หน้าแรก 2019-09-11T03:27:54+00:00

ข่าวคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

ดูทั้งหมด
ดูทั้งหมด
ดูทั้งหมด
ดูทั้งหมด

สาส์นจากผู้บริหาร

ศูนย์วิจัยและตำรา

หนังสือ/คู่มือ/ตำรา

งานวิจัย

ฐานข้อมูลงานวิจัยของคณะ

งานพัฒนาคุณภาพ

วารสารที่อยู่ในฐานข้อมูล TCI

วิทยานิพนธ์บทคัดย่อ

วิทยานิพนธ์ ฉบับเต็ม

SH-Journal

รายงานประจำปี

โครงการวิจัย update

การพัฒนารูปแบบบริการสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์และสุขภาวะทางเพศที่มีความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม ในกลุ่มแรงงานข้ามชาติลาวนอกระบบ

การพัฒนารูปแบบบริการสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์และสุขภาวะทางเพศที่มีความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม ในกลุ่มแรงงานข้ามชาติลาวนอกระบบ Developing Cultural Sensitive Sexual and Reproductive Health Care System for undocumented Laos Migrant workers in Cross-border นักวิจัย: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.โธมัส กวาดามูซ คุณากร การชะวี นัฐวุฒิ สิงห์กุล ณภัทร จันทสุข และ ณัฐรัชต์ สาเมาะ ดำเนินการโดย: ศูนย์ศึกษานโยบายสาธารณสุข สวัสดิการและสังคม คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล สนับสนุนโดย: โครงการวิจัยได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากเงินรายได้มหาวิทยาลัยมหิดล ประจำปีงบประมาณ 2557 ระยะเวลา: 1 ปี คำโปรย: งานวิจัยชิ้นนี้ได้มีความพยายามที่จะ 1) ศึกษาปัญหาสุขภาพอนามัยเจริญพันธ์และสุขภาวะทางเพศของแรงงานข้ามชาติลาวนอกระบบหญิงและชาย 2 ) อธิบายมิติทางชาติพันธุ์ สังคมและวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อปัญหาสุขภาพอนามัยเจริญพันธ์และสุขภาวะทางเพศของแรงงานข้ามชาติลาวนอกระบบหญิงและชายและ 3) หารูปแบบระบบบริการสุขภาพที่ละเอียดอ่อนต่อมิติเชิงชาติพันธุ์ วัฒนธรรมและสังคม ของแรงงานข้ามชาติลาว โดยใช้วิธีวิทยาการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งมีพื้นที่ในการศึกษาอยู่ในเขตจังหวัดอุดรธานี ในอำเภอเมือง อำเภอกุมภวาปี อำเภอนายูง โดยทำการสัมภาษณ์แบบเรื่องเล่า สนทนากลุ่มและสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการกับกลุ่มเป้าหมายดังนี้ แรงงานลาวในภาคบริการ จำนวน 56 คน แรงงานลาวในภาคเกษตรกรรม จำนวน 17 คน การสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายอื่นๆ ในชุมชน จำนวน 31 คน ได้แก่ ผู้ประกอบการ, เจ้าหน้าที่องค์กรเอกชน, เจ้าหน้าที่ภาคประชาสังคม, เจ้าหน้าที่ในระบบสาธารณสุขของรัฐ, ชาวบ้านในชุมชน, เจ้าหน้าที่ภาครัฐ            (การปกครองส่วนท้องถิ่น) เพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า(Triangulation) Attachments

ICE PARTIES AMONG YOUNG MEN WHO HAVE SEX WITH MEN IN THAILAND: PLEASURES, SECRECY AND RISKS.

Ice parties among young men who have sex with men in Thailand: Pleasures, secrecy and risks. Guadamuz TE, Boonmongkon Abstract BACKGROUND: Crystal methamphetamine (ice) has become the substance of choice among young men who have sex with men (YMSM) in urban Thailand. Yet, there is scarce data on this phenomenon, partly due to the difficulty in accessing men who will disclose and openly discuss the social contexts, meanings and risks surrounding ice practice. We present an ethnography of ice parties, critically discussing the in-depth social meanings of ice; the sexual socialities and the secrecy surrounding its use; the transactions between older and younger men; and the role of the Internet and mobile technology. METHODS: Forty repeated narrative interviews (life stories), ten focus group discussions, as well as systematic online and offline observations were conducted over a three-year period. Purposive sampling was used to recruit study participants in a variety of online and offline spaces and through working closely with local Thai community-based organizations serving MSM. To be eligible, participants had to be between 18 and 29 years, able to converse in Thai, had used ice, and had anal sex with another man in the past 6 months. [...]

