Uncategorized @th

โครงการ Talking Culture ครั้งที่ 2 หัวข้อ “Cross-Cultural Adaptation of International Students”

โครงการ Talking Culture ครั้งที่ 2 หัวข้อ “Cross-Cultural Adaptation of International Students” วันที่ 13 มิถุนายน 2565 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ภัทรียา กิจเจริญ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการ โครงการ Talking Culture ครั้งที่ 2 หัวข้อ “Cross-Cultural Adaptation of International Students” เวลา 10.00 น. ถึง 12.00 น. ผ่านโปรแกรม Cisco Webex Meetings โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การปรับตัวข้ามวัฒนธรรมของนักศึกษาชาวต่างชาติ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในประเด็นการปรับตัวทางสังคมและวัฒนธรรม การปรับตัวทางด้านการสื่อสาร ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ รวมถึงปัจจัยที่เอื้อต่อการปรับตัวข้ามวัฒนธรรมของนักศึกษาชาวต่างชาติ ซึ่งวิทยากรบรรยายเป็นศิษย์เก่าและนักศึกษาปัจจุบันจากหลักสูตรนานาชาติ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ คือ Dr. S M Murshid Hasan (ศิษย์เก่า), Ms. Dewi Cahyani Puspitasari (นักศึกษาปัจจุบัน) และ Mr. Haihu Guo (นักศึกษาปัจจุบัน) จากภาควิชาสังคมและสุขภาพ และ Mr. Chun Yang (นักศึกษาปัจจุบัน) และ Ms. Milanka Marinkovic (นักศึกษาปัจจุบัน) โดย Mr. Budi Eko Siswoyo (นักศึกษาปัจจุบัน) รับหน้าที่เป็นพิธีกรดำเนินรายการ ทั้งนี้ รองศาสตราจารย์ ดร. วุฒินันท์ กันทะเตียน รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา ศิษย์เก่าสัมพันธ์ และกิจกรรมพิเศษ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ดารุณี ภู่ขาว หัวหน้าภาควิชาสังคมและสุขภาพ ให้เกียรติเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวด้วย ---------------------------------------------------------------- Talking Culture #2 Title “Cross-Cultural Adaptation of International Students”. On 13 June 2022, International Relations and Corporate Communication Section, Faculty of Social Sciences and Humanities, Mahidol University has organized the webinar on Talking Culture #2 title “Cross-Cultural Adaptation of International Students” On this occasion, Asst. Prof. Dr. Patreeya Kitcharoen, Asst. Dean for International Relations and Corporate Communication presided over the opening of the seminar. The aim of this event was to be a platform for sharing the experiences of SH International students’ adaptation by focusing on their social and cultural adaptation, mental adaptation, [...]

ข้อมูลสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ สุขภาพและรักษาพยาบาลพยาบาล - WB1. ประกันสังคม - WB3. ค่ารักษาพยาบาลของบุคลากร - WB4. ค่ารักษาพยาบาลของบุคลากรหรือญาติสายตรง/สวัสดิการคณะฯ - WB5. ค่ารักษาพยาบาลของบุคลากรหรือญาติสายตรง/สวัสดิการมหาวิทยาลัย สวัสดิการอื่นๆ - WB20. การทำบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่รัฐ - WB21. ด้านการพัฒนาพนักงานมหาวิทยาลัยมหิดล - WB22. ด้านการเชิดชูเกียรติ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ - WB2. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สวัสดิการยืดหยุ่น - WB6. สวัสดิการแบบยืดหยุ่น สิทธิการลา - WB23. สิทธิการลาของพนักงานมหาวิทยาลัย/พนักงานมหาวิทยาลัย(ชื่อส่วนงาน) การบริการ - WB15. จัดเลี้ยงอาหารกลางวันแก่บุคลากร - WB16. ค่าเครื่องแบบหรือเครื่องแต่งกาย สนับสนุนด้านการเงิน - WB7. การคลอดบุตร - WB8. การกู้ยืมเงิน - WB9. อุปสมบทหรือลาไปประกอบพิธีฮัจญ์ - WB10. สมรส หรือจัดงานมงคลสมรส - WB11. บุคลากรหรือญาติสายตรงเสียชีวิต - สวัสดิการคณะฯ - WB12. บุคลากรเสียชีวิต - สวัสดิการมหาวิทยาลัย - WB13. บุคลากรเสียชีวิต (เงินช่วยพิเศษ) - สวัสดิการมหาวิทยาลัย - WB14. ได้รับอนุมัติให้เป็นตัวแทนของคณะฯ เข้าร่วมการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยมหิดล - WB17. ที่พักอาศัยได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ได้แก่ อัคคีภัย หรือวาตภัย หรืออุทกภัย - WB18. ค่าใช้จ่ายในการขอต่ออายุตรวจลงตรา (visa) และใบอนุญาตทำงาน (work permit)ของอาจารย์ชาวต่างประเทศ - WB19. เกษียณอายุงาน (เงินชดเชย) - สวัสดิการมหาวิทยาลัย

