หลักสูตรปริญญาเอก

หลักสูตรปริญญาเอก 2020-07-14T14:32:09+07:00

ภาควิชาสังคมและสุขภาพ

ชื่อหลักสูตร หลักสูตรปรัชญาดุษฏีบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศาสตร์สุขภาพนานาชาติ
ชื่อปริญญา

Ph.D. (Health Social Science)

ประธานหลักสูตร

Asst. Prof. Dr. Mark Stephan Felix (ประธานหลักสูตร)

รายละเอียด

หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศาสตร์สุขภาพ (หลักสูตรนานาชาติ)

ชื่อสถาบันอุดมศึกษา         :  มหาวิทยาลัยมหิดล

วิทยาเขต/คณะ/ภาควิชา  :  คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ภาควิชาสังคมและสุขภาพ

ข้อมูลทั่วไป

๑.  ชื่อหลักสูตร

   ภาษาไทย  : หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศาสตร์สุขภาพ (หลักสูตรนานาชาติ)

   ภาษาอังกฤษ  : Doctor of Philosophy Program in Health Social Science (International Program)

๒.  ชื่อปริญญาและสาขาวิชา

          ภาษาไทย        ชื่อเต็ม  :  ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (สังคมศาสตร์สุขภาพ)

                             ชื่อย่อ   :  ปร.ด. (สังคมศาสตร์สุขภาพ)

          ภาษาอังกฤษ     ชื่อเต็ม  :  Doctor of Philosophy (Health Social Science)

                             ชื่อย่อ   :  Ph.D. (Health Social Science)

.  วิชาเอก      :  ไม่มี

.  จำนวนหน่วยกิตที่เรียนตลอดหลักสูตร

        ๔.๑  แบบ ๑  ทำเฉพาะวิทยานิพนธ์

     แบบ ๑.๑ ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาเอก  ไม่น้อยกว่า ๔๘ หน่วยกิต

        ๔.๒  แบบ ๒ ศึกษารายวิชา และทำวิทยานิพนธ์

               แบบ ๒.๑ ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาเอก  ไม่น้อยกว่า ๕๔ หน่วยกิต

              แบบ ๒.๒  ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ไม่น้อยกว่า ๗๒ หน่วยกิต

๕.  อาชีพที่สามารถประกอบได้หลังสำเร็จการศึกษา

  • นักวิชาการ ผู้ถ่ายทอดความรู้ ด้านสังคมศาสตร์สุขภาพ

  • นักวิจัยด้านสังคมศาสตร์สุขภาพ

  • นักวิเคราะห์นโยบายด้านสังคมศาสตร์สุขภาพ

  • นักพัฒนาองค์กรภาครัฐและเอกชน

ข้อมูลเฉพาะของหลักสูตร

 

๑.  ปรัชญา ความสำคัญ และวัตถุประสงค์ของหลักสูตร

     ๑.๑  ปรัชญา ความสำคัญของหลักสูตร

             หลักสูตรปรัชญาดุษฏีบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศาสตร์สุขภาพ (หลักสูตรนานาชาติ) มุ่งผลิตนักวิชาการและนักวิจัยด้านสังคมศาสตร์สุขภาพที่มีคุณภาพสูง มีกรอบความคิดในการทำงานในระดับภูมิภาคและนานาชาติ (Regional & Internatiดำเนินการประเมินonal Framework) ให้กับประเทศและภูมิภาคอาเซียน และมีฐานคิดเชิงทฤษฎีแบบข้ามสาขาวิชา (Trans-disciplinary) เพื่อการเตรียมพร้อมด้านวิชาการ กำลังคน และเครือข่ายการวิจัย เพื่อการเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ในภูมิภาค ที่จะติดตามมาจากการเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) ในปี ๒๐๑๕ และการเปลี่ยนแปลงแผนที่ภูมิศาสตร์การเมืองและเศรษฐกิจโลกที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยจะเป็นกลไกในการสร้างสรรค์ และผลิตผลงานทางวิชาการด้านสังคมศาสตร์สุขภาพในภูมิภาค เพื่อการตอบสนองและสร้างความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ปัญหาสุขภาพใหม่ๆ อีกทั้งยังเป็นพลังขับเคลื่อนทางวิชาการ (Critical Mass) และเป็นผู้นำในการสร้างเครือข่ายของนักสังคมศาสตร์สุขภาพนานาชาติได้เข้มแข็งและลดช่องว่างทางสุขภาพระหว่างประเทศ  บนพื้นฐานของความมีคุณธรรม  จริยธรรม  มีจรรยาบรรณและมาตรฐานทางวิชาการและวิชาชีพที่เป็นสากล

     ๑.๒  วัตถุประสงค์ของหลักสูตร

            เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนตามหลักสูตรแล้ว ดุษฎีบัณฑิตมีความรู้ ความสามารถ และคุณธรรม จริยธรรม ดังนี้

๑.๒.๑  มีคุณธรรม จริยธรรมทางวิชาการ และวิชาชีพทางสังคมศาสตร์สุขภาพ

๑.๒.๒  เป็นนักวิชาการและนักวิจัย มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญในทฤษฎีทางสังคมศาสตร์สุขภาพและสามารถพัฒนาแนวคิดทฤษฎี สร้างทำวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ทางด้านสังคมศาสตร์สุขภาพ

๑.๒.๓  วิเคราะห์ปัญหาด้านทางด้านสังคมศาสตร์สุขภาพ และสามารถประยุกต์ทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ในเชิงบูรณาการเพื่อการแก้ปัญหาและพัฒนาได้อย่างเหมาะสม

๑.๒.๔  มีมนุษยสัมพันธ์ดี ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ มีความรับผิดชอบ และมีภาวะผู้นำ

 ๑.๒.๕  สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการสื่อสาร ศึกษา วิจัย การวิเคราะห์ตัวเลข และนำเสนอผลงานทางวิชาการได้อย่างถูกต้อง

ชื่อประธานและเลขาหลักสูตร

Asst. Prof. Dr. Mark Stephan Felix (ประธานหลักสูตร)

ผศ.ดร.ธรรมรัตน์ มะโรหบุตร (เลขานุการหลักสูตร)

นางสาวศิริอร กลางสำโรง (ผู้ช่วย/เจ้าหน้าที่หลักสูตร)

ชื่อหลักสูตร หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข
ชื่อปริญญา ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (สังคมศาสตร์และสุขภาพ)
ประธานหลักสูตร ผศ.ดร.ณัฐณีย์  มีมนต์ (ประธานหลักสูตร)
รายละเอียด

หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาสังคมศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข

 ชื่อสถาบันอุดมศึกษา            :   มหาวิทยาลัยมหิดล

วิทยาเขต/คณะ/ภาควิชา     :   คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ภาควิชาสังคมและสุขภาพ

