Uncategorized @th

ป้าหมายที่ 14:  อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Conserve and sustainably use the oceans, seas and marine resources for sustainable development) ปีงบประมาณ 2563 โครงการเสวนาวิชาการเรื่อง "ศึกษาศาสตร์กับการพัฒนาที่ยั่งยืนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม" ครบรอบ 50 ปี คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์   ภารกิจหลักในการจัดการศึกษา ส่งเสริม และพัฒนาวิชาการของภาควิชาศึกษาศาสตร์นั้น เป็นไปเพื่อการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตและทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นที่ยอมรับของสังคม มุ่งสู่ความเป็นเลิศในระดับชาติและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ในวาระครบรอบ 50 ปี ของคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ภาควิชาศึกษาศาสตร์ดำเนินการจัดเสวนาเชิงวิชาการ เรื่อง "ศึกษาศาสตร์กับการพัฒนาที่ยั่งยืนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม" ในวันที่ 12 ธันวาคม 2562 ณ ห้องประชุม ชั้น 5 คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อชี้ให้เห็นว่าการศึกษาที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาประเทศ เป็นกลไกในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศมุ่งไปสู่ความยั่งยืน โดยมีการเชิญวิทยากรที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับงานศึกษาศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาร่วมบรรยาย พร้อมทั้งผู้ประสบความสำเร็จจริงในการนำความรู้ศึกษาศาสตร์ไปบูรณาการกับงานในสายอาชีพจนเป็นที่ยอมรับในวงกว้างเข้าร่วมเสวนาในครั้งนี้ด้วย นอกจากนี้จะมีการจัดทำโปสเตอร์เพื่อประชาสัมพันธ์งานครบรอบ 50 ปี ของคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ การจัดโครงการครั้งนี้ มีคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา และบุคคลที่สนใจทั่วไป จำนวน 119 คน เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมสัมมนามีสัมพันธสัญญาร่วมกันในการร่วมมือต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนรับทราบและเข้าใจถึงแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อ 14 การใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเล (Life below Water) และข้อ 15 การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบก (Life on Land) Web Link: https://sh.mahidol.ac.th/?p=8193

เป้าหมายที่ 9:  สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีความทนทาน ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมและยั่งยืน และส่งเสริมนวัตกรรม (Build resilient infrastructure, promote inclusive and sustainable industrialization and foster innovation) ปีงบประมาณ 2562 ชื่อบทความวิจัย สมการการคาดการณ์รายได้จากนโยบายภาครัฐต่อการส่งเสริมงบประมาณของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางขั้นต่ำ กรณีศึกษาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ชื่องานวิจัย การส่งเสริมสมรรถนะด้านการลงทุนข้ามชาติในเขตภูมิภาคอาเซียน กรณีศึกษาการบริหารการลงทุนข้ามชาติ สาธารณูปโภคประชาชนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ชื่อผู้วิจัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กฤษณ์ รักชาติเจริญ คณะ/สาขาวิชา ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มาและความสำคัญ           อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีบทบาทสำคัญต่อความเจริญก้าวหน้าและเสถียรภาพของประเทศ และมีผลกระทบต่อภูมิภาคอาเซียน หากพิจารณาถึงสภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนับเป็นแหล่งที่มาของเงินตราต่างประเทศที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน ทั้งยังช่วยสร้างตลาดงาน และสร้างอาชีพอีกหลายแขนง ก่อให้เกิดการกระจายงาน และกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่นต่าง ๆ สร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจอันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย รัฐบาลให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศจึงมีการกำหนดนโยบายเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องและการกระตุ้นการท่องเที่ยวดังกล่าวนั้น