ประกาศรับสมัครนักศึกษาสาขาวิชาเวชระเบียนเทียบโอน ปีการศึกษา 2565

ประชาสัมพันธ์ การรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาแบบมีการเทียบโอนหน่วยกิตในระบบทวิภาค หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเวชระเบียน (รับตรงโดยคณะ) ปีการศึกษา 2565 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันจันทร์ที่ 7 ก.พ.65 - วันศุกร์ที่ 22 เม.ย.65 (จำนวนเปิดรับ 10 คน) คุณสมบัติของผู้สมัครเข้าศึกษา 1 สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ทางสาขาเวชระเบียน/เวชสถิติ หรือเทียบเท่าอนุปริญญา โดยมีเกรดเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.50 2 กรณีจบสาขาอื่นต้องมีประสบการณ์ในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับทางด้านเวชระเบียนอย่างน้อย 1 ปี 3 ผู้สมัครที่มีคุณสมบัตินอกเหนือไปจากที่ระบุไว้ข้างต้นให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการดำเนินการสอบคัดเลือกนักศึกษา ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจเข้าศึกษาสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ในประกาศรับสมัคร และดาวน์โหลดใบรับสมัคร แบบฟอร์มตรวจร่างกายได้ที่ https://drive.google.com/drive/u/1/folders/1Tiv-v8GeQTtz-alwxD6TMqRxyYaojOvwhttp://www.sh.mahidol.ac.th

หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต และศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาอาชญาวิทยาและงานยุติธรรม (หลักสูตรนานาชาติ) ได้ร่วมหารือเรื่องการเทียบโอนเครดิตจากการศึกษานอกระบบ ร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC)

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2564 หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต และศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาอาชญาวิทยาและงานยุติธรรม (หลักสูตรนานาชาติ) ได้ร่วมหารือเรื่องการเทียบโอนเครดิตจากการศึกษานอกระบบ ร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) โดยมีผศ. ดร. ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล ประธานคณะกรรมการบริหารหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต และศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาอาชญาวิทยาและงานยุติธรรม (หลักสูตรนานาชาติ) พร้อมด้วยคณาจารย์ประจำหลักสูตร ร่วมให้การต้อนรับและหารือร่วมกับ Tom Hansen (Advisor) Terrorism Prevention – South East Asia and the Pacific, Fabrizio Fioroni (Advisor) Anti-Money Laundering, และ Alastair Bland (AML/CFT Consultant) ตัวแทนจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ในเรื่องของการเทียบโอนเครดิตจากการศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย ไว้ในธนาคารหน่วยกิตของสถาบันอุดมศึกษา (มหิดล) เพื่อรับประกาศนียบัตร วุฒิบัตร สัมฤทธิ์บัตร หรือปริญญา ตามหลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษา โดยทาง UNODC มีโครงการอบรมการพัฒนาอย่างมืออาชีพสำหรับ AML/CFT นักสืบ ได้มาหารือถึงความเป็นไปได้ที่จะนำมาเทียบโอนในหลักสูตรอาชญาวิทยาที่มหาวิทยาลัยมหิดล ณ ห้องประชุมภาควิชาศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