ข้อมูลทั่วไป

๑.  ชื่อหลักสูตร

     ภาษาไทย        :  หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข

     ภาษาอังกฤษ     :  Doctor of Philosophy Program in Medical and Public Health Social Sciences

๒.  ชื่อปริญญาและสาขาวิชา

          ภาษาไทย        ชื่อเต็ม : ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (สังคมศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข)

                             ชื่อย่อ   :  ปร.ด. (สังคมศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข)

         ภาษาอังกฤษ     ชื่อเต็ม : Doctor of Philosophy (Medical and Public Health Social Sciences)

                            ชื่อย่อ   :  Ph.D. (Medical and Public Health Social Sciences)

๓.  วิชาเอก      :  ไม่มี

.  จำนวนหน่วยกิตที่เรียนตลอดหลักสูตร

          ๔.๑ ผู้สำเร็จปริญญาตรี จำนวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า  ๗๒  หน่วยกิต

          ๔.๒ ผู้สำเร็จปริญญาโท สาขาวิชาสังคมศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข หรือสาขาวิชาสังคมศาสตร์และสุขภาพ  จำนวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า  ๔๘  หน่วยกิต

          ๔.๓ ผู้สำเร็จปริญญาโท สาขาวิชาอื่นๆ จำนวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า  ๕๔  หน่วยกิต

๕.  อาชีพที่สามารถประกอบได้หลังสำเร็จการศึกษา

๕.๑  นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข

๕.๒  นักวิจัยด้านสังคมศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข

๕.๓  นักวิเคราะห์นโยบายด้านสังคมศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข

๕.๔  ผู้นำองค์กรด้านสังคมศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข

๕.๕  ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์สังคมศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุขในระดับอุดมศึกษา

๖.  จุดเด่นของหลักสูตร

        เป็นหลักสูตรสหวิทยาการที่นำองค์ความรู้ทางสังคมศาสตร์เน้นหนักทางด้านสังคมวิทยา มานุษยวิทยา จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ นโยบาย และกฎหมาย เป็นต้น  มาประยุกต์ใช้อธิบายสาเหตุและป้องกันสภาวะการเจ็บป่วย การบำรุงรักษา ฟื้นฟูสุขภาพ และระบบสุขภาพ เป็นหลักสูตรทีมีความร่วมมือและมีผลงานวิจัยในระดับนานาชาติที่จะเสริมสร้างประสบการณ์และความรู้ให้กับนักศึกษา เพื่อให้มีคุณสมบัติระดับเดียวกับผู้ที่จบจากต่างประเทศ  ทั้งมีโครงการพานักศึกษาไปดูงานภายในและต่างประเทศทุกปี และมีโครงการสนับสนุนนักศึกษาไปศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัยที่มีความร่วมมือและนำเสนอผลงานวิจัยในต่างประเทศ

ข้อมูลเฉพาะของหลักสูตร

 ๑.  ปรัชญา ความสำคัญ และวัตถุประสงค์ของหลักสูตร

     ๑.๑  ปรัชญา ความสำคัญของหลักสูตร

หลักสูตรนี้มุ่งผลิตดุษฎีบัณฑิตให้เป็นนักวิชาการ นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณทางวิชาการและวิชาชีพ สามารถวิเคราะห์แนวคิดและทฤษฎีด้านสังคมศาสตร์ที่ประยุกต์กับการแพทย์และสาธารณสุขเชิงลึก มีความสามารถด้านการวิจัย สามารถประยุกต์หลักวิชาการสังคมศาสตร์ได้อย่างบูรณาการเพื่อการอธิบาย วิเคราะห์ ปัญหาสุขภาพ และสร้างความรู้ใหม่ทางด้านสังคมศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมสุขภาวะ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

      ๑.๒ วัตถุประสงค์ของหลักสูตร

เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนตามหลักสูตรแล้ว ดุษฎีบัณฑิตมีความรู้ ความสามารถ และคุณธรรม จริยธรรม ดังนี้

๑.๒.๑ มีคุณธรรม จริยธรรมทางวิชาการ และวิชาชีพสังคมศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข

๑.๒.๒ มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในทฤษฎีทางสังคมศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข

๑.๒.๓ วิเคราะห์ปัญหาสุขภาพ และสร้างความรู้ใหม่ทางสังคมศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุขได้อย่างเหมาะสม

๑.๒.๔ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ มีความรับผิดชอบ และมีภาวะผู้นำ

๑.๒.๕ เลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพในการผลิตและนำเสนอผลงานวิชาการ

ระบบการจัดการศึกษา การดำเนินการ และโครงสร้างของหลักสูตร

 ๑.  ระบบการจัดการศึกษา

     ๑.๑  ระบบ    ใช้ระบบการจัดการศึกษาแบบหน่วยกิตระบบทวิภาค

     ๑.๒  การจัดการศึกษาภาคฤดูร้อน   ไม่มี

     ๑.๓  การเทียบเคียงหน่วยกิตในระบบทวิภาค   ไม่มี

ชื่อประธานและเลขาหลักสูตร

ผศ.ดร.ณัฐณีย์  มีมนต์ (ประธานหลักสูตร)

อ.ดร.จอมพล พิทักษ์สันตโยธิน (เลขานุการหลักสูตร)

นางรุ่งอรุณ  สิงคลีประภา (ผู้ช่วย/เจ้าหน้าที่หลักสูตร)

 ดาวน์โหลดเอกสารประกอบหลักสูตร

ภาควิชามนุษยศาสตร์

ชื่อหลักสูตร หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต จริยศาสตร์ศึกษาเพื่อการพัฒนาองค์การ (ภาคพิเศษ)
ชื่อปริญญา ปร.ด. (จริยศาสตร์ศึกษาเพื่อการพัฒนาองค์การ)
ประธานหลักสูตร ผศ.ดร.บุญวดี มนตรีกุล ณ อยุธยา  (ประธานหลักสูตร)
รายละเอียด  ชื่อประธานและเลขาหลักสูตร

ผศ.ดร.บุญวดี มนตรีกุล ณ อยุธยา (ประธานหลักสูตร)
นางกิ่งกนก เพชรสังข์ (ผู้ช่วย/เจ้าหน้าที่หลักสูตร)
ชื่อหลักสูตร หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต ศาสนากับการพัฒนา
ชื่อปริญญา ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (ศาสนากับการพัฒนา)
ประธานหลักสูตร รศ.ดร.ปกรณ์ สิงห์สุริยา (ประธานหลักสูตร)
รายละเอียด  ชื่อประธานและเลขาหลักสูตร