How do we address our reliance on antimicrobial medicines around the globe?

Antimicrobial resistance (AMR) is a potentially catastrophic global problem. Drivers and solutions to this problem are often recognised as social. High quality, timely and policy relevant social research is needed to explicate this. The AMIS Hub will implement three strategic processes to meet this need: Development of a critical mass of researchers applying fresh perspectives to the topic of antimicrobials in society, through cross-disciplinary networking, training and mentorship. Implementation and support for empirical research with a focus on partnerships, fieldwork, and theoretical development. Dissemination of findings through academic, policy and public engagement. The AMIS Hub proposes the development of fresh approaches to the topic of antimicrobials in society. These will expand the lens of study beyond the traditionally delineated domains of social, biological or clinical into newly configured analytical territory of human-microbial-chemical relations. They will re-cast questions of ‘behaviour’ as questions of infrastructural relations. They will open up spaces inhabited by other disciplines to allow for an expansion of what is seen as relevant to the roles of antimicrobials in society. Through a variety of activities, engagements and research encounters, the AMIS Hub therefore aims to provide new ways in which to consider the [...]

โครงการการศึกษาภูมิคุ้มกันทางใจในกลุ่มนักเรียนสายอาชีพในเขตกรุงเทพมหานคร

โครงการวิจัยนี้มี ผศ.ดร.โธมัส กวาดามูซ เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาสังคมและสุขภาพ และรองหัวหน้าศูนย์ศึกษานโยบายสาธารณสุขสวัสดิการ และสังคม และนายณัฐรัชต์ สาเมาะ เป็นนักวิจัยในโครงการ ระยะเวลาดำเนินการ พ.ศ.2558-2559งานวิจัยนี้ เป็นภาพลักษณ์ของนักเรียนสายอาชีพมักถูกมองด้านลบในสังคมไทย สื่อต่างๆ มักมีการพูดถึงนักเรียนสายอาชีพว่าเป็นกลุ่มที่เป็นปัญหาและเป็นภาระของสังคม ในการวิจัยที่ผ่านมาก็เน้นศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงในกลุ่มนักเรียนเป็นหลัก แต่ยังไม่ค่อยมีการวิจัยที่เป็นการศึกษาในมุมมองเชิงบวกเพื่อดูว่าปัจจัยใดบ้างที่ทำให้นักเรียนสายอาชีพบางส่วนสามารถหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงได้ และสามารถประสบความสำเร็จในการเรียนและในชีวิต การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามิติทางสังคมวัฒนธรรม และปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดภูมิคุ้มกันทางใจ (resilience) ในกลุ่มนักเรียนสายอาชีพในเขตกรุงเทพมหานคร และศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยที่เป็นภูมิคุ้มกันทางใจ กับพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ประกอบด้วยพฤติกรรมทางเพศ ประสบการณ์เกี่ยวกับความรุนแรง และการใช้สารต่างๆ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากนักเรียนที่มีอายุระหว่าง 15-24 ปี โดยการสนทนากลุ่ม จำนวน 8 กลุ่ม นักเรียนชาย 4 กลุ่ม นักเรียนหญิง 4 กลุ่ม รวมทั้งสิ้น 48 คน และการสัมภาษณ์เชิงลึกจำนวน 9 คน ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการตอบแบบสอบถามออนไลน์บนคอมพิวเตอร์ จำนวน 1,232 