SDGs17

Goal 17: Partnerships for the Goals ปีงบประมาณ 2562 ชื่อบทความวิจัย ยุทธศาสตร์นโยบายการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) กับสถานการณ์ที่สะท้อนผลกระทบต่อระบบสุขภาพของประเทศไทย ชื่องานวิจัย ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการบริหารนโยบายการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) เพื่อการลดผลกระทบที่มีต่อระบบสุขภาพของประเทศไทย ชื่อผู้วิจัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ธรรมรัตน์ มะโรหบุตร คณะ/สาขาวิชา ภาควิชาสังคมและสุขภาพ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มาและความสำคัญ           การเพิ่มขึ้นของจำนวนชาวต่างชาติเข้ามารับบริการรักษาพยาบาลในประเทศไทยในส่วนของธุรกิจบริการรักษาพยาบาลเป็นจำนวนมากในช่วงของการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพของเอเชีย (Center of Excellent Health Care of Asia) (พ.ศ. 2547-2551) ที่กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดไว้สะท้อนความสำคัญของนโยบายส่งเสริมให้ประเทศไทยการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) เพื่อให้บริการชาวต่างชาติ ถือเป็นลู่ทางในการแสวงหารายได้เข้าประเทศทางหนึ่ง ธุรกิจบริการรักษาพยาบาลเป็นผลผลิตหลักผลผลิตหนึ่งจากจำนวน 3 ผลผลิตหลักของแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว ได้แก่ ธุรกิจบริการรักษาพยาบาล ธุรกิจบริการส่งเสริมสุขภาพ รวมทั้งธุรกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพรไทย ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้แสดงเจตนารมณ์ส่งเสริมและสนับสนุนนโยบายการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) อย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ จนกระทั่งการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (พ.ศ. 2553-2557) (Thailand as Word Class Health Care Provider) ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ในระยะที่ 2 โดยมีการเพิ่มบริการด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเข้ามาอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ด้วย จากการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ที่นโยบายนี้ปรากฏในนโยบายที่ 4 เกี่ยวกับนโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต ข้อที่ 4.3 เรื่องนโยบายพัฒนาสุขภาพของประชาชน โดยมีสาระสำคัญเพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นเลิศในผลิตภัณฑ์และการบริการด้านสุขภาพการรักษาพยาบาลโดยการประสานความร่วมมือเพื่อสร้างความกำวหนำทางวิชาการกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จากคำแถลงของนโยบายดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ประกาศให้นโยบายการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) เป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงสาธารณสุขเช่นกัน ตัวเลขผู้รับบริการรักษาพยาบาลชาวต่างชาติได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลัง พ.