โครงการการศึกษาภูมิคุ้มกันทางใจในกลุ่มนักเรียนสายอาชีพในเขตกรุงเทพมหานคร

โครงการการศึกษาภูมิคุ้มกันทางใจในกลุ่มนักเรียนสายอาชีพในเขตกรุงเทพมหานคร

โครงการวิจัยนี้มี ผศ.ดร.โธมัส กวาดามูซ เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาสังคมและสุขภาพ และรองหัวหน้าศูนย์ศึกษานโยบายสาธารณสุขสวัสดิการ และสังคม และนายณัฐรัชต์ สาเมาะ เป็นนักวิจัยในโครงการ ระยะเวลาดำเนินการ พ.ศ.2558-2559

งานวิจัยนี้ เป็นภาพลักษณ์ของนักเรียนสายอาชีพมักถูกมองด้านลบในสังคมไทย สื่อต่างๆ มักมีการพูดถึงนักเรียนสายอาชีพว่าเป็นกลุ่มที่เป็นปัญหาและเป็นภาระของสังคม ในการวิจัยที่ผ่านมาก็เน้นศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงในกลุ่มนักเรียนเป็นหลัก แต่ยังไม่ค่อยมีการวิจัยที่เป็นการศึกษาในมุมมองเชิงบวกเพื่อดูว่าปัจจัยใดบ้างที่ทำให้นักเรียนสายอาชีพบางส่วนสามารถหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงได้ และสามารถประสบความสำเร็จในการเรียนและในชีวิต การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามิติทางสังคมวัฒนธรรม และปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดภูมิคุ้มกันทางใจ (resilience) ในกลุ่มนักเรียนสายอาชีพในเขตกรุงเทพมหานคร และศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยที่เป็นภูมิคุ้มกันทางใจ กับพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ประกอบด้วยพฤติกรรมทางเพศ ประสบการณ์เกี่ยวกับความรุนแรง และการใช้สารต่างๆ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากนักเรียนที่มีอายุระหว่าง 15-24 ปี โดยการสนทนากลุ่ม จำนวน 8 กลุ่ม นักเรียนชาย 4 กลุ่ม นักเรียนหญิง 4 กลุ่ม รวมทั้งสิ้น 48 คน และการสัมภาษณ์เชิงลึกจำนวน 9 คน ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการตอบแบบสอบถามออนไลน์บนคอมพิวเตอร์ จำนวน 1,232 คน รวมทั้งสิ้น 1,280 คน จากนักเรียนทั้งระดับ ปวช. และ ปวส. ในวิทยาลัยสายอาชีพจำนวน 8 แห่งในกรุงเทพมหานคร การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหาโดยใช้โปรแกรม Nvivo10 ส่วนการวิเคราะห์เชิงปริมาณวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติเชิงอนุมาน (Student’s T test การวิเคราะห์ความแปรปรวนและสถิติไคสแควร์) โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ซึ่งโปรแกรมที่ใช้ในการคำนวณสถิติทั้งหมด คือ STATA เวอร์ชั่น 14.0

 

 

ผลการศึกษาพบว่า มิติทางสังคมวัฒนธรรม เช่นครอบครัว เพื่อน โรงเรียนมีส่วนในการสร้างให้นักเรียนมีภูมิคุ้มกันทางใจที่จะส่งผลให้นักเรียนประสบความสำเร็จในชีวิต นักเรียนบางส่วนบอกว่าการที่ตัวเองเติบโตในครอบครัวที่แม่ท้องตั้งแต่วัยรุ่นและต้องออกจากโรงเรียน หรือเห็นเพื่อนๆ เข้าสู่วงจรความรุนแรง ทำให้พวกเขาย้อนมองตัวเองและปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น โดยนักเรียนได้นิยามความสำเร็จว่าหมายถึง การเรียนจบ มีงานที่ดี สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ และได้รับการยอมรับจากสังคม จากการวิเคราะห์บริบทต่างๆ ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงในกลุ่มนักเรียนสายอาชีพพบว่า นักเรียนเกือบครึ่งหนึ่งเคยเป็นผู้กระทำความรุนแรงทางร่างกาย เช่นการต่อยตี ยกพวกตีกัน และใช้อาวุธ นักเรียนมากกว่าครึ่งเคยใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มากกว่า 1 ใน 3 เคยใช้สารเสพติดเช่น กัญชา น้ำกระท่อม และยาโปร ในแง่ของพฤติกรรมทางเพศพบว่านักเรียนมากกว่าครึ่ง เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ในจำนวนนี้มีนักเรียนมากกว่า 1 ใน 3 ที่ไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ครั้งล่าสุด และเมื่อมาวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างภูมิคุ้มกันทางใจกับการประสบความสำเร็จด้านต่างๆ ในกลุ่มนักเรียนสายอาชีพ ประกอบด้วยการประเมินความสำเร็จในชีวิตของตนเอง การประสบความสำเร็จในการเรียน การไม่ใช้สารเสพติด การไม่ใช้ความรุนแรง และการไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ พบว่าเมื่อคะแนนภูมิคุ้มกันทางใจเพิ่มขึ้น สัดส่วนของการประสบความสำเร็จด้านต่างๆ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เกือบทุกด้าน ผลจากการศึกษาจึงชี้ให้เห็นว่าในกลุ่มนักเรียนที่มีคะแนนภูมิคุ้มกันทางใจสูง จะมีแนวโน้มที่จะประสบความความสำเร็จในชีวิตมากขึ้น และมีพฤติกรรมเสี่ยงน้อยลง

ผลการวิจัยในครั้งนี้ทำให้ได้ข้อมูลพื้นฐานที่ทำให้เห็นว่าการที่นักเรียนมีภูมิคุ้มกันทางใจที่ดีจะทำให้พวกเขาสามารถประสบความสำเร็จ และสามารถหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เช่น ปัญหาความรุนแรง การใช้สารเสพติด ท้องไม่พร้อม และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ ในการวิจัยครั้งต่อไปควรมีการศึกษาแบบติดตามเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันทางใจให้รอบด้านมากขึ้น ผลการศึกษาครั้งนี้จึงมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ภาคส่วนต่างๆ ทั้งสาธารณสุข สวัสดิการสังคม ภาคการศึกษา โดยเฉพาะสำนักงานอาชีวศึกษา เข้ามามีบทบาทและมีการลงทุนเพื่อสร้างให้นักเรียนมีภูมิคุ้มกันทางใจ ผ่านการสร้างโปรแกรมหรือกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้กับกลุ่มนักเรียนสายอาชีพต่อไป

2017-12-20T12:55:38+00:00
X