คน รวมทั้งสิ้น 1,280 คน จากนักเรียนทั้งระดับ ปวช. และ ปวส. ในวิทยาลัยสายอาชีพจำนวน 8 แห่งในกรุงเทพมหานคร การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหาโดยใช้โปรแกรม Nvivo10 ส่วนการวิเคราะห์เชิงปริมาณวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติเชิงอนุมาน (Student’s T test การวิเคราะห์ความแปรปรวนและสถิติไคสแควร์) โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ซึ่งโปรแกรมที่ใช้ในการคำนวณสถิติทั้งหมด คือ STATA เวอร์ชั่น 14.0   ผลการศึกษาพบว่า มิติทางสังคมวัฒนธรรม เช่นครอบครัว เพื่อน โรงเรียนมีส่วนในการสร้างให้นักเรียนมีภูมิคุ้มกันทางใจที่จะส่งผลให้นักเรียนประสบความสำเร็จในชีวิต นักเรียนบางส่วนบอกว่าการที่ตัวเองเติบโตในครอบครัวที่แม่ท้องตั้งแต่วัยรุ่นและต้องออกจากโรงเรียน หรือเห็นเพื่อนๆ เข้าสู่วงจรความรุนแรง ทำให้พวกเขาย้อนมองตัวเองและปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น โดยนักเรียนได้นิยามความสำเร็จว่าหมายถึง การเรียนจบ มีงานที่ดี สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ และได้รับการยอมรับจากสังคม จากการวิเคราะห์บริบทต่างๆ ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงในกลุ่มนักเรียนสายอาชีพพบว่า นักเรียนเกือบครึ่งหนึ่งเคยเป็นผู้กระทำความรุนแรงทางร่างกาย เช่นการต่อยตี ยกพวกตีกัน และใช้อาวุธ นักเรียนมากกว่าครึ่งเคยใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มากกว่า 1 ใน 3 เคยใช้สารเสพติดเช่น กัญชา น้ำกระท่อม และยาโปร ในแง่ของพฤติกรรมทางเพศพบว่านักเรียนมากกว่าครึ่ง เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ในจำนวนนี้มีนักเรียนมากกว่า 1 ใน 3 ที่ไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ครั้งล่าสุด และเมื่อมาวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างภูมิคุ้มกันทางใจกับการประสบความสำเร็จด้านต่างๆ ในกลุ่มนักเรียนสายอาชีพ ประกอบด้วยการประเมินความสำเร็จในชีวิตของตนเอง การประสบความสำเร็จในการเรียน การไม่ใช้สารเสพติด การไม่ใช้ความรุนแรง และการไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ พบว่าเมื่อคะแนนภูมิคุ้มกันทางใจเพิ่มขึ้น สัดส่วนของการประสบความสำเร็จด้านต่างๆ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เกือบทุกด้าน ผลจากการศึกษาจึงชี้ให้เห็นว่าในกลุ่มนักเรียนที่มีคะแนนภูมิคุ้มกันทางใจสูง จะมีแนวโน้มที่จะประสบความความสำเร็จในชีวิตมากขึ้น และมีพฤติกรรมเสี่ยงน้อยลงผลการวิจัยในครั้งนี้ทำให้ได้ข้อมูลพื้นฐานที่ทำให้เห็นว่าการที่นักเรียนมีภูมิคุ้มกันทางใจที่ดีจะทำให้พวกเขาสามารถประสบความสำเร็จ และสามารถหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เช่น ปัญหาความรุนแรง การใช้สารเสพติด ท้องไม่พร้อม และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ ในการวิจัยครั้งต่อไปควรมีการศึกษาแบบติดตามเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันทางใจให้รอบด้านมากขึ้น ผลการศึกษาครั้งนี้จึงมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ภาคส่วนต่างๆ ทั้งสาธารณสุข สวัสดิการสังคม ภาคการศึกษา โดยเฉพาะสำนักงานอาชีวศึกษา เข้ามามีบทบาทและมีการลงทุนเพื่อสร้างให้นักเรียนมีภูมิคุ้มกันทางใจ ผ่านการสร้างโปรแกรมหรือกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้กับกลุ่มนักเรียนสายอาชีพต่อไป

การศึกษาแบบแผนพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของเยาวชนในปารตี้ยา