ศ. 2543 สถิติของจำนวนและอัตราการขยายตัวของผู้รับบริการรักษาพยาบาลชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 27.2 ต่อปี (สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2548: ธ-1) การเพิ่มขึ้นดังกล่าวทำให้ประเทศไทยมีจำนวนผู้รับบริการรักษาพยาบาลชาวต่างชาติมากที่สุดในเอเชีย และมากกว่าประเทศสิงคโปร์ (สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, 2553) โดยปัจจัยที่ส่งเสริมการขยายตัวดังกล่าวได้แก่การเปิดเสรีทางการค้าบริการในภาคธุรกิจการรักษาพยาบาลของประเทศไทยที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความมีศักยภาพในการให้บริการด้วยมาตรฐานระดับโลกและราคาไม่แพง รวมทั้งความมีชื่อเสียงในเรื่องการให้บริการที่เป็นเลิศ (service hospitality) (วรรณวิภา ปสันธนาธร เสาวคนธ์ พีระพันธุ์ กวีพงษ์ เลิศวัชรา และธวัชชัย บุญโชติ, 2552) การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้รับบริการชาวต่างชาตินี้ มีส่วนเสริมสร้างเศรษฐกิจไทยเนื่องจากภาคเศรษฐกิจซึ่งสามารถนำรายได้เข้าสู่ประเทศมหาศาล รวมทั้งการมีรายได้เข้าประเทศเพิ่มมากขึ้น (เดินหน้า “เมดิคัล ฮับ” เฟส 2, 2553) การที่รายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้น นอกจากจะเป็นรายได้จากการักษาพยาบาลของตัวผู้ป่วยชาวต่างชาติเองแล้ว ยังมีรายได้ที่ได้จากผู้ติดตามเข้ามาใช้บริการทางด้านอื่นที่เกี่ยวเนื่องภายใต้การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (medical tourism) เช่น การพักผ่อนหลังการรักษาพยาบาล หรือสปาเพื่อสุขภาพ เช่นกัน ข้อบ่งชี้ถึงความสำเร็จของนโยบายการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) จาก จำนวนชาวต่างชาติที่เข้ามารับบริการรักษาพยาบาลเพิ่มนี้ อาจก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่ส่งผลกระทบที่มีต่อความเหลื่อมล้ำและการเข้าถึงระบบสุขภาพของประเทศไทย (Pachanee, 2009; NaRanong & NaRanong, 2011: 336–344; อดิศร ภัทราดูลย์, ม.ป.ป.) ความเหลื่อมล้ำดังกล่าวสะท้อนได้จากการที่จะเข้าสู่ศูนย์กลางทางการแพทย์ของภูมิภาคอาจต้องมีการใช้ทรัพยากรต่างๆ เพิ่มขึ้น ได้แก่ กำลังคนที่ต้องใช้เพื่อดูแลทางด้านสุขภาพเป็นจำนวนมากขึ้นเพื่อดูแลชาวต่างชาติ อันได้แก่ แพทย์ และพยาบาลในขณะที่อัตราส่วนของบุคลากรเหล่านี้สำหรับประชากรในประเทศยังขาดแคลนอยู่มาก อีกประการหนึ่งทางด้านกำลังคนอาจเกิดภาวะสมองไหล (brain drain) ที่จะเกิดการเคลื่อนย้ายกำลังคนจากภาครัฐจากโรงเรียนแพทย์ไปยังภาคเอกชน เพื่อรองรับผู้มาใช้บริการจากต่างชาติ จะทำให้เกิดปัญหาขาดกำลังคนในการดูแลทางด้านสุขภาพของประชาชนชาวไทย นอกจากนี้ การที่ภาคเอกชนแข่งขันกันมากเกินไปโดยไม่มีระบบและการจัดสรรปันส่วนที่ดี อาจทำให้เกิดการลงทุนสูงในเทคโนโลยีเกินความจำเป็นในภาคเอกชน และอาจเกิดการซื้อตัวแพทย์และพยาบาลที่มีความสามารถสูงจากภาครัฐส่งผลต่อการขาดบุคลากรรักษาผู้ป่วยภายใต้ระบบสุขภาพของรัฐ ทำให้การบริการที่ให้แก่ประชาชนไทยโดยรวมด้อยคุณภาพลง (อดิศร ภัทราดูลย์, ม.ป.ป.) แม้ว่าผลกระทบที่เกิดจากการท่องเที่ยงเชิงการแพทย์ที่คาดการณ์ไว้ ไม่ว่าจะเป็นในแง่บวก อันได้แก่ การเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ และในแง่ลบ อันได้แก่ การเพิ่มการแข่งขันช่วงชิงทรัพยากรทางการแพทย์ในประเทศ รวมทั้งความสามารถในการตอบสนองด้านการรักษาพยาบาลของภาครัฐที่มีน้อยลง จากข้อมูลและการศึกษาดังกล่าวจึงทำให้เป็นที่สนใจศึกษาสถานการณ์ที่สะท้อนผลกระทบต่อระบบสุขภาพของประเทศไทย ท่ามกลางนโยบายสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ของรัฐบาล ทั้งนี้ เพื่อให้เห็นภาพสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพของประเทศไทยอันเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินนโยบายและประกอบการตัดสินใจในการดำเนินนโยบายต่อไป ขอบเขตพื้นที่การศึกษา           การวิจัยนี้เป็นการศึกษาครอบคลุมตั้งแต่แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางสุขภาพของเอเชีย (Center of Excellent Health Care of Asia) (พ.ศ. 2547-2551) [...]

