญที่จำผลักดันให้คนทำงานเติบโตเต็มศักยภาพเป็นชุมชนวิชาการที่มีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักวิจัย ผู้ปฏิบัติงานจริงทั้งในระบบสุขภาพและในพื้นที่ เครือข่ายภาคประชาสังคม และสถาบันการศึกษา รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายการทำงานผลักดันสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่มีข้อมูลจริงจากการทำงานในพื้นที่และใกล้ชิดกลุ่มคนเปราะบาง

การตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (17 SDGs) SDG 3 มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี

SDG 10 ลดความเหลื่อมล้ำ

Web link การดำเนินงาน (หากมี) https://op.mahidol.ac.th/ra/2021/05/17/sh_2564-03/

ปีงบประมาณ 2564

โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมในการออกแบบนวัตกรรมถังขยะเพื่อการคัดแยกขยะสำหรับทุกคน

ที่ผ่านมาผู้พิการทางการเห็นมีส่วนร่วมในการคัดแยกขยะค่อนข้างน้อย อันเนื่องมากจากถังขยะที่ใช้หลักการของสีเป็นตัวแบ่งแยกขยะ ซึ่งเป็นข้อจำกัดยิ่งสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องหรือพิการทางการเห็น จึงได้มีการจัดทำโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมในการออกแบบนวัตกรรมถังขยะเพื่อการคัดแยกขยะสำหรับทุกคนเป็นผลผลิตหลัก ซึ่งรองศาสตราจารย์ ดร.ภัทรานิษฐ์ ศรีจันทราพันธุ์ และนายชวลิต นุชเจริญ ได้ดำเนินการยื่นจดอนุสิทธิบัตรในชื่อ “ระบบการแยกถังขยะด้วยเสียง” ตามหนังสือสำคัญการจดทะเบียนอนุสิทธิบัตร เลขที่ 17547 ออกให้ ณ วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ.2564 มีวัตถุประสงค์โครงการ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการทิ้งขยะและปัญหาในการคัดแยกขยะของคนพิการทางการเห็น 2) เพื่อออกแบบนวัตกรรมถังขยะเพื่อการคัดแยกขยะสำหรับทุกคน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจและพฤติกรรมหลังการใช้นวัตกรรมถังขยะเพื่อการคัดแยกขยะ โครงการนี้เกิดประโยชน์ของโครงการ ดังนี้ 1) ได้นวัตกรรมถังขยะเพื่อการคัดแยกขยะสำหรับทุกคนที่คนพิการทางการเห็นใช้งานได้จริง คัดแยกขยะได้จริงเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของคนพิการทางการเห็น 2) ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับพฤติกรรมการทิ้งขยะและปัญหาการคัดแยกขยะของคนพิการทางการเห็น 3) สร้างจิตสำนึกในการคัดแยกขยะให้กับคนพิการทางการเห็น 4) กระตุ้นให้คนทั่วไปเกิดจิตสำนึกในการคัดแยกขยะมากขึ้นเพื่อเห็นตัวอย่างจากการปฏิบัติของคนพิการทางการเห็นที่ยังสามารถคัดแยกขยะได้ 5) เปิดโอกาสให้คนพิการทางการเห็นได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมพัฒนาของสังคมเท่าเทียมกับคนทั่วไป 6) การเผยแพร่ผลการศึกษาในวารสารวิชาการระดับชาติหรือนานาชาติ

ซึ่งจะสร้างผลลัพธ์ในการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ให้ผู้พิการสามารถเข้าถึงการมีส่วนร่วมกิจกรรมในสังคมได้อย่างเท่าเทียมกับคนทั่วไป และสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ข้อที่ 10 ที่ต้องการลดความไม่เสมอภาคภายในประเทศและระหว่างประเทศ ที่เน้นแนวคิดการพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 12 แผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน (Responsible Consumption and Production) และเป้าหมายที่ 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action)

Web Link:

https://youtu.be/VwEVV0jtibY

ข้อมูลงานวิจัยที่มีผลลัพธ์ (Impact) สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (17 SDGs) ประจำปีงบประมาณ 2564

คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

 

หัวข้อ รายละเอียด
ชื่องานวิจัย โครงการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสิทธิประโยชน์ในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ของผู้พิการ
ชื่อผู้วิจัย รศ.ดร. กมลพร สอนศรี

รศ.ดร. พสชนัน นิรมิตรไชยนนท์

รศ.ดร. วรรณชลี โนริยา

ผศ.ดร. กฤษณ์ รักชาติเจริญ

อ.ดร. อรรถพล กาญจนพงษ์พร

อ.ดร. โสวริทธิ์ธร จันทร์แสงศรี

ที่มาและความสำคัญ           การเข้าถึงการสื่อสารวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ของผู้พิการเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่อาจกล่าวได้ว่า ในอดีตผู้ประกอบการหรือผู้ผบิตรายการไม่ได้คำนึงถึง หรืออาจจะคำนึงเป็นกลุ่มสุดท้าย อาจเป็นเพราะสื่อกระจายเสียงของไทยดำเนินการเชิงพาณิชย์เป็นส่วนใหญ่ ทำให้ผู้ประกอบการคำนึงถึงผู้ชมทั่วไป มุ่งผลิตรายการตอบสนองคนทั่วไป เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจที่แปรผันตามจำนวนผู้ชมรายการ ทำให้ผู้พิการที่มีจำนวนน้อยมากเปรียบเทียบเชิงปริมาณกับคนทั่วไปถูกละเลยและถูกละเมิดมาโดยตลอด

ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 มาตรา 27 (13) กำหนดให้คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมิให้ถูกเอาเปรียบจากผู้ประกอบกิจการและคุ้มครองสิทธิ ในความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพของบุคคล ในการสื่อสารถึงกันโดยทางคมนาคมและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของประชาชนในกรเข้าถึงและใช้ประโยชน์คลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ให้เข้าถึงหรือรับรู้และใช้ประโยชน์จากรายการของกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ได้อย่างเสมอภาค

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือสำนักงาน กสทช. ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ของไทย โดยการจัดสรรทรัพยากรคลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติ ให้เกิดประโยชน์กับคนไทยทุกคน รวมทั้งผู้พิการทุกประเภทในฐานะประชาชนไทยด้วย ได้ศึกษาวิจัยการเข้าถึงสื่อของผู้พิการ พบว่า มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายตามกรอบอำนาจหน้าที่ของ กสทช. กฎหมาย และแผนแม่บท เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการให้ผู้พิการได้มีโอกาสในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสื่อกระจายเสียงอย่างเท่าเทียมกับคนทั่วไป โดยเปิดโอกาสให้ผู้พิการประเภทต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้านกิจการกระจายเสียงและโ?รทัศน์มากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้พิการเป็นผู้ผลิตรายการหรือเข้าไปมีส่วนร่วมในการผลิตรายการโทรทัศน์ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ทั้งในรายการที่เผยแพร่ไปยังคนทั่วไป และในรายการที่ผลิตขึ้นมาเฉพาะ เพื่อเป็นสื่อทางเลือกให้ผู้พิการ โดยรายการจะนำเสนอเนื้อหาและรุปแบบที่ตอบสนองความต้องการของชุมชนผู้พิการของตน โดย กสทช.ต้องสนับสนุนองค์ความรู้ ทั้งในระบบและนอกระบบสถาบันการศึกษา สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา สนับสนุนทรัพยากรต่าง ๆ ทั้งงบประมาณ อุปกรณ์ และเทคโนโลยี รวมทั้งจัดสรรคลื่นความถี่ หรือช่วงเวลาในสื่อที่เหมาะสมกับความพิการและสอดคล้องกับความต้องการของชุมชนผู้พิการประเภทนั้น และจัดอบรมการเข้าถึงสื่อและการรู้เท่าทันสื่อให้แกนนำผู้พิการประเภทต่าง ๆ ทั่วประเทศ อันจะนำไปสุ่ Inclusive Society หรือสังคมแห่งการอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในที่สุดต่อไป

ในขณะที่สื่อวิทยุ-โทรทัศน์ ถือเป็นเครื่องมือที่ให้ประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างมากมาย หากผู้บริโภคสื่อซึ่งรวมถึงผู้พิการไม่สามารถเข้าถึงสื่อได้ วิเคราะห์ความถูกต้องหรือความเหมาะสมจากสื่อวิทยุ-โทรทัศน์หรือมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม สื่อเหล่านี้ก็จะให้โทษอย่างมากมายเช่นกัน ซึ่งหากไม่สามารถใช้ประโยชน์จากสื่อได้อย่างรู้เท่าทันแล้ว ก็อาจจะส่งผลกระทบหรือผลร้ายต่าง ๆ ตามมา เช่น อาจมีพฤติกรรมก้าวร้าว ลอกเลียนแบบ ใช้คำพูดไม่สุภาพ ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา เป็นต้น และยิ่งไปกว่านั้นในยุคแห่งการสื่อสาร ประชาชนสามารถรับสื่อได้หลากหลายช่องทาง การรู้เท่าทันสื่อ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารรณญาณให้ประชาชน ผู้พิการมีความสามารถในการเลือกรับและใช้ประโยชน์ของข้อมูล ข่าวสาร ด้วยกระบวนการคิดวิเคราะห์และการใช้เหตุผล เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนให้รู้เท่าทันสื่อ ตลอดจนมีความตระหนักในสิทธิ หน้าที่ในการแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในสังคม

เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายและแผนแม่บท และขยายแนวคิดในเรื่องการู้เท่าสื่อและร่วมกันสร้างสังคมที่เท่าเทียม ปราศขจากการเลือกปฏิบัติ และสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขบนความแตกต่างการนับถือกันและกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ สำนักพํมนาองค์กรวิชาชีพและส่งเสริมการบริการอย่างทั่วถึง (ชส.) จึงเห็นความสำคัญของการดำเนินโครงการพัฒนาชุดการเรียนรู้สำหรับผู้พิการเพื่อสร้างเสริมความตระหนักในเทคโนโลยีการเข้าถึง หรือรับรู้ และใช้ประโยชน์จากรายการของกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เพื่อส่งเสริมให้ผู้พิการมีความรู้ ความเข้าใจ ในสิทธิและประโยชน์ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารรวมตลอดถึงการใช้ประโยชน์จากสื่อได้อย่างรู้เท่าทัน แลเพื่อให้ผู้พิการตระหนักในสิทธิของตนเอง สามารถเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร ผ่านกิจการโทรทัศน์ได้อย่างเท่าเทียมต่อไป

วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาและรวบรวมข้อกฎหมาย ระเบียบ และแนวปฏิบัติที่ดี (Good Practice) ทั้งในและต่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ของผู้พิการ รวมถึงการให้การสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้พิการ

2. เพื่อถอดบทเรียนจากแนวปฏิบัติที่ดี  (Good Practice) ทั้งในมิติการปรับปรุงข้อกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง บทบาทหน้าที่ การดำเนินงานและการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารฯ รวมถึงแนวทางการให้การสนับสนุนและ/หรือการจัดเตรียมเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้บริหารแก่ผู้พิการในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ได้อย่างเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป

3. เพื่อศึกษาบทบาท การดำเนินงาน ตลอดจนการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ในการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศนของผู้พิการ รวมถึงแนวทางการให้การสนับสนุนและ/หรือการจัดเตรียมเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้บริการแก่ผู้พิการในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ได้อย่างเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป

4. เพื่อศึกษาความรู้ ความเข้าใจ และความต้องการของผู้พิการเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการใช้ประโยชน์จากกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ของผู้พิการ รวมถึงพฤติกรรมและปัญหา/อุปสรรคของผู้พิการในการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารได้อย่างเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป

5. เพื่อพัฒนารูปแบบที่เหมาะสมในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ของผู้พิการ รวมถึงพฤติกรรมและปัญหา/อุปสรคคของผู้พิการในการเข้าถึงและการใช้ประโยชนฺจากข้อมูลข่าวสารได้อย่างเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป

ขอบเขตพื้นที่การศึกษา ทั่วประเทศ
แหล่งทุนสนับสนุน กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ
หน่วยงานที่ร่วมมือ
ระดับความร่วมมือ
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สำนักงาน กสทช

ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์

ผู้พิการโดยเฉพาะกลุ่มผู้พิการทางสายตาและกลุ่มผู้พิการทางการได้ยิน

ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์ 1. สำนักงาน กสทช ได้รูปแบบที่เหมาะสมในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การใช้ประโยชน์จากกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ของผู้พิการ รวมถึงได้แนวทางและมาตรการในการให้บริการเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสดวกเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์สำหรับผู้พิการ

2. สำนักงาน กสทช. ผู้พิการ และผู้ที่เกี่ยวข้องได้ชุดการเรียนรู้ (Content) เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิทธิและประโยชน์ในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีหรือสิ่งอำนวยความสะดวก (Technology) เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ข้อมูลข่าวสารสำหรับผู้พิการทั้ง 3 ประเภท โดยมีการเผยแพร่ผ่านสื่อทั้ง Online และ Offline  พร้อมทั้งได้คู้มือการใช้สำหรับการพัฒนาผู้พิการซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้พิการในการตระหนักรู้เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การใช้ประโยชน์จากกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ของผู้พิการ

3. แกนนำผู้พิการได้รับความรู้ และสามารถส่งเสริมให้ผู้พิการมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิและประโยชน์ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การใช้ประโยชน์จากกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ของผู้พิการ

4. ผู้พิการทุกภูมิภาคได้รับการฝึกอบรมชุดการเรียนรู้เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิทธิและประโยชน์ในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ข้อมูลข่าวสาร และชุดการเรียนรู้ในการใช้บริการเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ข้อมูลข่าวสารในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ อีกทั้งจะส่งผลให้ ผู้พิการมีความตื่นตัว เข้มแข็ง รู้จักปกป้องตนเอง สามารถเข้าถึง เข้าใจ และใช้สื่ออย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ผ่านกระบวนการรู้เท่าทันสื่อและการรณรงค์ทางสังคม

5. ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ตระหนักและให้ความสำคัญกับการจัดให้มีบริการสำหรับผู้พิการในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

การตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (17 SDGs) เป้าหมายที่ 10 ลดความเลื่อมล้ำ (Reduced Inequalities)
Web link การดำเนินงาน (หากมี) http://btfp.nbtc.go.th/MoneyAllocation/type-2-1/1220

https://www.apht-th.org/17271363 /ตัวแทนสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทยร่วมเสนอความคิดเห็นในโครงการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสิทธิประโยชน์ในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ของผู้พิการ

รูปภาพประกอบ (หากมี)  

 

2022-06-09T11:37:31+07:00
X