รศ.ดร.ปกรณ์  สิงห์สุริยา (ประธานหลักสูตร)
ผศ.ดร.ประทีป ฉัตรสุภางค์ (เลขานุการหลักสูตร)
นางอรวรรณ เอกเอื้อมณี (ผู้ช่วย/เจ้าหน้าที่หลักสูตร)
Link  :https://graduate.mahidol.ac.th/thai/prospective-students/?p=curriculum&id=2511D02G
ชื่อหลักสูตร หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา (หลักสูตรนานาชาติ)
ชื่อปริญญา ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (สาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา)
ประธานหลักสูตร Lect.Dr.Mattia Salvini (ประธานหลักสูตร)
เลขาและเจ้าหน้าที่
ชื่อประธานและเลขาหลักสูตร
Lect.Dr.Mattia Salvini (ประธานหลักสูตร)
Lect.Dr.Guiliano Giustarini (เลขานุการหลักสูตร)
น.ส.วทินา  วัชระรังษี (ผู้ช่วย/เจ้าหน้าที่หลักสูตร)

ข้อมูลหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาคัมภีร์พุทธศาสนศึกษา (นานาชาติ)

Doctor of Philosophy Programme in Buddhist Textual Studies

Introduction to the Programme: Focus, Structure, and Requirements

Our PhD programme focuses on South and South-East Asian Buddhist traditions, the traditions that transferred their knowledge primarily in the form of Pali and Sanskrit texts. Students acquire and apply academic research skills in a friendly and lively environment, providing ample stimulus to interact with a variety of scholars. The very location of Mahidol University is at the heart of Thai Buddhism, next to Phuttamonthon (Buddhamaṇḍala) Park and not far from the tallest Stūpa in the world, Phra Pathom Chedi – one of the oldest and holiest Buddhist sites in the region. Buddhist monastics, from any tradition, are here treated respectfully and held in high regard.

Reading Buddhist texts in their original languages, especially Sanskrit and Pali, is the backbone of our Programme.  We foster well-informed research on Buddhism, utilising primary sources as the fundamental starting point. We are confident that our students will be able to offer reliable editions, translations and interpretive studies of the vast Buddhist textual corpus.

Students may also study those traditions that developed as further cultural translations of Pali and Sanskrit beginnings: the vernacular Buddhism of South-East Asia, or the Buddhism of Tibet and East-Asia. The interpretive work may further include interdisciplinary perspectives: comparative philosophy, archaeology, anthropology, etc.

We will help prospective candidates in identifying a specific area of research and adjust their study-program accordingly. By the end of their training, they will be qualified to teach and conduct research in Buddhist Studies, at a level consistent with international standards.

International PhD Program in Buddhist Textual Studies

All scholars use, value, and produce, texts: it is therefore obvious that “textual studies” must mean something more specific. Within Buddhist Studies, textual studies means first of all that we focus on primary sources in their original language. With “original language” we mean those languages in which the Buddhist tradition has transmitted its teachings over a period of several centuries: usually, four such main languages are recognized, i.e. Pali, Sanskrit, Tibetan and Chinese. Although all four languages are represented to same extent in the expertise and curriculum of our Program, our primary focus is Pali and Sanskrit, and we encourage our students to take either of these two as the primary focus of their research.

Basic Structure of the PhD Programme

Taught Track

The taught track is especially intended for students who wish to improve their research languages, their writing ability, and their overall understanding of the Buddhist traditions. Both BA and MA holders are allowed to join the taught track, with a difference in the number of credits that they will have to cover through their course-work.

Non-Taught Track

The non-taught track is meant for research candidates who already have good familiarity with at least one primary-source language and who have sufficient academic experience so as not to require extended instruction in the classroom. Nonetheless, students who take up this track are encouraged to audit classes when possible and should participate in some of the academic activities of the programme (conferences, public lectures, and so forth). Students who wish to enrol in the non-taught track must hold an MA degree.

Areas of Specialization

The two main areas of specialization offered by the PhD programme are Pali Buddhism and Sanskrit Buddhism.

Pali Buddhism covers the religious and philosophical traditions of South-East Asia that expressed their thought in that language, but also the vernacular transmissions of the Dhamma throughout the region. For students who wish to focus on Pali texts proper, we encourage a study of the commentarial literature (largely untranslated) and of the lesser known textual corpus produced in South-East Asia, sometimes much later than the Tipiṭaka (as much of this literature has yet to be edited). Students of Pali are also required to learn some Sanskrit in order to heighten their understanding of grammar and etymology.

Sanskrit Buddhism covers a wide range of philosophical traditions (Vaibhāṣika, Sautrāntika, Yogācāra, Madhyamaka), narrative texts, poetry, epigraphy and technical literature of various kinds. The Sanskrit tradition often overlaps with other languages (Tibetan, East Asian, and also other Indic languages); we encourage students to learn at least one more primary source language. Candidates are also welcome to focus on non-Sanskrit sources directly or indirectly derived from the Sanskrit Buddhist traditions.

Although the programme has a good degree of flexibility, students will note that most of the taught courses will focus on either Pali or Sanskrit texts (with occasional forays in Tibetan equivalents, etc.).

Especially those who choose the taught track should be committed to learn at least one of these two languages thoroughly.

General Requirements

Course-Work

Students who attend the taught degree track (1) are expected to begin their studies with several semesters of course-work (See Section 4 for possible time frames). The common required courses make up for a total of 20 credits. Beyond that, students who enter the programme holding an MA degree are required to obtain an additional 28 credits (Total = 48 credits), while students holding a BA degree are required to obtain an additional 16 credits (Total = 36 credits). The additional credits will be obtained by attending elective courses. Students should choose an area of specialization and discuss their study plan accordingly with their prospective main thesis advisor. 2-credit courses consist of 30 hours of classes, while 3-credit courses consist of 45 hours of classes. The courses are usually distributed into 15 lessons.

Qualifying Examination

For the qualifying examination, students are required to present and defend two Chapters of their thesis (an Introduction, plus another Chapter). The PhD Committee will form a panel of examiners, which will not only discuss the written material but will also assess the overall research skills of the candidate. Candidates can attempt the qualifying examination twice; if they fail for a second time, they will have to abandon the PhD programme.

Thesis Proposal

Candidates that pass the qualifying examination will then (within the space of a few months at most) present their Thesis Proposal and defend it in front of a panel of examiners selected by the PhD Committee. Once the Thesis Proposal is accepted, the candidate will select an official main advisor.

Publication

In order to obtain a PhD, candidates are required to have at least one article published or accepted for publication by an international (peer-reviewed) research journal in the relevant field. The article may be published before or after the PhD has been defended.

PhD Thesis Defense

Once all other requirements are met, the PhD Committee will organize a panel of external and internal examiners who will decide whether the research work produced constitutes a suitable PhD Thesis. This will include an oral examination of the candidate, who will have to defend their thesis against possible objections.