โครงการวิจัยนี้ ผศ.ดร.โธมัส กวาดามูซ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมและสุขภาพ และรองหัวหน้าศูนย์ศึกษานโยบายสาธารณสุขสวัสดิการและสังคม และมี ศ.ดร.พิมพวัลย์ บุญมงคล, ณัฐรัชต์ สาเมาะ, คุณากร การชะวี, ณภัทร จันทสุข เป็นนักวิจัย ระยะเวลาดำเนินงาน ระหว่างปี 2558-2559งานวิจัยชิ้นนี้ เป็นข้อมูลเกี่ยวกับปาร์ตี้ยาส่วนใหญ่จะปรากฏในรูปแบบของการนำเสนอข่าวจากสื่อมวลชนเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นการนำเสนอในเชิงลบ แต่ยังขาดองค์ความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับปาร์ตี้ยาในกลุ่มเยาวชนในแง่มุมเชิงวิชาการ ซึ่งในประเทศไทยยังไม่เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างเป็นระบบมาก่อน จึงยังขาดข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งในแง่บริบทในการใช้ ทำให้ยังมีช่องว่างในการศึกษาหรือเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ในเชิงวิชาการ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้อง 1) ศึกษาสถานการณ์การใช้สารเสพติดในระหว่างการเข้าร่วมปาร์ตี้ยาในกลุ่มเยาวชน และ 2) ศึกษาแบบแผนพฤติกรรมการใช้สารเสพติดในระหว่างการเข้าร่วมปาร์ตี้ยาของเยาวชนในการวิจัยครั้งนี้ได้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับเยาวชนอายุระหว่าง 16-24 ปี รวมทั้งผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่มีส่วนร่วมในปาร์ตี้ ทั้งหมด 16 คน ทั้งเพศชาย หญิง และกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่เคยมีประสบการณ์ในการใช้ยาในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา และเคยมีส่วนร่วมในปาร์ตี้ยารูปแบบต่างๆ อย่างน้อย 2 ครั้งอาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และในพื้นที่ชลบุรี โดยเข้าถึงกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการ snowball sampling ใช้โปรแกรม NVIVO 10 ในการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การให้รหัสแบบเปิด (open coding) และการวิเคราะห์เนื้อหาแบบ thematic analysis โดยใช้แนวคิด การให้ความหมายเชิงสัญญะผลการศึกษา จากการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ใช้สารและเข้าร่วมกลุ่มปาร์ตี้ ซึ่งมีผู้ให้ข้อมูลเป็นทั้งกลุ่มเยาวชน และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เข้าร่วมปาร์ตี้ โดยจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลทั้ง 16 คน พบประเด็นที่สำคัญ 15 ประเด็นดังนี้ปัจจัยการเริ่มต้นใช้สาร สาเหตุที่ใช้หรือบริบทที่มีส่วนต่อการใช้ยาครั้งเช่น การที่เพื่อน รุ่นพี่ชวนให้ลอง เป็นต้นบริบทการใช้ยา/แบบแผนการใช้สาร ที่ซึ่งจะมีการแปรผันตามลักษณะชนิดของสารปัจจัยที่ทำให้ผู้ให้ข้อมูลเข้าร่วมใช้สารในปาร์ตี้เช่น การแสดงความเป็นกลุ่ม เป็นพีน้องและครอบครัว มีการช่วยเหลือให้คำปรึกษาและพูดคุยกัน เป็นต้นการให้ความหมายต่อการใช้สารแต่ละชนิดซึ่งขึ้นอยู่กับเพศภาวะ และลักษณะเฉพาะของยานั้นๆ การให้ความหมายต่อการใช้สารมากกว่า 1 ชนิด(drug cocktail) เช่นการใช้ยาที่มีฤทธิ์เสริมกันเป็นต้น การให้ความหมายต่อวิธีการใช้สารในรูปแบบต่างๆ ส่วนใหญ่วิธีที่ผู้ให้ข้อมูลใช้คือการดูด การดม และวิธีการฉีดถูกให้ความหมายถึงความเสี่ยง การให้ความหมายต่อปาร์ตี้ และการเข้าร่วมปาร์ตี้หมายถึงพื้นที่ที่มีเพลง มีการพบปะนั่งคุย