SDGs15

เป้าหมายที่ 15:  ปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ต่อสู้กับการกลายสภาพเป็นทะเลทราย หยุดการเสื่อมโทรมของที่ดินและฟิ้นสภาพกลับมาใหม่ และหยุดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Protect, restore and promote sustainable use of terrestrial ecosystems, sustainably manage forests, combat desertification, and halt and reverse land degradation and halt biodiversity loss) ปีงบประมาณ 2562 ชื่อบทความวิจัย การเผาป่า และหมอกควันข้ามแดน: กรณีศึกษาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันในประเทศอินโดนีเซีย ชื่องานวิจัย การเผาป่า และหมอกควันข้ามแดน: กรณีศึกษาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันในประเทศอินโดนีเซีย ชื่อผู้วิจัย รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์ และคณะ คณะ/สาขาวิชา  ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มาและความสำคัญ           มลพิษจากหมอกควันข้ามแดนเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคอาเซียนซึ่งมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันในแต่ละปีสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากการตัดไม้ทำลายป่าและเผาป่าไม้ในบริเวณพื้นที่ขนาดกลางจนกระทั่งถึงขนาดใหญ่ เพื่อเป็นการถางพื้นที่เตรียมที่ดินในการเพาะปลูกพืชทางการเกษตร เช่น ไม้เนื้อแข็งเพื่อนำเยื่อไม้ไปทำกระดาษ ยางพารา และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ปาล์มน้ำมัน พื้นที่ที่ถูกเผาบางส่วนถูกเผาโดยชาวนาหรือชาวสวนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แต่ในขณะเดียวกันบางพื้นที่ที่ถูกเผาเป็นบริเวณกว้างอยู่ในเขตพื้นที่ของบริษัทที่ทำอุตสาหกรรมทางการเกษตรขนาดใหญ่ การเผาพื้นที่แบบผิดกฎหมายลักษณะนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่ประเทศอินโดนีเซีย หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องเชื่อว่าเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหามลพิษจากหมอกควันข้ามแดนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขอบเขตพื้นที่การศึกษา            งานวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นศึกษาวิจัยในพื้นที่เกาะสุมาตรา และกาลิมันตัน ประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เกิดการเผาป่าจนก่อปัญหามลพิษจากหมอกควันไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ และยังแพร่กระจายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยคณะวิจัยจะให้ความสำคัญกับเมืองริอู (Riau) ที่ตั้งอยู่บนเกาะสุมาตรา และเมืองปารังกัน รายา (Palangka Raya) ในหมู่เกาะกาลิมันตัน เนื่องจากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเกิดไฟป่าหรือการเผาป่ารวมทั้งปัญหามลพิษจากหมอกควันในบริเวณพื้นที่เมืองริอู (Riau) และพื้นที่เมืองปารังกัน รายา (Palangka Raya) อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้คณะวิจัยยังให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูลในเมืองจาการ์ตา (Jakarta) ประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากเป็นเมืองหลวงของประเทศและเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการสำคัญ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางนโยบาย เพื่อแก้ไขและป้องกันสถานการณ์การเผาป่าและหมอกควัน ภายในประเทศอินโดนีเซียเช่น กระทรวงป่าไม้และสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ รวมทั้งกลุ่ม NGOs ที่ทำงานด้านทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย นอกจากพื้นที่ในประเทศอินโดนีเซียแล้ว งานวิจัยฉบับนี้ยังมุ่งศึกษาหาข้อมูลเพื่อทราบถึง ผลกระทบที่ประเทศเพื่อนบ้านรอบอินโดนีเซียประสบจากการเผาป่าอย่างต่อเนื่อง อันส่งผลถึงปัญหามลพิษจากหมอกควัน คือ ประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และตอนใต้ของประเทศไทย รวมทั้งสำนักงานใหญ่อาเซียนเพื่อนำข้อมูลที่ได้รับมาบูรณาการในการศึกษาผลกระทบและแนวทางการแก้ไขของประเทศต่าง ๆ รวมทั้งการแก้ปัญหาภายใต้ข้อตกลงอาเซียนว่ามีประสิทธิภาพและสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าว ได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ อย่างไร วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาต้นเหตุของการเผาป่าในเขตหมู่เกาะสุมาตรา และกาลิมันตัน ในประเทศอินโดนีเซียที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน 2. เพื่อศึกษาบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบ ของรัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่นต่อการแก้ปัญหาการเผาป่า และหมอกควันข้ามแดนในเขตหมู่เกาะสุมาตรา และกาลิมันตัน 3. เพื่อศึกษาปัญหา และอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาการเผาป่าในในเขตหมู่เกาะสุมาตราและกาลิมันตัน 4. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแนวทางการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนภายใต้สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ อาเซียน อาทิ ข้อตกลงและกรอบความร่วมมือต่าง ๆ ที่จัดทำขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณพื้นที่ทางตอนใต้ของภูมิภาค แหล่งทุนสนับสนุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หน่วยงานที่ร่วมมือ กระทรวงป่าไม้และสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ รวมทั้งกลุ่ม NGOs ที่ทำงานด้านทรัพยากรธรรมชาติ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ระดับความร่วมมือ  ระดับนานาชาติ ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์ 1. เพื่อเข้าใจถึงต้นเหตุของการเผาป่าในเขตหมู่เกาะสุมาตราและกาลิมันตัน ประเทศอินโดนีเซีย ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นข้อมูลในการหาหนทางเพื่อการวางนโยบายป้องกันและแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม 2. เพื่อเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นของประเทศอินโดนีเซียในการแก้ไขปัญหาไฟป่าร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม 3. เพื่อนำข้อค้นพบในประเด็นปัญหาและอุปสรรคมาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐาน เพื่อกำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งในประเทศไทย อินโดนีเซีย และในระดับภูมิภาค 4. เพื่อผลักดันแนวทางการแก้ไขปัญหาไฟป่าภายใต้ข้อตกลงและกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค ไม่ใช่เพียงแค่ในประเทศอินโดนีเซีย แต่ในประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบริเวณพื้นที่ทางตอนใต้ของภูมิภาค Web link อำงอิงการดำเนินงาน  https://dric.nrct.go.th/index.php?/Search/SearchDetail/293566 SDG goal ที่เกี่ยวข้อง SDG 15 การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบก ชื่อบทความวิจัย Community Dialogs on the Probabilities of Community-based Mangrove Institution. ชื่องานวิจัย [...]