Year-by-Year Requirements

For PhD Candidates in Track 1 (Taught Degree) – MA Degree Holders

Year 1 – Coursework (18 credits)

Year 2 – Coursework (18 credits)

Year 3 – Writing a Proposal (1st Term); Qualifying Examination, Thesis Proposal Assessment (2nd

Term)

Year 4- Thesis Writing

Year 5- Thesis Writing, PhD Viva, One Article Accepted for Publication in an International Journal

For PhD Candidates in Track 1 (Taught Degree) – BA Degree Holders

Year 1 – Coursework (16 credits)

Year 2 – Coursework (16 credits)

Year 3 – Coursework (16 credits)

Year 4 – Writing a Proposal (1st Term); Qualifying Examination, Thesis Proposal Assessment (2nd

Term)

Year 5 – Thesis Writing, PhD Viva, One Article Accepted for Publication in an International Journal

For PhD Candidates in Track 2 (Non-Taught Degree)

Year 1 – Writing a Proposal (1st Term); Qualifying Examination, Thesis Proposal Assessment (2nd

Term)

Year 2 – Thesis Writing

Year 3 – Thesis Writing, PhD Viva, One Article Accepted for Publication in an International Journal

Importance of texts

Our Programme focuses on the study of Buddhist texts, by which we mean, primarily but not exclusively, the study of Pali and Sanskrit sources.

The pursuit of further reflection on the primary sources is a legitimate and important task, and we encourage students to discuss Buddhist texts from whichever theoretical perspective they may deem reasonable and interesting. However, we believe that post-graduate research in Buddhist Studies cannot rely solely on translations – especially if we are referring to modern translations in European languages.

The first reason for this is that Buddhist texts in English (or other European languages) hardly form a coherent literary corpus representing a long history of Buddhist intellectual and cultural history. Rather, the basic terminology, as well as the reliability and accuracy of modern translations, varies, and it is very difficult to argue that one could obtain a sophisticated understanding of any pre-modern Buddhist tradition without some access to Pali, Sanskrit, and/or other primary source languages.

At an even more basic level, translations are based on editions; and a large quantity of Buddhist texts are yet to be edited (let alone translated). Moreover, knowledge of Pali, Sanskrit, Tibetan, etc. allows researchers to decide for themselves the extent to which existing editions could or should be improved. This may seem like a rather technical concern, yet when we wish to understand a complex philosophical argument we should remember that a change in a single letter can reverse the sense of an entire page.

The matter is arguably simple: the more accurately we are able to read and understand the content and context of the primary Buddhist sources, the more reliable our scholarship will become. Any further theoretical reflection on those sources, however eloquent or intelligent, loses some value as an account of the Buddhist traditions if the interpretation relies on a shaky foundation (or on some misunderstanding of even the basic syntax of the texts).

Devoting some time to becoming acquainted with the Buddhist languages is important, if a researcher is striving towards a plausible and well informed account of the Buddhist cultural traditions. Even accepting that any account is interpretive, it is difficult to argue that all interpretations are equally plausible, and plausibility is likely to derive from a basic foundation in the primary sources rather than from anywhere else.

Textual studies can also function (and have functioned) as a natural interface with the living Buddhist tradition. Most Buddhist cultures value the Buddhavacana and its learned commentaries, and much of the effort of Buddhist intellectual communities through the ages has been in mastering and preserving this vast literary corpus through memorization, copying of manuscripts, traditional learning, debate, and the composition of new texts related to the existing heritage. Reading primary sources is therefore a fruitful meeting point between traditional scholarship and the contemporary academic framework, and this interaction is of course to be encouraged, since it allows for a better appreciation of the context wherein the texts have been transmitted – as well as of their purpose and value for the living Buddhist communities.

The Importance of Pali and Sanskrit Manuscripts

The corpus of unedited, or poorly edited manuscripts in Pali and Sanskrit is very vast: when we think that Petrarca’s editions of Cicero determined the course of European culture for several centuries after him, we can understand how these manuscripts constitute priceless resources for the benefit of humanity as a whole. Unedited Sanskrit manuscripts from different parts of Asia are so many that their study is bound to open up new philosophical and literary vistas; as for Pali manuscripts, South-East Asia, and Thailand in particular, are repositories of a vast literature that is, for the most, unknown to all but a few specialized scholars.

Our Program is already the primary centre of philology in South-East Asia, and promises to boost the interest in this untapped treasure for many decades, or even centuries, to come.

International Collaborations

One way to make a Program more visible is to establish productive international collaborations.  We have a very active MoU with Hamburg University’s Centre of Buddhist Studies

, Naples, L’Orientale and with Wenli Academy in Southern China. One of the results of the first MoU is the ongoing four months visit of Dr.Gerloff in Naples; while the second has allowed numerous visits of Dr.Salvini, and his participation in two conferences on education, as well as a large contingent of Wenli students coming to Mahidol for an Intensive Sanskrit Course in 2018. Thanks to our active collaborations and lively events, we have been able to expand our board of advisors so as to include the most respected luminaries in the world in the fields of Buddhist Studies, Indology, and Sanskrit.

Course Description

1)  Required Courses

Credits (lecture – practice – self-study)

SHBT 501      Pali or Sanskrit I                                                                               3 (3-0-6)

สมคพ ๕๐๑     ภาษาบาลี หรือสันสกฤต ๑

Principles of reading, writing and pronunciation; sentential forms and basic grammar of Pali or Sanskrit; fundamental vocabulary related to Buddhism; basic digital resources for primary source languages

หลักการอ่าน การเขียนและการออกเสียง รูปแบบประโยคและไวยากรณ์ภาษาบาลี หรือสันสกฤตพื้นฐาน ศัพท์รากที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ฐานข้อมูลดิจิทัลพื้นฐานสำหรับภาษาแหล่งปฐมภูมิ

SHBT 505      Seminar in Research Methodology for Buddhist Textual Studies 3 (3-0-6)

สมคพ ๕๐๕     สัมมนาวิทยาระเบียบวิธีวิจัยสำหรับการศึกษาคัมภีร์พระพุทธศาสนา

Research methodology towards an independent research project; research design, literature review, data collection and analysis; presentation of research findings; and research ethics for Buddhist textual scholars

วิทยาระเบียบวิธีวิจัยที่นำสู่โครงการวิจัย การออกแบบการวิจัย การทบทวนวรรณกรรม การเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล การนำเสนอผลการวิจัย และจริยธรรมการวิจัยสำหรับนักคัมภีร์พระพุทธศาสนา

SHBT 506      Analysis of Buddhist Textual Primary Soures                             3 (3-0-6)

สมคพ ๕๐๖     วิเคราะห์คัมภีร์พระพุทธศาสนาระดับปฐมภูมิ

A critical analysis of selected primary sources in Pali, Sanskrit, Tibetan, Chinese, or other Buddhist Languages, basic ethical principles for researchers in Buddhist textual studies

วิเคราะห์คัมภีร์ปฐมภูมิคัดสรรจากวรรณกรรมบาลี สันสกฤต ทิเบต จีน หรือภาษาอื่น หลักการทางจริยธรรมเบื้องต้นสำหรับนักวิจัยด้านคัมภีร์พระพุทธศาสนา

SHBT 510      Commentarial and Philosophical Literature                                 3 (3-0-6)

สมคพ ๕๑๐     วรรณกรรมอรรถกถาและปรัชญา

Methods to read a commentary, and understand exegetical and philosophical literature, in Pali, Aṭṭhakathā and ṭīkā; Sanskrit, vr̥tti, ṭīkā, bhāṣya, and vārttika; Tibetan, Chinese, or other Buddhist Languages; methods to understand the relationship between the root text, mūla, and the commentary; methods to recognize recurrent commentarial devices, avataraṇikā, pratīka, vigraha, abhidheya/prayojana/sambandha.