และมีเครื่องดื่ม หรือมีสารที่พิเศษ ซึ่งปารี้มีส่วนที่สร้างให้เกิดเครือข่ายเพื่อนใหม่ๆ และแหล่งผู้ขายรายใหม่อีกด้วย การให้ความหมายของความเสี่ยง 3 ประเภท ได้แก่ ความเสี่ยงเรื่องกฎหมาย ความเสี่ยงเรื่องการถูกเปิดเผยความลับ และความเสี่ยงเรื่องสุขภาพ เป็นต้น วิธีปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยง ผู้ให้ข้อมูลจะมีวิธีลดความเสี่ยงที่แตกต่างกันเช่น ลดการใช้สารหลายตัว ไม่ใช้สารที่จะเสริมฤทธิ์กันป้องกันการ Overdose ไม่พกสารเสพติดเข้าบ้านและใช้วิธีการเจรจาต่อรองกับตำรวจเพื่อที่จะไม่ต้องถูกจับ และถูกดำเนินคดี ศัพท์เฉพาะที่ใช้เรียกสารเสพติดแต่ละชนิดและบริบทการซื้อ-ขาย ซึ่งแต่ละกลุ่มก็จะมีคำศัพท์ที่แตกต่างกันซึ่งสารชนิดหนึ่งอาจเรียกได้เรียกคำเช่น ได้แก่ ไก่, เนื้อ, ปุ๊น และสมุนไพรใช้เรียกกัญชา เป็นต้น บริบทในงานปาร์ตี้ จะมีลักษณะที่แตกต่างกันตามชนิดของยารวมถึงพฤติกรรมและอารมณ์ของผู้ใช้สารด้วย บริบทการซื้อ ขายแลกเปลี่ยน สารเสพติด ผู้ใช้สารส่วนใหญ่จะได้สารจากกลุ่มเพื่อน รุ่นพี่ นอกจากนั้นยังมีบริบทของการแลกเปลี่ยนเรื่องเพศกับยาไอซ์ด้วย แบบแผนการใช้สารเสพติดในระหว่างการปาร์ตี้ ในการใช้สารในระหว่างปาร์ตี้นั้น ส่วนใหญ่จะไม่ใช้สารหลายๆ สารรวมกัน แต่จะใช้สารพื้นฐานก่อน แล้วจึงใช้สารพิเศษเมื่อเข้าร่วมงานปาร์ตี้ การอธิบายพฤติกรรม / อารมณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างการใช้สารในปาร์ตี้ ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่นั้นอธิบายถึงสิ่งที่สนุก ผ่อนคลาย มีความสุข จดจ่อกับเสียงเพลง ได้เข้าถึงเพลง แสง สี เสียงรวมถึงมีอารมณ์ทางเพศ เป็น พฤติกรรมที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพในการใช้สารในงานปาร์ตี้ ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่ทราบถึงผลเสียด้านสุขภาพและบางส่วนเคยประสบปัญหาด้านสุขภาพตามมาหลังจากการใช้สารด้วย อภิปรายผล ในการเข้าร่วมใช้สารในงานปาร์ตี้ของเยาวชนนั้นสาเหตุที่สำคัญคือความต้องการที่จะเข้าร่วมเป็นกลุ่ม (sociality) ซึ่งจะมีผลต่อการใช้สารมากกว่า 1 ชนิด (poly drug use) และการผสมผสานสารต่างๆ (mixing cocktail) ในงานปาร์ตี้ นอกจากนั้นแล้วเรื่องเพศภาวะและเพศวิถียังมีส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อการให้ความหมายและมีการใช้สารในรูปแบบที่แตกต่างกันของเยาวชนแต่ละเพศ และสำหรับเยาวชนก็มีการให้ความหมายกับความเสี่ยงที่แตกต่างไปจากวาทกรรมทางสังคมในปัจจุบัน ทำให้การรณรงค์เพื่อลดความเสี่ยงต่างๆ ยังต้องเข้าใจต่อความต้องการของเยาวชน และสุดท้ายบริบทแวดล้อม ตัวต้นแบบ (role models) และการเสริมสร้างทักษะชีวิต และการสร้างภูมิคุ้นกันทางใจจะเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากในการลดความเสี่ยงในการใช้สารของเยาวชน ข้อเสนอแนะ ในการสร้าง intervention ต่างๆ ควรคำนึงถึงบริบทความเป็นเยาวชนให้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริบทของการรวมกลุ่ม บริบทของเพศภาวะและเพศวิถี รวมถึงคำอธิบายเรื่องความเสี่ยงของเยาวชน ซึ่งจะทำให้ได้แนวทางการสร้าง intervention หรือกิจกรรมที่เข้าถึงเยาวชนได้อย่างแท้จริง

งานวิจัยที่เสร็จสิ้นแล้ว

ปฏิทินกิจกรรม

october, 2019

16oct9:00 am4:30 pmกำหนดการ : การประชุมการพัฒนาระบบการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน

X