ได้รับผลจากทิศทางการพัฒนาในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 และได้ยึดหลักการในการวางแผนในทุกมิติ เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ โดยประเทศไทยเริ่มเน้นหนักในการให้ความสำคัญต่อรายได้ของประเทศที่ได้รับจากเม็ดเงินภายนอก ทั้งภาคอุตสาหกรรม และภาคการท่องเที่ยว (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2559) อย่างไรก็ตาม จากเอกสารรายงานของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ได้ชี้ชัดให้เห็นถึงตัวเลขติดลบของรายได้ที่ได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งมีอัตราการเปลี่ยนแปลงติดลบบางช่วงปีเมื่อเทียบกับข้อมูลปีล่าสุด จากตัวเลขเชิงลบดังกล่าว ทำให้ตระหนักได้ว่า นโยบายการท่องเที่ยวในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอในการกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าวัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการท่องเที่ยว และเป็นปัจจัยร่วมต่อการสร้างแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวให้มาท่องเที่ยวในประเทศที่มีวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์หากพิจารณางบประมาณรายจ่ายด้านการสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีผลต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว บทเรียนสำคัญที่ใช้ในการศึกษาคือ ความสอดคล้องทางวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติ ที่มีความสอดคล้องกัน และอาศัยความร่วมมือระหว่างกันหากเริ่มต้นจากเขตภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) ประเทศที่มีความสอดคล้องทางวัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติกับประเทศไทยนั้นคือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หากมีความร่วมมือในการสร้างพื้นที่ทางการท่องเที่ยวที่กว้างยิ่งขึ้นระหว่างประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวซึ่งจะเป็นการสร้างตลาดการท่องเที่ยวด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (Economic Coordination)เปรียบเสมือนห่วงโซ่อุปทานระดับนานาชาติหากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมีระบบเศรษฐกิจที่ดี ย่อมส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากการอุปโภคและการบริโภคของประชาชนในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ส่วนใหญ่ใช้ผลิตภัณฑ์นำเข้าจากประเทศไทยการศึกษาถึงสถานการณ์ปัจจุบัน สภาพแวดล้อมและแนวโน้มการส่งเสริมเชิงนโยบายของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวนอกจากเป็นการสะท้อนถึงข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อภาคการท่องเที่ยวของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวแล้วนั้น ยังมีประโยชน์ต่อประเทศไทยในการถอดบทเรียนแนวปฏิบัติที่สามารถเกื้อหนุนต่อกันได้ และผลการวิจัยนี้จะนำมาเป็นเครื่องมือในการกำหนดแผนการดำเนินงาน รวมถึงนโยบายที่อาจเกิดขึ้นเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยในอนาคต ซึ่งทราบดีว่าจากพื้นฐานการแข่งขันทางระบบเศรษฐกิจดังกล่าว หากถอดบทเรียนจากแนวคิดและทฤษฎีของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วอาจจะเปรียบเสมือนเพียงเหรียญด้านเดียวที่จะขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจระดับมหภาคเท่านั้น การพิจารณาในทุกมิติและการพิจารณาบนบริบทที่สอดคล้องย่อมเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการบริหารประเทศ และจากความสำคัญดังกล่าวนี้ ผู้วิจัยจึงมีความประสงค์ที่จะศึกษาเป้าประสงค์หลักของนโยบายส่งเสริมระบบเศรษฐกิจของประเทศ และศึกษาสมการการคาดการณ์รายได้จากนโยบายภาครัฐต่อการส่งเสริมงบประมาณของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางขั้นต่ำซึ่งเปรียบเสมือนมุมมองอีกหนึ่งด้าน  เพื่อเป็นการยืนยันว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อการสนับสนุนงบประมาณภาครัฐในการกำหนดนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจได้แท้จริงและมีเป้าประสงค์หลักที่จะดำเนินการในด้านใด และมีทิศทางในอนาคตต่อไปอย่างไร ขอบเขตพื้นที่การศึกษา           ชุดประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ คณะกรรมการบริหารในภาคธุรกิจการท่องเที่ยวสัญชาติไทย และสัญชาติลาว และผู้ปฏิบัติงานด้านการท่องเที่ยวในภาคธุรกิจการท่องเที่ยวสัญชาติไทยและสัญชาติลาว