โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาศักยภาพประชาคมในการจัดการปัญหาความรุนแรงที่กระทำต่อผู้หญิงและเด็ก

โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาศักยภาพประชาคมในการจัดการปัญหาความรุนแรงที่กระทำต่อผู้หญิงและเด็ก

ผู้แต่ง/นักวิจัย พิมพวัลย์ บุญมงคล. มัลลิกา มัตติโก. นิภรณ์ สันหจริยา. อัมพร หมาดเด็น. ธีรศักดิ์ พรหมพันใจ. แววรุ้ง นาวาบุญนิยม. ศุภเลิศ กิจขจรไพบูลย์
รายละเอียดงานวิจัย ศักยภาพประชาคมในการจัดการปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก. ปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก. องค์กรพัฒนาเอกชน
บทคัดย่องานวิจัย

บทคัดย่อ งานวิจัยนี้ศึกษาถึงศักยภาพของประชาคมที่สนองตอบต่อปัญหาความรุนแรงทั้งในระดับมหภาค และปัจเจก โดยวิเคราะห์ตั้งแต่ภาพรวมของสถานการณ์ประชาคม การก่อเกิด แนวคิด พัฒนาการ บทบาท และรูปแบบในการจัดการปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก ซึ่งการวิเคราะห์ศักยภาพการจัดการปัญหาความรุนแรงของประชาคมนี้ได้วิเคราะห์ไปพร้อมกับปัจจัยที่เอื้อหรือที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานภายใต้องค์ประกอบประชาคม 3 ประการ คือ จิตสำนึกประชาคม (Civic Consciousness) โครงสร้างองค์กรประชาคม (Civic Organization) เครือข่ายประชาคม (Civic Network) โดยวิเคราะห์ภายใต้บริบททางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมืองทั้งระดับท้องถิ่นและภูมิภาค รวมทั้งความเคลื่อนไหวของกระแสโลก การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ การศึกษาเชิงเอกสาร และการศึกษาเฉพาะกรณี สำหรับวิธีการศึกษาที่ใช้ ได้แก่ การทำ Mapping ประชาคมต่างๆ ที่มีการทำงานด้านความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กที่มีอยู่ในประเทศไทย การทบทวนเอกสาร การค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เนท การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์และบุคคล การศึกษาเฉพาะกรณีใช้วิธีการสัมภาษณ์ระดับลึก การสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ การสังเกต ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ทฤษฎีเชิงวิเคราะห์แนวคิดประชาสังคม แนวคิดสตรีนิยม แนวคิดบทบาทความสัมพันธ์หญิงชาย (Gender) และแนวคิดทฤษฎีเชิงวิพากษ์. ผลการศึกษา ประชาคมที่มีการจัดการปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กในสังคมไทยจำนวน 89 องค์กรมีแนวคิดหลักในการทำงานเป็นแนวคิดด้านสิทธิ คือ สิทธิมนุษยชน สิทธิสตรี สิทธิเด็ก และแนวคิดบทบาทความสัมพันธ์หญิงชาย (Gender) ส่วนยุทธศาสตร์การทำงานเป็นการทำงานในชุมชนมากขึ้น มีการทำงานเชิงบูรณาการที่เคลื่อนไหวทั้งเชิงนโยบาย การปฏิรูปกฎหมาย การณรงค์ปรับเปลี่ยนทัศนะของสังคมเรื่องความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก งานป้องกันปัญหา การให้ความช่วยเหลือผู้ถูกกระทำรุนแรงที่มีความละเอียดอ่อนเข้าใจความรู้สึก ความต้องการและสภาพปัญหามากขึ้น รวมทั้งการฟื้นฟูช่วยเหลือให้ผู้ถูกกระทำรุนแรงกลับคืนสู่สังคมได้ โดยมีการทำงานที่เป็นสหสาขามากขึ้น ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อศักยภาพของประชาคมที่เป็นองค์กรพัฒนาเอกชน คือ ประสบการณ์การทำงาน แนวทางการพัฒนาและการเคลื่อนไหวในสังคมระดับนานาชาติ นโยบายและการสนับสนุนจากภาครัฐ ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อศักยภาพขององค์กรชาวบ้านในชุมชน คือ โครงสร้างสังคม