วิธีอ่านอรรถาธิบายและทำความเข้าใจอรรถาธิบายและทำความเข้าใจวรรณกรรมเชิงนัยวิเคราะห์และปรัชญาในภาษาบาลี อัฏฐกถาและฎีกา ภาษาสันสกฤต วฤตติ ฎีกา ภาษยะและวารตติกะ ภาษาทิเบต ภาษาจีนหรือภาษาอื่นที่ใช้บันทึกคัมภีร์พระพุทธศาสนา วิธีทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคัมภีร์มูละ และคัมภีร์อรรถาธิบาย และวิธีจดจำอุปกรณ์อรรถาธิบายที่พบบ่อย อวตรณิกา ปรตีกะ วิครหะ อภิเธย/ปรโยชน/สัมพันธะ

SHBT 511      Lexicon of the Primary Sources                                                    3 (3-0-6)

สมคพ ๕๑๑     ปทานุกรมของแหล่งปฐมภูมิ

The specialized lexicon of selected primary sources in Pali, Sanskrit, Tibetan, Chinese, or other Buddhist Languages, relevant basic lexicographical resources and digital databases

ศัพทานุกรมเฉพาะทางจากวรรณกรรมคัดสรรทางพระพุทธศาสนาระดับปฐมภูมิในภาษาบาลี สันสกฤต ทิเบต จีนหรือภาษาอื่นที่ใช้จารึกคัมภีร์พระพุทธศาสนา แหล่งศัพทานุกรมพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง และฐานข้อมูลระบบดิจิทัล

2)  Elective Courses

Credits (lecture – practice – self-study)

SHBT 502      Pali or Sanskrit II                                                                              3 (3-0-6)

สมคพ ๕๐๒     ภาษาบาลี หรือสันสกฤต ๒

Principles of reading, writing and pronunciation; forms of sentences and advanced grammar of Pali or Sanskrit; broader vocabulary related to Buddhism; using advanced digital resources for primary-source languages

หลักการอ่าน การเขียน การออกเสียง รูปแบบประโยค และไวยากรณ์บาลี/สันสกฤตระดับสูง ศัพท์เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในขอบเขตที่กว้างยิ่งขึ้น การใช้ฐานข้อมูลระบบดิจิทัลระดับสูงสำหรับภาษาระดับปฐมภูมิ

SHBT 505      Seminar in Research Methodology for Buddhist Textual Studies 3 (3-0-6)

สมคพ ๕๐๕     สัมมนาวิทยาระเบียบวิธีวิจัยสำหรับการศึกษาคัมภีร์พระพุทธศาสนา

Research methodology towards an independent research project under supervision; research design, literature review, data collection and analysis; presentation of research findings; and research ethics

วิทยาระเบียบวิธีวิจัยที่นำสู่โครงการวิจัยอิสระภายใต้การให้คำปรึกษา การออกแบบการวิจัย
การทบทวนวรรณกรรม การเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล การนำเสนอผลการวิจัย และจริยธรรมการวิจัย

SHBT 507      Textual Readings from the Pali tradition                                      3 (3-0-6)

สมคพ ๕๐๗     การอ่านเอกสารการอ่านคัมภีร์จากขนบบาลี

Foundational texts from different types of Pali literature

คัมภีร์รากฐานจากวรรณกรรมบาลีประเภทต่างๆ

Credits (lecture – practice – self-study)

SHBT 508      Textual Readings from the Sanskrit tradition                              3 (3-0-6)

สมคพ ๕๐๘     การอ่านเอกสารการอ่านคัมภีร์จากขนบสันสกฤต

Foundational texts from different types of Sanskrit literature

คัมภีร์รากฐานจากวรรณกรรมสันสกฤตประเภทต่างๆ

SHBT 509      Buddhist Hermeneutics and Critical Methods                             3 (3-0-6)

สมคพ  ๕๐๙    ศาสตร์การตีความทางพระพุทธศาสนาและวิธีการเชิงวิพากษ์

The hermeneutics and critical methods within and about the Buddhist traditions; reading and seminars on selected representative texts, the Peṭakopadesa,
the Mahāyānasūtrālaṁkāra and the Vyākhyāyukti

ศาสตร์การตีความทางพระพุทธศาสนาและวิธีศึกษาเชิงวิพากษ์ที่ใช้ในจารีตทางพระพุทธศาสนา การอ่านและสัมมนาคัมภีร์พระพุทธศาสนาที่คัดสรร เปฏโกปเทส มหายานสูตราลังการ และวยาขยายุกติ

3) Dissertation

Credits (lecture – practice – self-study)

SHBT 699      Dissertation                                                                           36 (0-108-0)

สมคพ ๖๙๙    วิทยานิพนธ์

SHBT 799      Dissertation                                                                           48 (0-144-0)

สมคพ ๗๙๙    วิทยานิพนธ์

SHBT 898      Dissertation                                                                           48 (0-144-0)

สมคพ ๘๙๘    วิทยานิพนธ์

Original research contribution to Buddhist Textual Studies; edition, translations or study of primary sources in original Buddhist languages; thematic thesis based on familiarity with the primary sources; respect for ethical principles of research, and intellectual integrity

งานวิจัยที่บุกเบิกทางพุทธศาสนศึกษา การตรวจชำระคัมภีร์ การแปล หรือการศึกษาคัมภีร์พระพุทธศาสนาในระดับปฐมภูมิ หัวข้อวิทยานิพนธ์ที่มีเนื้อหาอิงกับคัมภีร์พระพุทธศาสนา ระดับ ปฐมภูมิ และ หลักจริยธรรมในการวิจัยและมีคุณธรรมสำหรับนักวิชาการ