SDGs7

เป้าหมายที่ 7: สร้างหลักประกันให้ทุกคนสามารถเข้าถึงพลังงานสมัยใหม่ที่ยั่งยืนในราคาที่ย่อมเยา (Ensure access to affordable, reliable, sustainable and modern energy for all) Your Content Goes Here

SDGs6

เป้าหมายที่ 6: สร้างหลักประกันว่าจะมีการจัดให้มีน้ำและสุขอนามัยส้าหรับทุกคนและมีการบริหารจัดการที่ยั่งยืน (Ensure availability and sustainable management of water and sanitation for all) ปีงบประมาณ 2562 ชื่อบทความวิจัย ปัจจัยที่มีผลต่อทัศนคติและพฤติกรรมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียนที่ตั้งอยู่ใกล้คลองสาธารณะ: กรณีศึกษา โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา) ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ชื่องานวิจัย ปัจจัยที่มีผลต่อทัศนคติและพฤติกรรมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียนที่ตั้งอยู่ใกล้คลองสาธารณะ: กรณีศึกษา โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา) ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ชื่อผู้วิจัย อาจารย์ ดร.ธเนศ เกษศิลป์ คณะ/สาขาวิชา ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มาและความสำคัญ           การเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างรวดเร็ว รุนแรงและบ่อยครั้งทั่วโลก เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า โลกกำลังประสบกับวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (Office of National Environment Board, 2015) ให้ความเห็นว่า สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของประชากรมนุษย์การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและชุมชนเมือง ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเกินขีดความสามารถที่ระบบนิเวศจะรองรับได้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างในระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติ จึงเกิดการเสียสมดุลขึ้น รัฐบาลไทยตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ และได้พยายามหาทางแก้ไข ฟื้นฟูมาตามลำดับ ด้วยการกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระดับชาติทั้งระยะสั้น (5 ปี) และระยะยาว (10-20 ปี) โดยให้ความสำคัญกับการจัดการให้เกิดสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์กับการอนุรักษ์ฟื้นฟูในระดับที่ยั่งยืน แต่ความสำเร็จที่ได้รับยังไม่อยู่ในระดับที่ดี โดยเฉพาะแหล่งน้ำซึ่งถือเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สาคัญ และมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดารงชีวิตมนุษย์ ดังปรากฏอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) ในหัวข้อยุทธศาสตร์ที่ 4 ขับเคลื่อนการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable development goals) ขององค์กรสหประชาชาติ โดยกาหนดตัวชี้วัดที่สำคัญคือ ประชาชนมีพฤติกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Pollution Control Department, 2017: 1, 7) นอกจากนั้นยังกำหนดให้วันที่ 20 กันยายนของทุกปี เป็นวันอนุรักษ์และพัฒนาแม่น้ำ คูคลอง แห่งชาติ เพื่อรณรงค์และสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนหันกลับมาให้ความสำคัญและดูแลรักษาแม่น้ำลำคลองของประเทศเหมือนดังเดิม ในระบบลุ่มน้ำแห่งชาตินั้น กรมควบคุมมลพิษ (Pollution Control Department, 2017: 13) พบว่าแม่น้ำท่าจีนตอนบนในภาคกลางมีคุณภาพน้ำในระดับพอใช้และจําเป็นต้องมีการเฝ้าระวังรักษาคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากแหล่งชุมชนที่อยู่บริเวณโดยรอบ ทั้งปัญหาขยะมูลฝอย การปล่อยสิ่งปฏิกูลลงสู่แหล่งน้ำ หรือการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำลำคลองอย่างไม่รู้คุณค่า ดังนั้นการสร้างจิตสำนึกและการส่งเสริมพฤติกรรมด้านการอนุรักษ์ให้แก่ประชาชนจึงเป็นทางออกในการจัดการแหล่งน้ำในระดับจุลภาคที่มีประสิทธิภาพที่สุด โดยเฉพาะในสถานศึกษา เช่น โรงเรียน เนื่องจากเป็นตัวแทน (Agent) ในกระบวนการขัดเกลาของสังคมที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมในการพัฒนาอัตมโนทัศน์ (Self-concept) อันได้แก่ ทัศนคติ และนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมที่พึงประสงค์ในที่สุด (Rattivat, 2011) โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา) ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นโรงเรียนฐานน้ำ (Water based school) เนื่องจากตั้งอยู่ระหว่างคลองปทุมตัดกับคลองทวีวัฒนา ดังนั้นโรงเรียนนี้จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นแกนนำในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของโครงการ “เยาวชนพลยุติธรรม” ของมหาวิทยาลัยมหิดล โดยใช้แนวคิด“เสกสรรธารา” สร้างเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมความตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อส่วนรวมและการรู้จักใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ตลอดจนการคืนความสมบูรณ์ของคลองทวีวัฒนา (Kalyajit, 2010) มีงานวิจัยในโรงเรียนจำนวนมากที่ศึกษาพฤติกรรมและทัศนคติในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของนักเรียนมัธยมศึกษา เช่น Sonkwan (2014), Cheatea (2013) และ Cordano et al. (2011) ค้นพบว่า พฤติกรรมเชิงบวกส่งผลให้เกิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่า ปัจจัยใดก่อให้เกิดพฤติกรรมการอนุรักษ์ เช่นนั้น งานวิจัยชิ้นนี้จึงพยายามค้นหาปัจจัยที่มีผลต่อทัศนคติและพฤติกรรมด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของนักเรียน จนสามารถถ่ายทอดไปยังเครือข่ายนักเรียนเครือข่ายผู้ปกครอง และเครือข่ายชุมชน ให้เกิดความตระหนักและความรับผิดชอบในการร่วมกันดูแลรักษาแหล่งน้ำลำคลองของชุมชนได้อย่างเข้มแข็ง ขอบเขตพื้นที่การศึกษา           ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา)ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร ที่เข้าร่วมในโครงการ “เยาวชนพลยุติธรรม” ของมหาวิทยาลัยมหิดล และทำกิจกรรมดีเด่น (Best practice) ภายใต้แนวคิด “เสกสรรธารา” ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการสร้างความตระหนักถึงความ รับผิดชอบต่อการใช้น้ำสาธารณะอย่างรู้คุณค่า (Kalyajit,2010) วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อทัศนคติและพฤติกรรมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียนที่ตั้งอยู่ใกล้คลองสาธารณะ 2. เพื่อเสนอแนวทางการปลูกจิตสำนึกและสร้างพฤติกรรมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียนที่ตั้งอยู่ใกล้คลองสาธารณะ แหล่งทุนสนับสนุน คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หน่วยงานที่ร่วมมือ: โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา)ในพระราชูปถัมภ์ [...]