ด้วยหลักผสานข้อมูลต่อเพื่อใช้ประกอบการสัมภาษณ์ (Snowball   Sampling Technique) จนได้ข้อมูลที่ครบถ้วนต่อการดำเนินการวิจัยโดยการใช้แบบแนวการสัมภาษณ์ (Interviewing Guideline) เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่มีความละเอียดและเป็นปัจจุบัน ผ่านมุมมองของผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และบุคลากรสถานทูตไทยที่ดำเนินงานด้านการประสานงานทั้งนี้เนื่องจากพื้นฐานงานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็นหลัก ดังนั้นขอบเขตด้านประชากรอาจมีการปรับเปลี่ยน เพิ่ม/ลด ตามหลักจริยธรรมวิจัยในคนที่ได้กำหนดระเบียบการไว้การสัมภาษณ์ได้ขอรับข้อมูลเชิงปริมาณ หรือแหล่งข้อมูลเชิงปริมาณจากระบบสารสนเทศ วัตถุประสงค์           1. เพื่อศึกษาเป้าประสงค์หลักของนโยบายส่งเสริมระบบเศรษฐกิจของประเทศ (Main target of the public policy to promote national economy) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 2. เพื่อศึกษาสมการการคาดการณ์รายได้จากนโยบายภาครัฐต่อการส่งเสริมงบประมาณพิจารณาจากอัตรารายได้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจากนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว (Tourism revenue growth rate from tourism promotion policies) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แหล่งทุนสนับสนุน คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หน่วยงานที่ร่วมมือ - ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย - ระดับความร่วมมือ ระดับนานาชาติ ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์           หากพิจารณาเปรียบเทียบในบริบท (Context) ของประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีความสอดคล้องทางวัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติ หากมีการร่วมมือในการสร้างพื้นที่ทางการท่องเที่ยวที่กว้างยิ่งขึ้นระหว่าง 2 ประเทศ จะเป็นการสร้างตลาดการท่องเที่ยวที่ร่วมกันเพิ่มกว้างยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จุดเริ่มต้นของความร่วมมือจำเป็นต้องมีการศึกษาถึงสถานการณ์ปัจจุบัน และสภาพแวดล้อมของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อเป็นการถอดบทเรียน และเป็นเครื่องมือในการกำหนดแผนการดำเนินงาน รวมถึงนโยบายที่อาจเกิดขึ้นเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่พึงปฏิบัติ และแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือกันในการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวหากเศรษฐกิจใน จากการวิเคราะห์ข้อมูลสามารถอภิปรายผลการวิจัย ดังนี้การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาถึงผลการดำเนินงานของนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเมื่อเปรียบเทียบกับผลการท่องเที่ยวมีการตั้งข้อโต้แย้งว่าถึงแม้ว่ารัฐบาลของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวจะมีงบประมาณอย่างจำกัดต่อการขับเคลื่อนนโยบายในการลงทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่นักท่องเที่ยวก็ยังคงเดินทางมาท่องเที่ยวในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในทางกลับกันการท่องเที่ยวของไทยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจำนวนมากถึง 10,264.5 ล้านบาท (ประมาณ 3,191.7ล้านเหรียญสหรัฐ) ในปี พ.ศ. 2555ทำให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 22.3 ล้านคนซึ่งสอดคล้องกับผลการรายงานของสำนักงานการท่องเที่ยวของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (Department of Tourism Development, 2013, pp. [...]

เป้าหมายที่ 10: ลดความไม่เสมอภาคภายในประเทศและระหว่างประเทศ (Reduce inequality within and among countries) ปีงบประมาณ 2562 ชื่อบทความวิจัย การขับเคลื่อนนวัตกรรมการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ชื่องานวิจัย การพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อลดความเหลี่อมล้ำทางสังคม: กรณีศึกษาเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้ว ชื่อผู้วิจัย รองศาสตราจารย์ ดร. สมศักดิ์ อมรสิริพงศ์ คณะ/สาขาวิชา ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มาและความสำคัญ           แนวทางการพัฒนาประเทศไทยของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก ทำให้มีปัจจุบัน พบว่า มีการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของประเทศออกมาจากรัฐบาลหลายนโยบาย อาทิ นโยบายการส่งเสริมการลงทุนในเขตนิคมอุตสาหกรรม นโยบายรถคันแรก การกำหนดพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC: Eastern Economic Corridor) หรือแม้แต่การกำหนดพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ:  Special  Economic  Zones) เป็นต้น แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจเหล่านี้ล้วนส่งผลให้เกิดการขยายตัวของการใช้แรงงานมากขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนแรงงานนอกระบบและแรงงานนอกระบบผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีลักษณะที่สอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่เศรษฐกิจนอกระบบเติบโตสูงขึ้นเช่นเดียวกับจำนวนแรงงานสูงอายุอันเนื่องมาจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนาที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุเร็วที่สุด (UN Department of Economics  and social affairs ,2017) จากการคาดการณ์ในปี 2030 เมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้วจะยังไม่เป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง แต่มีสัดส่วนผู้สูงอายุในระดับสูงกว่าประเทศอื่นในอาเซียน (ยกเว้นประเทศสิงคโปร์) ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญการเพิ่มขึ้นของประชากรวัยสูงอายุจะก่อให้เกิดความต้องการสวัสดิการสังคมมากขึ้น เช่น การรักษาพยาบาล การดูแลผู้สูงอายุ ระบบบำนาญ เป็นต้น ขณะที่ระดับรายได้ต่อหัว/การออมของประชาชนยังอยู่ในระดับต่ำ (อาคม เติมพิทยาไพสิฐ,2558)ส่งผลให้แรงงานนอกระบบผู้สูงอายุที่เพิ่มขาดหลักประกันและสวัสดิการที่เหมาะสมการศึกษาจำนวนมากพบปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมในกลุ่มผู้สูงอายุ อาทิ ปัญหาการเข้าถึงระบบประกันสุขภาพโดยเฉพาะระบบประกันสังคมซึ่งมีข้อจำกัดเกี่ยวกับอายุของผู้ประกันตนรวมถึงระบบประกันสุขภาพอื่น ๆ อีก (ภุชงค์ เสนานุชและธนาชัย สุนทรอนันตชัย, 2561; วนิดา ดุรงค์ฤทธิชัย,กมลทิพย์ ขลังธรรมเนียมและนพนัฐ จำปาเทศ, 2561; มะลิวรรณ ปรินแคน และพัฒน์ศิณ สำเริงรัมย์, 2559) และปัญหาความเหลื่อมล้ำอื่น ๆ อีก โดยแนวทางการแก้ปัญหาต้องนำความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนเข้ามาช่วยเหลือทางสังคมประกอบกับการบูรณาการเข้ากับทุนทางสังคม ทางทางวัฒนธรรม และทรัพยากรชุมชนที่มีอยู่ด้วย (Amornsiriphong and Nomnian, 2018) การพัฒนาประเทศตามแนวทางของนโยบายการเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นและประเทศเข้ากับระบบเศรษฐกิจของภูมิภาคมีความสำคัญอย่างยิ่งก่อให้เกิดนโยบายการกำหนดพื้นที่ตามแนวชายแดนที่เป็นจุดเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบำนให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ประกอบกับประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และแรงงานจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในวัยผู้สูงอายุ และจัดอยู่ในกลุ่มที่เป็นแรงงานนอกระบบในภาคของเกษตรกรรมและการบริการ แรงงานผู้สูงอายุนอกระบบเหล่านี้ในประเทศมีจำนวนมากถึง 3,460,779 คิดเป็นเกือบร้อยละ 10 ของประชากรทั่งประเทศ เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone) เป็นพื้นที่ที่จัดตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะตามกฎหมาย เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริม สนับสนุน และอำนวยความสะดวก รวมทั้งให้สิทธิพิเศษบางประการในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของภาคอุตสาหกรรม ภาคพาณิชยกรรม ภาคการบริการ หรือกิจการอื่นใดที่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโดยประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่ 1/2558 ลงวันที่ 19 มกราคม พุทธศักราช 2558 เรื่องกำหนดพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ กำหนดให้มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ เขตเศรษฐกิจพิเศษตาก เขตเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร เขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว เขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา และเขตเศรษฐกิจพิเศษตราด ต่อมาได้มีประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 2 ลงวันที่ 24 เมษายน พุทธศักราช 2558 เพิ่มเติมอีก 5 จังหวัด ได้แก่ เขตเศรษฐกิจพิเศษหนองคาย เขตเศรษฐกิจพิเศษนราธิวาส เขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายเขตเศรษฐกิจพิเศษนครพนม และเขตเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรี รวมเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งหมด 10 พื้นที่จากการออกประกาศทั้งสองครั้ง จังหวัดสระแก้วเป็นจังหวัดที่ได้มีการประกาศให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษในกลุ่มระยะแรก จังหวัดสระแก้วเป็นจังหวัดชายแดนที่มีพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชาและเวียดนาม โดยมีมูลค่าการค้าชายแดนในรอบปีที่ผ่านมา (2557) มากกว่า 70,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยศักยภาพด้านทำเลที่ตั้ง และสภาพภูมิประเทศที่เหมาะแก่การส่งเสริมในการเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการขนส่งที่จะเชื่อมโยงภูมิภาคอินโดจีน รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษจึงกำหนดให้ท้องที่ตำบลท่าข้าม ตำบลบำนด่าน ตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ และตำบลผักขะ อำเภอวัฒนานคร เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว โดยทั้ง 4 ตำบลมีพื้นที่รวมมากกว่า 200,000 ไร่ ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในหลาย ๆ ด้านด้วยกัน จากการสำรวจข้อมูลสถิติด้านแรงงาน พบว่า จังหวัดสระแก้วมีจำนวนแรงงานผู้สูงอายุนอกระบบนี้อยู่จำนวน 33,111 ราย ซึ่งกลุ่มแรงงานผู้สูงอายุนอกระบบเป็นกลุ่มเปราะบางกลุ่มหนึ่งที่ประสบปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำทางสังคม (สมศักดิ์ อมรสิริพงศ์ และรัฐศิรินทร์ วังกานนท์, [...]

Goal 17: Partnerships for the Goals ปีงบประมาณ 2562 ชื่อบทความวิจัย ยุทธศาสตร์นโยบายการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) กับสถานการณ์ที่สะท้อนผลกระทบต่อระบบสุขภาพของประเทศไทย ชื่องานวิจัย ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการบริหารนโยบายการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) เพื่อการลดผลกระทบที่มีต่อระบบสุขภาพของประเทศไทย ชื่อผู้วิจัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ธรรมรัตน์ มะโรหบุตร คณะ/สาขาวิชา ภาควิชาสังคมและสุขภาพ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มาและความสำคัญ           การเพิ่มขึ้นของจำนวนชาวต่างชาติเข้ามารับบริการรักษาพยาบาลในประเทศไทยในส่วนของธุรกิจบริการรักษาพยาบาลเป็นจำนวนมากในช่วงของการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพของเอเชีย (Center of Excellent Health Care of Asia) (พ.ศ. 2547-2551) ที่กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดไว้สะท้อนความสำคัญของนโยบายส่งเสริมให้ประเทศไทยการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) เพื่อให้บริการชาวต่างชาติ ถือเป็นลู่ทางในการแสวงหารายได้เข้าประเทศทางหนึ่ง ธุรกิจบริการรักษาพยาบาลเป็นผลผลิตหลักผลผลิตหนึ่งจากจำนวน 3 ผลผลิตหลักของแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว ได้แก่ ธุรกิจบริการรักษาพยาบาล ธุรกิจบริการส่งเสริมสุขภาพ รวมทั้งธุรกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพรไทย ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้แสดงเจตนารมณ์ส่งเสริมและสนับสนุนนโยบายการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) อย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ จนกระทั่งการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (พ.ศ. 2553-2557) (Thailand as Word Class Health Care Provider) ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ในระยะที่ 2 โดยมีการเพิ่มบริการด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเข้ามาอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ด้วย จากการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ที่นโยบายนี้ปรากฏในนโยบายที่ 4 เกี่ยวกับนโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต ข้อที่ 4.3 เรื่องนโยบายพัฒนาสุขภาพของประชาชน โดยมีสาระสำคัญเพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นเลิศในผลิตภัณฑ์และการบริการด้านสุขภาพการรักษาพยาบาลโดยการประสานความร่วมมือเพื่อสร้างความกำวหนำทางวิชาการกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จากคำแถลงของนโยบายดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ประกาศให้นโยบายการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) เป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงสาธารณสุขเช่นกัน ตัวเลขผู้รับบริการรักษาพยาบาลชาวต่างชาติได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลัง พ.