และวัฒนธรรมของชุมชน อันได้แก่ ระบบคิดชายเป็นใหญ่ที่ฝังรากลึก ระบบเครือญาติ ระบบอาวุโส ระบบอุปถัมภ์ ชนชั้นทางสังคม การเมืองระดับต่างๆ การให้ความสำคัญกับอำนาจที่เป็นทางการ และที่สำคัญคือ ความเชื่อของชุมชนต่อปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงที่มองว่าเป็นปัญหาส่วนตัว มิใช่ปัญหาส่วนรวม ปัจจัยเหล่านี้เป็นทั้งส่วนสนับสนุนและเป็นอุปสรรคในการทำให้เกิดประชาคมในการจัดการปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก รวมทั้งความสำคัญต่อการสร้างจิตสำนึกให้คนในชุมชนตระหนักและร่วมกันป้องกันปัญหา นอกจากนี้ กระบวนการสนับสนุนให้ชุมชนมีการทำงานด้านความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กขององค์กรต่าง ๆ จากภายนอกชุมชน มีผลต่อศักยภาพประชาคม โดยเฉพาะกระบวนการทำงานเพื่อสร้างให้เกิดความเข้าใจ วิธีคิด วิเคราะห์ปัญหาร่วมกับชุมชน และการทำงานกับกลุ่มคนในชุมชนที่หลากหลาย ข้อเสนอแนะ. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย. 1. การทำงานจัดการปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก ต้องทำงานควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่มีต่อผู้หญิงด้วย. 2. ทิศทางการรณรงค์ปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กในระดับสังคมวงกว้าง ต้องเน้นประเด็นให้ชัดเจนว่า (1) ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมีสาเหตุมาจากบทบาทความสัมพันธ์หญิงชาย (Gender - based Violence) (2) ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่ปัญหาส่วนตัว แต่เป็นปัญหาสังคมที่ทุกคนต้องร่วมกันแก้ไข (3) ผู้ถูกกระทำรุนแรงมีสิทธิที่จะไม่ถูกกระทำรุนแรง รวมทั้งสิทธิที่จะไปขอรับความช่วยเหลือ. 3. การทำงานจัดการปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก ต้องมีการเชื่อมและปรับเข้ากับสถานการณ์ปัญหาสังคมอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น เพราะปัญหาสังคมต่าง ๆ มีความเชื่อมโยงและเกี่ยวเนื่องกัน เช่น การร่วมรณรงค์ประเด็นความรุนแรงกับเรื่องเอดส์ กับปัญหายาเสพติด ปัญหาการท้องเมื่อไม่พร้อม ควรมีการเชื่อมโยงกับประเด็นบทบาทความสัมพันธ์หญิงชายโดยตลอดซึ่งจะทำให้มีการทำงานอย่างต่อเนื่อง ชัดเจน และสามารถแก้ไขปัญหารากเหง้าได้. 4. ควรกำหนดมาตรการ หรือ การรองรับสิทธิ สวัสดิภาพ หรือความปลอดภัย สำหรับอาสาสมัครในชุมชน เพื่อให้มีความมั่นใจและสนับสนุนให้มีความร่วมมือในการทำงานมากขึ้น. 5. ควรสนับสนุนให้มีการทำงานจัดการปัญหาด้านความรุนแรงต่อเด็กและผู้หญิงในกลุ่มต่าง ๆ เพิ่มขึ้นและเป็นประเด็นที่ทำงานให้ต่อเนื่อง ทั้งภาคธุรกิจ เครือข่ายวิทยุรถแท็กซี่ องค์กรเอกชนอื่น ๆ กลุ่มสตรีนักธุรกิจและสมาคมแม่บ้านจังหวัดต่าง ๆ สื่อมวลชนแขนงต่างๆ บริษัทโฆษณา และรายการวิทยุ. ข้อเสนอแนะต่อการทำงานระดับชุมชน ยุทธศาสตร์. 1. การทำงานด้านความรุนแรงในชุมชนจำเป็นที่จะต้องสร้างให้เกิดการทำงานร่วมกันของคนทุกคนในชุมชน เป็นการทำงานพร้อมกันระหว่างผู้นำ อาสาสมัคร และคนในชุมชนทั้งชุมชน ต้องมีการลดช่องว่างความต่างของความรู้ ความเข้าใจระหว่างคนในชุมชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะการเสริมสร้างศักยภาพ สร้างความเข้มแข็งทั้งหญิงและชาย ทั้งผู้นำ อาสาสมัคร และคนในชุมชน 2. การทำงานต้องเริ่มด้วยการให้ชุมชนได้วิเคราะห์ด้วยตนเองถึงความเข้าใจของชุมชนเองต่อปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก ประเด็นสถานการณ์ ระดับความรุนแรง