SDGs4

เป้าหมายที่ 4: สร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Ensure inclusive and equitable quality education and promote lifelong learning opportunities for all) ปีงบประมาณ 2562 ชื่อกิจกรรม/โครงการ : โครงการเครือข่ายชุมชนเพื่อการสร้างสถานปฏิบัติการเชิงพื้นที่ (Social Lab) สำหรับหลักสูตรการจัดการการศึกษา (นานาชาติ) ที่มาและความสำคัญ   : เนื่องจากหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการการศึกษา (นานาชาติ) ได้จัดการเรียนการสอนในรายวิชาต่าง ๆ ทั้งในรูปแบบการบรรยาย การสัมมนา การปฏิบัติการ และการดูงานนอกสถานที่ แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้การจัดการเรียนการสอนเป็นไปตามวิสัยทัศน์ของคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มุ่งเน้นให้เกิดผลลัพธ์ทางสังคม (Social Impact) ทางหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการการศึกษา (นานาชาติ) จึงมีความประสงค์ที่จะดำเนินการศึกษาวิจัยนำร่อง ลงพื้นที่ศึกษาปัญหาด้านการศึกษาในชุมชนจังหวัดนครปฐม โดยทำการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้ชุมชนเห็นความสำคัญของการแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาของบุตรหลานที่เป็นสมาชิกของชุมชน รวมถึงโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตของสมาชิกในชุมชน นอกจากนี้การวิจัยนำร่องครั้งนี้เป็นการสร้างเครือข่ายชุมชนที่สำคัญสำหรับการเป็นสถานปฏิบัติการเชิงพื้นที่ (Social Lab) สำหรับหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑฺตและดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการการศึกษา (นานาชาติ) ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งการทำการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมครั้งนี้จะนำไปสู่การพัฒนาการศึกษาของสมาชิกในชุมชนได้อย่างยั่งยืน (อ่านเพิ่มเติม) ชื่อการประชุมวิชาการ/Conference : โครงการสัมมนาเครือข่ายนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษวิทยา ครั้งที่ 18 ประจำปี 2562 ที่มาและความสำคัญ  : คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดสอนระดับบัณฑิตศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 22 หลักสูตร โดยแบ่งเป็นระดับปริญญาโท จำนวน 10 หลักสูตร และระดับปริญญาเอก จำนวน 12 หลักสูตร ในจำนวนนี้ได้รวมหลักสูตรทั้งภาคปกติ ภาคพิเศษ และหลักสูตรนานาชาติ โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง โดยจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ มีหลักสูตรที่ทันสมัยสนองตอบต่อความต้องการของสังคม ในแต่ละปีนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้ผลิตงานวิจัยผ่านการเรียนการสอนรูปแบบวิทยานิพนธ์ ที่มีความหลายหลากทั้งด้านสังคมศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ มีการนำเสนอเผยแพร่สู่สาธารณะในรูปแบบบทความวิจัย และนำเสนอในการประชุมวิชาการ เป็นจำนวนมาก อีกทั้งผลงานทั้งหมดยังได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารระดับชาติ ระดับนานาชาติที่อยู่ในฐานสากล หรือในรายงานการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ถือเป็นแหล่งบ่มเพาะนักวิจัยและนักวิชาการ ดั่งปณิธานของสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ “สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้เพื่อภูมิปัญญาของแผ่นดิน” เพราะความสำเร็จที่แท้จริงอยู่ที่ สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติ จากแนวทางสำคัญข้างต้น กอปรกับองค์ความรู้ทางวิชาการที่หลากหลาย ของบัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาในมหาวิทยาลัยไทย ได้รวมตัวกันจัดตั้ง “เครือข่ายนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา” ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา โดยจัดให้มีการประชุมสัมมนาขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี จากการประชุมเครือข่ายฯ ครั้งที่ 17 ประจำปีการศึกษา 2561 ระหว่างวันที่ 22-23 พ.