Faculty

Full time

Asst. Prof. Dr. Kengo Harimoto

Asst. Prof. Dr. Pathompong Bodhiprasiddhinanda

Lect. Dr. Giuliano Giustarini

Lect. Dr. Torsten Gerloff

Lect. Dr. Eugen Ciurtin

Lect. Dr. Samantha Rajapaksha

Part-time

Prof. Harunaga Isaacson

Prof. Jan Nattier

Prof. Johannes Bronkhorst

ภาควิชาศึกษาศาสตร์

ชื่อหลักสูตร หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาประชากรศึกษา (ภาคปกติ)
ชื่อปริญญา
ประธานหลักสูตร ผศ.ดร.ธีรเดช ฉายอรุณ (ประธานหลักสูตร)
รายละเอียด
ชื่อประธานและเลขาหลักสูตร
ผศ.ดร.ธีรเดช ฉายอรุณ (ประธานหลักสูตร)
อ.ดร. ศิวะพร ภู่พันธ์ (เลขานุการหลักสูตร)
น.ส.ศิริรักษ์ ปั่มแม่นปืน (ผู้ช่วย/เจ้าหน้าที่หลักสูตร)
ชื่อหลักสูตร หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาประชากรศึกษา (ภาคพิเศษ)
ชื่อปริญญา
ประธานหลักสูตร ผศ.ดร.ธีรเดช ฉายอรุณ (ประธานหลักสูตร)
รายละเอียด
ชื่อประธานและเลขาหลักสูตร
ผศ.ดร.พรธิดา วิเศษศิลปานนท์ (ประธานหลักสูตร)
รศ.ดร.อุทัยทิพย์ เจี่ยวิวรรธน์กุล (เลขานุการหลักสูตร)
น.ส.ศิริรักษ์ ปั่มแม่นปืน (ผู้ช่วย/เจ้าหน้าที่หลักสูตร)
ชื่อหลักสูตร หลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการการศึกษา (นานาชาติ)
ชื่อปริญญา D.Ed (Educational Management)
ประธานหลักสูตร ผศ.ดร.อริศรา เล็กสรรเสริญ (ประธานหลักสูตร)
รายละเอียด
ชื่อประธานและเลขาหลักสูตร
ผศ.ดร.อริศรา  เล็กสรรเสริญ (ประธานหลักสูตร)
ผศ.ดร.พสชนัน นิรมิตไชยนนท์ (เลขานุการหลักสูตร)
นางธนวัน ธงวรรณฉัตร (ผู้ช่วย/เจ้าหน้าที่หลักสูตร)
ชื่อหลักสูตร หลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสิ่งแวดล้อมศึกษา
ชื่อปริญญา
ประธานหลักสูตร อ.ดร.วีร์ ระวัง (ประธานหลักสูตร)
รายละเอียด
ชื่อประธานและเลขาหลักสูตร
อ.ดร.วีร์  ระวัง (ประธานหลักสูตร)
น.ส.ศิริรักษ์ ปั่มแม่นปืน (ผู้ช่วย/เจ้าหน้าที่หลักสูตร)
ชื่อหลักสูตร หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการจัดการการกีฬา (ภาคปกติ)
ชื่อปริญญา ปร.ด.(สาขาการจัดการกีฬา)
ประธานหลักสูตร รศ.ดร.วรรณชลี โนริยา (ประธานหลักสูตร)
รายละเอียด

อาชีพที่สามรถประกอบได้หลังสำเร็จการศึกษา
-นักบริหารจัดการการกีฬาทั้งภาครัฐและเอกชน
-นักวิชาการด้านการจัดการกีฬาและสาขาที่เกี่ยวข้อง
-นักวิจัยที่มีทักษะและศักยภาพสูงด้านการจัดการการกีฬาในการพัฒนาองค์กร

เอกสารข้อมูลเพิ่มเติม(คลิกที่นี้)

ชื่อประธานและเลขาหลักสูตร

รศ.ดร.วรรณชลี โนริยา (ประธานหลักสูตร)
ผศ.ดร.ประเสริฐไชย สุขสอาด (เลขานุการหลักสูตร)
น.ส.วิจิตรา เชาวนะสุนทร (ผู้ช่วย/เจ้าหน้าที่หลักสูตร)
 ดาวน์โหลดเอกสารประกอบหลักสูตร
ชื่อหลักสูตร หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการจัดการการกีฬา (ภาคพิเศษ)
ชื่อปริญญา ปร.ด.(สาขาการจัดการกีฬา)
ประธานหลักสูตร ผศ.ดร.ประเสริฐไชย สุขสอาด (ประธานหลักสูตร)
รายละเอียด

อาชีพที่สามรถประกอบได้หลังสำเร็จการศึกษา
-นักบริหารจัดการการกีฬาทั้งภาครัฐและเอกชน
-นักวิชาการด้านการจัดการกีฬาและสาขาที่เกี่ยวข้อง
-นักวิจัยที่มีทักษะและศักยภาพสูงด้านการจัดการการกีฬาในการพัฒนาองค์กร

เอกสารข้อมูลเพิ่มเติม(คลิกที่นี้)

ชื่อประธานและเลขาหลักสูตร

ผศ.ดร.ประเสริฐไชย สุขสอาด (ประธานหลักสูตร)
รศ.ดร.วรรณชลี โนริยา (เลขานุการหลักสูตร)
น.ส.วิจิตรา เชาวนะสุนทร (ผู้ช่วย/เจ้าหน้าที่หลักสูตร)
 ดาวน์โหลดเอกสารประกอบหลักสูตร

ภาควิชาสังคมศาสตร์

ชื่อหลักสูตร หลักสูตรสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตรดุษฎบีัณฑิต สาขาวิชานโยบายสาธารณะและการจัดการภาครัฐ (ภาคปกติ)
ชื่อปริญญา รัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต (นโยบายสาธารณะและการจัดการภาครัฐ)
ประธานหลักสูตร รศ.ดร.ศิริรัตน์ ชุณหคล้าย (ประธานหลักสูตร)
รายละเอียด
ชื่อประธานและเลขาหลักสูตร
รศ.ดร.ศิริรัตน์ ชุณหคล้าย (ประธานหลักสูตร)
รศ.ดร.นภเรณู  สัจจรักษ์ ธีระฐิติ (เลขาหลักสูตร)
น.ส.ตติยา พนมวัน ณ อยุธยา (ผู้ช่วย/เจ้าหน้าที่หลักสูตร)
วิชาเอก : ไม่มี
จำนวนหน่วยกิตที่เรียนตลอดหลักสูตร : ไม่น้อยกว่า 60 หน่วยกิต
รูปแบบของหลักสูตร

  1. รูปแบบ หลักสูตรระดับปริญญาเอก
  2. ภาษาที่ใช้ : ภาษาไทย
  3. การรับเข้าศึกษา : รับเฉพาะนักศึกษาไทย
  4. ความร่วมมือกับสถาบันอื่น : เป็นหลักสูตรของมหาวิทยาลัยมหิดลโดยเฉพาะ
  5. การให้ปริญญาแก่ผู้ส าเร็จการศึกษา : ให้ปริญญาเพียงสาขาวิชาเดียว