รูปแบบที่ดำรงอยู่ในสังคม มายาคติ ตลอดจนต้องทำให้ทั้งชายและหญิงเข้าใจในประเด็นบทบาทความสัมพันธ์หญิงชายว่าเป็นรากเหง้าของปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิง. 3. การทำงานในชุมชนต้องมีการประสานกับหน่วยงาน องค์กรอื่น ๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ในลักษณะพหุภาคี ซึ่งต้องวางบทบบาทแต่ละกลุ่มให้ชัดเจน และเกื้อกูลกัน. 4. การทำงานด้านความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กต้องควบคู่ไปกับงานพัฒนาด้านอื่น ๆ โดยอาศัยต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมที่มีอยู่แล้วในชุมชน คือ กลุ่มต่าง ๆ ความสัมพันธ์ทางสังคมในชุมชนรูปแบบต่าง ๆ. กลวิธีการทำงานในชุมชน. 1. กระบวนการทำงานต้องเริ่มต้นด้วยค้นหาคนทำงาน ซึ่งอาจมีทั้งผู้ที่มีจิตสำนึกมองเห็นปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กบนพื้นฐานความเข้าใจประเด็นบทบาทความสัมพันธ์หญิงชาย และจิตสำนึกการทำงานเพื่อประโยชน์ของสังคมโดยรวม การทำงานควรต้องใช้ประโยชน์จากรูปแบบจิตสำนึกที่มีอยู่หลายรูปแบบในชุมชนอันเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่แล้วในชุมชนเป็นลำดับต้น แล้วพยายามเคลื่อนพื้นที่ของจิตสำนึกให้พัฒนาไปสู่จิตสำนึกด้านความเสมอภาคทางเพศให้ได้. 2. ดำเนินการเปิดพื้นที่เพื่อแสวงหาความร่วมมือจากทุกคน ทุกระดับในชุมชน เพื่อให้คนในชุมชนตระหนักว่าปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กเป็นปัญหาร่วมของชุมชน โดยใช้ยุทธศาสตร์การวิเคราะห์ปัญหาร่วมในชุมชน เพื่อกระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกการมีส่วนร่วม การเป็นเจ้าของ และการทำงานในลักษณะประชาคม ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับวิธีคิดเรื่องความรุนแรงของชุมชน วัฒนธรรม บริบททางสังคมที่เอื้อหรือที่เป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมในการทำงานด้านความรุนแรงของชุมชน. 3. มีรูปแบบการปรับเปลี่ยน รื้อสร้างจิตสำนึกและมายาคติเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก รวมทั้งจิตสำนึกของการเข้าร่วมประชาคมด้วยกระบวนการต่างๆ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ คือ การจัดอบรม การพูดคุยในชีวิตประจำวัน การนำประเด็นบทบาทความสัมพันธ์หญิงชายเข้าแทรกในการอภิปรายเรื่องต่าง ๆ ในชุมชนทุกครั้งที่มีโอกาส. 4. การรณรงค์สร้างจิตสำนึกของชุมชนในเรื่องปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กว่าเป็นปัญหาจากบทบาทความสัมพันธ์หญิงชาย ควรเริ่มจากฐานคิดและการทำงานที่ชัดเจนและเป็นระบบในการรื้อถอนระบบคิดชายเป็นใหญ่ การขุดรากถอนโคนความสัมพันธ์เชิงอำนาจและมายาคติเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงที่ดำรงอยู่ในชุมชนและสังคมในรูปแบบต่าง ๆ หลังจากการรื้อถอนความคิดชุดเดิมแล้ว ควรตามด้วยการเพิ่มนิยามและความรู้ชุดใหม่เกี่ยวกับผู้หญิงในประเด็นบทบาทความสัมพันธ์หญิงชายไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบทบาทและความสำคัญของผู้หญิงในครอบครัวและสังคม การเคารพในสิทธิและความเท่าเทียมทางเพศ. 5. เพิ่มเครือข่ายการทำงานและเสริมศักยภาพคนทำงาน โดยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน ถอดประสบการณ์การทำงานร่วมกับเครือข่ายภายในและภายนอกองค์กรอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นกลวิธีที่จำเป็นต่อการส่งเสริมศักยภาพประชาคม.



FileAction
2017-12-19T14:05:17+00:00
X