ศ. 2561 ณ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งผลการจัดประชุมสัมมนา ดังกล่าว ทำให้บัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และคณาจารย์ได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการทำวิจัย ส่งผลให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ในสาขาวิชาและทำให้นักศึกษามีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น เพื่อให้นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาและคณาจารย์สาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ได้มีเวทีเผยแพร่องค์ความรู้ผ่านประสบการณ์ในการทำงานวิจัย อีกทั้งยังเป็นเวทีสำหรับแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการพัฒนางานวิจัยให้มีศักยภาพต่อไป ตลอดจนในการประชุมสัมมนาเครือข่ายนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ครั้งที่ 17 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีมติให้ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นเจ้าภาพในการจัดสัมมนาเครือข่ายนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ครั้งที่ 18 ในปี พ.ศ. 2562 สนับสนุนโดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่มีเป้าประสงค์เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการและประสบการณ์ในการวิจัย ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง ในลักษณะการจัดเวทีสำหรับการนำเสนอและการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการของนักศึกษา  (อ่านเพิ่มเติม) ชื่อบทความวิจัย Comprehensive Sexuality Education in Thailand? A Nationawide Assessment of Sexuality Education Implementation in Thail Public Secondary Schools ชื่องานวิจัย Conduct the Review of School-based Comprehensive Sexuality Education (CSE) Implemented in Thailand ชื่อผู้วิจัย ศาสตราจารย์ ดร.พิมพวัลย์ บุญมงคล [...]

SDGs3

เป้าหมายที่ 3 สร้างหลักประกันว่าคนมีชีวิตที่มีสุขภาพดีและส่งเสริมสวัสดิภาพสาหรับทุกคนในทุกวัย (Ensure healthy lives and promote well-being for all at all ages) ปีงบประมาณ 2562 ชื่อบทความวิจัย The Impact of Thailand's Universal Coverge Scheme on Household Catastrophic Health Expensiture ชื่องานวิจัย Analysis of Composition Change of Public-facility-care Users after the Universal Coverage Scheme in Thailand ชื่อผู้วิจัย Natthani Meemon, Seung Chun Paek คณะ/สาขาวิชา ภาคสังคมและสุขภาพ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มาและความสำคัญ As Thailand faced rapid demographic changes with economic growth, single-person households (e.g., elderly people living alone) have become emerging types of family. Thus, this study, using single-person and non-single-person household factors, examined the impact of the Universal Coverage Scheme (UCS) on household catastrophic health expenditure with the national-level health survey data 2015. Specifically, defining household catastrophic health expenditure as out-of-pocket expenditure exceeding 40% of household disposable income. ขอบเขตพื้นที่การศึกษา Data Source and Study Sample The Health and Welfare Survey (HWS) 2015 data was used as the main data source in this study (National Statistical Office of Thailand, 2019). The HWS data, which is a national-level health survey data, consists not only of demographic and socioeconomic characteristics but also health access and utilization information (e.g., health-seeking behavior and OOP expenditure). The National Statistical Office of Thailand releases the data annually or biannually. Regarding the [...]

X