จุดเด่นของหลักสูตร

– มุ่งเน้นการสร้างความเชี่ยวชาญในการทำวิจัยด้านนโยบายสาธารณะและการจัดการภาครัฐ

– มุ่งเน้นการบูรณาการความรู้จากภาคปฏิบัติสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางรัฐประศาสนศาสตร์

– มุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในการลดช่องว่างและสร้างความเป็นธรรมในสังคม

คุณสมบัติของผุู้เข้าศึกษา

  ๑.สำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาโททุกสาขาวิชาจากสถาบันอุดมศึกษาที่คณะกรรมการการ
    อุดมศึกษาให้การรับรอง	
  ๒.ได้แต้มระดับคะแนนเฉลี่ยนสะสมไม่ต่ำกว่า ๓.๕๐
  ๓.มีประสบการณ์ทำงานในหน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชนหลังจบปริญญาโท ไม่ต่ำกว่า ๓ ปี 
    หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในระดับผู้บริหารระดับต้น ระดับกลางและระดับสูงของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน
  ๔.ผู้ที่มีคุณสมบัตินอกเหนือจากเกณฑ์ข้างต้น อาจได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้สมัครเข้าศึกษา
    ตามดุลยพินิจของคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย

โครงสร้างหลักสูตร

แบบ ๒
หมวดวิชาบังคับ 21 หน่วยกิต
หมวดวิชาเลือก ไม่น้อยกว่า 3 หน่วยกิต
วิทยานิพนธ์ 36 หน่วยกิต
รวมไม่น้อยกว่า 60 หน่วยกิต
อาชีพที่สามารถประกอบได้หลังสำเร็จการศึกษา

  1. นักบริหารงานภาครัฐและภาคเอกชนระดับสูง
  2. นักวิชาการด้านนโยบายสาธารณะและการจัดการภาครัฐ
  3. นักวิจัยที่มีทักษะและศักยภาพสูงด้านการพัฒนาหน่วยงานภาครัฐ
  4. อาจารย์มหาวิทยาลัยด้านนโยบายสาธารณะและการจัดการภาครัฐ
  5. ผู้นำองค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ
 ดาวน์โหลดเอกสารประกอบหลักสูตร
ชื่อหลักสูตร หลักสูตรสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตรดุษฎบีัณฑิต สาขาวิชานโยบายสาธารณะและการจัดการภาครัฐ (ภาคพิเศษ)
ชื่อปริญญา รัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต (นโยบายสาธารณะและการจัดการภาครัฐ)
ประธานหลักสูตร รศ.ดร.ศิริพร แย้มนิล (ประธานหลักสูตร)
รายละเอียด
ชื่อประธานและเลขาหลักสูตร
รศ.ดร.ศิริพร แย้มนิล(ประธานหลักสูตร)
รศ.ดร.นภเรณู  สัจจรักษ์ ธีระฐิติ (เลขาประจำหลักสูตร)
น.ส.ตติยา พนมวัน ณ อยุธยา (ผู้ช่วย/เจ้าหน้าที่หลักสูตร)
วิชาเอก : ไม่มี
จำนวนหน่วยกิตที่เรียนตลอดหลักสูตร : ไม่น้อยกว่า 60 หน่วยกิต
รูปแบบของหลักสูตร

  1. รูปแบบ หลักสูตรระดับปริญญาเอก
  2. ภาษาที่ใช้ : ภาษาไทย
  3. การรับเข้าศึกษา : รับเฉพาะนักศึกษาไทย
  4. ความร่วมมือกับสถาบันอื่น : เป็นหลักสูตรของมหาวิทยาลัยมหิดลโดยเฉพาะ
  5. การให้ปริญญาแก่ผู้ส าเร็จการศึกษา : ให้ปริญญาเพียงสาขาวิชาเดียว

จุดเด่นของหลักสูตร

– มุ่งเน้นการสร้างความเชี่ยวชาญในการทำวิจัยด้านนโยบายสาธารณะและการจัดการภาครัฐ

– มุ่งเน้นการบูรณาการความรู้จากภาคปฏิบัติสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางรัฐประศาสนศาสตร์

– มุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในการลดช่องว่างและสร้างความเป็นธรรมในสังคม

คุณสมบัติของผุู้เข้าศึกษา

  ๑.สำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาโททุกสาขาวิชาจากสถาบันอุดมศึกษาที่คณะกรรมการการอุดม
    ศึกษาให้การรับรอง
  ๒.ได้แต้มระดับคะแนนเฉลี่ยนสะสมไม่ต่ำกว่า ๓.๕๐
  ๓.มีประสบการณ์ทำงานในหน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชนหลังจบปริญญาโท ไม่ต่ำกว่า ๓ ปี หรือ
    เป็นผู้ดำรงตำแหน่งในระดับผู้บริหารระดับต้น ระดับกลางและระดับสูงของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน
  ๔.ผู้ที่มีคุณสมบัตินอกเหนือจากเกณฑ์ข้างต้น อาจได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้สมัครเข้าศึกษา
    ตามดุลยพินิจของคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย

โครงสร้างหลักสูตร

แบบ ๒
หมวดวิชาบังคับ 21 หน่วยกิต
หมวดวิชาเลือก ไม่น้อยกว่า 3 หน่วยกิต
วิทยานิพนธ์ 36 หน่วยกิต
รวมไม่น้อยกว่า 60 หน่วยกิต
อาชีพที่สามารถประกอบได้หลังสำเร็จการศึกษา

  1. นักบริหารงานภาครัฐและภาคเอกชนระดับสูง
  2. นักวิชาการด้านนโยบายสาธารณะและการจัดการภาครัฐ
  3. นักวิจัยที่มีทักษะและศักยภาพสูงด้านการพัฒนาหน่วยงานภาครัฐ
  4. อาจารย์มหาวิทยาลัยด้านนโยบายสาธารณะและการจัดการภาครัฐ
  5. ผู้นำองค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ
ชื่อหลักสูตร หลักสูตรสาขาวิชาอาชญาวิทยาการบริหารงานยุติธรรมและสังคม
ชื่อปริญญา ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (อาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรม และสังคม)
ประธานหลักสูตร ผศ.ดร.วีนันท์กานต์ รุจิภักดิ์ (รักษาการประธานหลักสูตร)
รายละเอียด
ชื่อประธานและเลขาหลักสูตร
ผศ.ดร.วีนันท์กานต์ รุจิภักดิ์ (รักษาการประธานหลักสูตร)
รศ.ดร.พรรณชฎา  ศิริวรรณบุศย์ (เลขาประจำหลักสูตร)
น.ส.ตติยา พนมวัน ณ อยุธยา (ผู้ช่วย/เจ้าหน้าที่หลักสูตร)
วิชาเอกที่เปิดสอน : หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาอาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรม และสังคม จัดการสอนออกเป็น

  1. วิชาเอกอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม (Criminology and Justice Administration)
  2. วิชาเอกอาชญาวิทยาและสังคม (Criminology and Society)