ศ. 2543 สถิติของจำนวนและอัตราการขยายตัวของผู้รับบริการรักษาพยาบาลชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 27.2 ต่อปี (สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2548: ธ-1) การเพิ่มขึ้นดังกล่าวทำให้ประเทศไทยมีจำนวนผู้รับบริการรักษาพยาบาลชาวต่างชาติมากที่สุดในเอเชีย และมากกว่าประเทศสิงคโปร์ (สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, 2553) โดยปัจจัยที่ส่งเสริมการขยายตัวดังกล่าวได้แก่การเปิดเสรีทางการค้าบริการในภาคธุรกิจการรักษาพยาบาลของประเทศไทยที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความมีศักยภาพในการให้บริการด้วยมาตรฐานระดับโลกและราคาไม่แพง รวมทั้งความมีชื่อเสียงในเรื่องการให้บริการที่เป็นเลิศ (service hospitality) (วรรณวิภา ปสันธนาธร เสาวคนธ์ พีระพันธุ์ กวีพงษ์ เลิศวัชรา และธวัชชัย บุญโชติ, 2552) การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้รับบริการชาวต่างชาตินี้ มีส่วนเสริมสร้างเศรษฐกิจไทยเนื่องจากภาคเศรษฐกิจซึ่งสามารถนำรายได้เข้าสู่ประเทศมหาศาล รวมทั้งการมีรายได้เข้าประเทศเพิ่มมากขึ้น (เดินหน้า “เมดิคัล ฮับ” เฟส 2, 2553) การที่รายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้น นอกจากจะเป็นรายได้จากการักษาพยาบาลของตัวผู้ป่วยชาวต่างชาติเองแล้ว ยังมีรายได้ที่ได้จากผู้ติดตามเข้ามาใช้บริการทางด้านอื่นที่เกี่ยวเนื่องภายใต้การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (medical tourism) เช่น การพักผ่อนหลังการรักษาพยาบาล หรือสปาเพื่อสุขภาพ เช่นกัน ข้อบ่งชี้ถึงความสำเร็จของนโยบายการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) จาก จำนวนชาวต่างชาติที่เข้ามารับบริการรักษาพยาบาลเพิ่มนี้ อาจก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่ส่งผลกระทบที่มีต่อความเหลื่อมล้ำและการเข้าถึงระบบสุขภาพของประเทศไทย (Pachanee, 2009; NaRanong & NaRanong, 2011: 336–344; อดิศร ภัทราดูลย์, ม.ป.ป.) ความเหลื่อมล้ำดังกล่าวสะท้อนได้จากการที่จะเข้าสู่ศูนย์กลางทางการแพทย์ของภูมิภาคอาจต้องมีการใช้ทรัพยากรต่างๆ เพิ่มขึ้น ได้แก่ กำลังคนที่ต้องใช้เพื่อดูแลทางด้านสุขภาพเป็นจำนวนมากขึ้นเพื่อดูแลชาวต่างชาติ อันได้แก่ แพทย์ และพยาบาลในขณะที่อัตราส่วนของบุคลากรเหล่านี้สำหรับประชากรในประเทศยังขาดแคลนอยู่มาก อีกประการหนึ่งทางด้านกำลังคนอาจเกิดภาวะสมองไหล (brain drain) ที่จะเกิดการเคลื่อนย้ายกำลังคนจากภาครัฐจากโรงเรียนแพทย์ไปยังภาคเอกชน เพื่อรองรับผู้มาใช้บริการจากต่างชาติ จะทำให้เกิดปัญหาขาดกำลังคนในการดูแลทางด้านสุขภาพของประชาชนชาวไทย นอกจากนี้ การที่ภาคเอกชนแข่งขันกันมากเกินไปโดยไม่มีระบบและการจัดสรรปันส่วนที่ดี อาจทำให้เกิดการลงทุนสูงในเทคโนโลยีเกินความจำเป็นในภาคเอกชน และอาจเกิดการซื้อตัวแพทย์และพยาบาลที่มีความสามารถสูงจากภาครัฐส่งผลต่อการขาดบุคลากรรักษาผู้ป่วยภายใต้ระบบสุขภาพของรัฐ ทำให้การบริการที่ให้แก่ประชาชนไทยโดยรวมด้อยคุณภาพลง (อดิศร ภัทราดูลย์, ม.ป.ป.) แม้ว่าผลกระทบที่เกิดจากการท่องเที่ยงเชิงการแพทย์ที่คาดการณ์ไว้ ไม่ว่าจะเป็นในแง่บวก อันได้แก่ การเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ และในแง่ลบ อันได้แก่ การเพิ่มการแข่งขันช่วงชิงทรัพยากรทางการแพทย์ในประเทศ รวมทั้งความสามารถในการตอบสนองด้านการรักษาพยาบาลของภาครัฐที่มีน้อยลง จากข้อมูลและการศึกษาดังกล่าวจึงทำให้เป็นที่สนใจศึกษาสถานการณ์ที่สะท้อนผลกระทบต่อระบบสุขภาพของประเทศไทย ท่ามกลางนโยบายสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ของรัฐบาล ทั้งนี้ เพื่อให้เห็นภาพสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพของประเทศไทยอันเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินนโยบายและประกอบการตัดสินใจในการดำเนินนโยบายต่อไป ขอบเขตพื้นที่การศึกษา           การวิจัยนี้เป็นการศึกษาครอบคลุมตั้งแต่แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางสุขภาพของเอเชีย (Center of Excellent Health Care of Asia) (พ.ศ. 2547-2551) [...]