คุณสมบัติของผุู้เข้าศึกษา

  ๑.สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโททุกสาขาวิชา โดยมีแต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรไม่ต่ำกว่า ๓.๕๐ 
  ๒.มีประสบการณ์การทำงานในสาขาที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่า ๒ ปี
  ๓.ผู้สมัครเข้าศึกษาที่มีคุณสมบัตินอกเหนือจากเกณฑ์ดังกล่าวอาจได้รับการพิจารณาให้สมัครเข้ารับ
     การคัดเลือกเข้าศึกษาตามดุลยพินิจของประธานหลักสูตรและคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย

จำนวนหน่วยกิตตลอดหลักสูตร :

ตามประกาศทบวงมหาวิทยาลัย เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ.2533 หลักสูตรปริญญาเอก ข้อ 7.2 แบบ 2 เป็นแผนการศึกษาที่เน้นการวิจัยโดยมี การทำวิทยานิพนธ์ ที่มีคุณภาพสูงและก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการ และวิชาชีพ และศึกษางานรายวิชาเพิ่มเติม ดังนี้

นักศึกษา จะต้องทำวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า 36 หน่วยกิต และศึกษางานรายวิชาอีก ไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต ทั้งนี้วิทยานิพนธ์แบบ (1) และ (2) จะต้องมีคุณภาพและมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้นในการศึกษาหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาอาชญาวิทยาการบริหาร งานยุติธรรม และสังคม ทางคณะกรรมการประจำหลักสูตรจึงกำหนดจำนวนหน่วยกิตตลอดหลักสูตร ดังนี้

นักศึกษาจะต้องศึกษารายวิชาไม่น้อยกว่า 51 หน่วยกิต และทำวิทยานิพนธ์ไม่น้อย กว่า 36 หน่วยกิต นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจะต้องทำวิทยานิพนธ์ ไม่น้อยกว่า 48 หน่วยกิต จำนวนหน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตร ไม่น้อยกว่า 87 หน่วยกิต

โครงสร้างหลักสูตร

แบบ ๒
หมวดวิชาแกน 9 หน่วยกิต
หมวดวิชาบังคับ 12 หน่วยกิต
หมวดวิชาเลือก ไม่น้อยกว่า 3 หน่วยกิต
วิทยานิพนธ์ 36 หน่วยกิต
รวมไม่น้อยกว่า 60 หน่วยกิต
 ดาวน์โหลดเอกสารประกอบหลักสูตร
ชื่อหลักสูตร หลักสูตรปรัชญาดุษฑีบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศาสตร์สิ่งแวดล้อม
ชื่อปริญญา ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (สังคมศาสตร์สิ่งแวดล้อม)
ประธานหลักสูตร ผศ.ดร.คนางค์  คันธมธุรพจน์ (ประธานหลักสูตร)
รายละเอียด
ชื่อประธานและเลขาหลักสูตร
ผศ.ดร.คนางค์  คันธมธุรพจน์ (ประธานหลักสูตร)
ผศ.ดร.สุภาภรณ์  สงค์ประชา (เลขาประจำหลักสูตร)
น.ส.ภานุการณ์ สนใจ (ผู้ช่วย/เจ้าหน้าที่หลักสูตร)
วิชาเอก : ไม่มี
วิชาเอก : ไม่มี

จำนวนหน่วยกิตที่เรียนตลอดหลักสูตร      :  ไม่น้อยกว่า ๔๘ หน่วยกิต

คุณสมบัติของผุู้เข้าศึกษา

   ๑.สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรปริญญาโท หรือคาดว่าจะสำเร็จการศึกษาก่อนวันเปิดภาคการศึกษาใน สาขาวิชาสังคมศาสตร์สิ่งแวดล้อม 
     สังคมวิทยา กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา มานุษยวิทยา  และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง จากสถาบันอุดมศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศที่
     สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษารับรอง 
   ๒.ได้แต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า ๓.๕๐
   ๓.ต้องมีผลคะแนนภาษาอังกฤษผ่านตามเกณฑ์ของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล
   ๔.ผู้ที่มีคุณสมบัตินอกเหนือจากเกณฑ์ข้างต้น อาจได้รับการพิจารณาให้สมัครเข้ารับการคัดเลือกเข้าศึกษา ตามดุลยพินิจของ
     ประธานหลักสูตรและคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย

รูปแบบของหลักสูตร

๑. รูปแบบ : หลักสูตรระดับปริญญาเอก
๒. ภาษาที่ใช้  : ภาษาไทย
๓. การรับเข้าศึกษา  : รับเฉพาะนักศึกษาไทย
๔. ความร่วมมือกับสถาบันอื่น  : เป็นหลักสูตรของมหาวิทยาลัยมหิดลโดยเฉพาะ
๕. การให้ปริญญาแก่ผู้สำเร็จการศึกษา  : ให้ปริญญาเพียงสาขาวิชาเดียว

สถานภาพของหลักสูตรและการพิจารณาอนุมัติ/เห็นชอบหลักสูตร

๑. เป็นหลักสูตรเปิดใหม่ พ.ศ.๒๕๖๑
๒. เริ่มใช้ในภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๑ เป็นต้นไป
๓.

๔.

สภามหาวิทยาลัยอนุมัติหลักการการเปิดหลักสูตรนี้ในการประชุมครั้งที่ ๕๑๔

เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๙

คณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองหลักสูตร พิจารณาหลักสูตรนี้ในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๖๑  วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๑

๕. สภามหาวิทยาลัยอนุมัติหลักสูตรในการประชุมครั้งที่๕๓๓  เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๑

โครงสร้างหลักสูตร

แบบ ๒
หมวดวิชาปรับพื้นฐาน ไม่นับหน่วยกิต
หมวดวิชาบังคับ 9 หน่วยกิต
หมวดวิชาเลือก ไม่น้อยกว่า 3 หน่วยกิต
วิทยานิพนธ์ 36 หน่วยกิต
รวมไม่น้อยกว่า 48 หน่วยกิต
อาชีพที่สามารถประกอบได้หลังสำเร็จการศึกษา

๑. นักวิจัยที่มีทักษะ และศักยภาพในการวิจัยด้านสังคมศาสตร์สิ่งแวดล้อม

๒. นักวิชาการ  พนักงานมหาวิทยาลัย บุคลากรทางการศึกษาด้านสังคมศาสตร์สิ่งแวดล้อม และผู้เชี่ยวชาญให้ความรู้ในสถาบันการศึกษา

๓. ผู้เชี่ยวชาญ ด้านสังคมศาสตร์สิ่งแวดล้อมในบริษัทที่ปรึกษา และหน่วยงานราชการด้านสังคมศาสตร์สิ่งแวดล้อม

 ดาวน์โหลดเอกสารประกอบหลักสูตร
X