เป้าหมายที่ 16: ส่งเสริมสังคมที่สงบสุขและครอบคลุมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้ทุกคนเข้าถึงความยุติธรรมและสร้างสถาบันที่มีประสิทธิผลรับผิดชอบและครอบคลุมในทุกระดับ (Promote peaceful and inclusive societies for sustainable development, provide access to justice for all and build effective, accountable and inclusive institutions at all levels) ปีงบประมาณ 2562 ชื่อการประชุมวิชาการ/Conference : โครงการสัมมนาเครือข่ายนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษวิทยา ครั้งที่ 18 ประจำปี 2562 ที่มาและความสำคัญ  : คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดสอนระดับบัณฑิตศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 22 หลักสูตร โดยแบ่งเป็นระดับปริญญาโท จำนวน 10 หลักสูตร และระดับปริญญาเอก จำนวน 12 หลักสูตร ในจำนวนนี้ได้รวมหลักสูตรทั้งภาคปกติ ภาคพิเศษ และหลักสูตรนานาชาติ โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง โดยจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ มีหลักสูตรที่ทันสมัยสนองตอบต่อความต้องการของสังคม ในแต่ละปีนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้ผลิตงานวิจัยผ่านการเรียนการสอนรูปแบบวิทยานิพนธ์ ที่มีความหลายหลากทั้งด้านสังคมศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ มีการนำเสนอเผยแพร่สู่สาธารณะในรูปแบบบทความวิจัย และนำเสนอในการประชุมวิชาการ เป็นจำนวนมาก อีกทั้งผลงานทั้งหมดยังได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารระดับชาติ ระดับนานาชาติที่อยู่ในฐานสากล หรือในรายงานการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ถือเป็นแหล่งบ่มเพาะนักวิจัยและนักวิชาการ ดั่งปณิธานของสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ “สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้เพื่อภูมิปัญญาของแผ่นดิน” เพราะความสำเร็จที่แท้จริงอยู่ที่ สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติ จากแนวทางสำคัญข้างต้น กอปรกับองค์ความรู้ทางวิชาการที่หลากหลาย ของบัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาในมหาวิทยาลัยไทย ได้รวมตัวกันจัดตั้ง “เครือข่ายนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา” ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา โดยจัดให้มีการประชุมสัมมนาขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี จากการประชุมเครือข่ายฯ ครั้งที่ 17 ประจำปีการศึกษา 2561 ระหว่างวันที่ 22-23 พ.ศ. 2561 ณ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งผลการจัดประชุมสัมมนา ดังกล่าว ทำให้บัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และคณาจารย์ได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการทำวิจัย ส่งผลให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ในสาขาวิชาและทำให้นักศึกษามีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น เพื่อให้นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาและคณาจารย์สาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ได้มีเวทีเผยแพร่องค์ความรู้ผ่านประสบการณ์ในการทำงานวิจัย อีกทั้งยังเป็นเวทีสำหรับแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการพัฒนางานวิจัยให้มีศักยภาพต่อไป ตลอดจนในการประชุมสัมมนาเครือข่ายนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ครั้งที่ 17 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีมติให้ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นเจ้าภาพในการจัดสัมมนาเครือข่ายนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ครั้งที่ 18 ในปี พ.ศ. 2562 สนับสนุนโดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่มีเป้าประสงค์เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการและประสบการณ์ในการวิจัย ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง ในลักษณะการจัดเวทีสำหรับการนำเสนอและการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการของนักศึกษา  (อ่านเพิ่มเติม) ชื่อบทความวิจัย Illicit Drug Use and Social Victimization among Thai Sexual and Gender Minority Adolescents ชื่องานวิจัย Thailand Review of Prevalence and Impact of Homophobic and Transphobic Bullying in Thai Educational Institutions ชื่อผู้วิจัย รองศาสตราจารย์ ดร. โธมัส กวาดามูซ คณะ/สาขาวิชา หน่วยความเป็นเลิศด้านการวิจัยเพศภาวะ เพศวิถีและสุขภาพ ที่มาและความสำคัญ           Prevalence of illicit drug use among Thai adolescents has nearly tripled over the past decade (Assanangkornchai, Pattanasattayawong, Samangsri, & Mukthong, 2007; Devaney et al., [...]

SDGs15

เป้าหมายที่ 15:  ปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ต่อสู้กับการกลายสภาพเป็นทะเลทราย หยุดการเสื่อมโทรมของที่ดินและฟิ้นสภาพกลับมาใหม่ และหยุดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Protect, restore and promote sustainable use of terrestrial ecosystems, sustainably manage forests, combat desertification, and halt and reverse land degradation and halt biodiversity loss) ปีงบประมาณ 2562 ชื่อบทความวิจัย การเผาป่า และหมอกควันข้ามแดน: กรณีศึกษาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันในประเทศอินโดนีเซีย ชื่องานวิจัย การเผาป่า และหมอกควันข้ามแดน: กรณีศึกษาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันในประเทศอินโดนีเซีย ชื่อผู้วิจัย รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์ และคณะ คณะ/สาขาวิชา  ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มาและความสำคัญ           มลพิษจากหมอกควันข้ามแดนเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคอาเซียนซึ่งมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันในแต่ละปีสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากการตัดไม้ทำลายป่าและเผาป่าไม้ในบริเวณพื้นที่ขนาดกลางจนกระทั่งถึงขนาดใหญ่ เพื่อเป็นการถางพื้นที่เตรียมที่ดินในการเพาะปลูกพืชทางการเกษตร เช่น ไม้เนื้อแข็งเพื่อนำเยื่อไม้ไปทำกระดาษ ยางพารา และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ปาล์มน้ำมัน พื้นที่ที่ถูกเผาบางส่วนถูกเผาโดยชาวนาหรือชาวสวนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แต่ในขณะเดียวกันบางพื้นที่ที่ถูกเผาเป็นบริเวณกว้างอยู่ในเขตพื้นที่ของบริษัทที่ทำอุตสาหกรรมทางการเกษตรขนาดใหญ่ การเผาพื้นที่แบบผิดกฎหมายลักษณะนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่ประเทศอินโดนีเซีย หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องเชื่อว่าเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหามลพิษจากหมอกควันข้ามแดนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขอบเขตพื้นที่การศึกษา            งานวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นศึกษาวิจัยในพื้นที่เกาะสุมาตรา และกาลิมันตัน ประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เกิดการเผาป่าจนก่อปัญหามลพิษจากหมอกควันไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ และยังแพร่กระจายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยคณะวิจัยจะให้ความสำคัญกับเมืองริอู (Riau) ที่ตั้งอยู่บนเกาะสุมาตรา และเมืองปารังกัน รายา (Palangka Raya) ในหมู่เกาะกาลิมันตัน เนื่องจากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเกิดไฟป่าหรือการเผาป่ารวมทั้งปัญหามลพิษจากหมอกควันในบริเวณพื้นที่เมืองริอู (Riau) และพื้นที่เมืองปารังกัน รายา (Palangka Raya) อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้คณะวิจัยยังให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูลในเมืองจาการ์ตา (Jakarta) ประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากเป็นเมืองหลวงของประเทศและเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการสำคัญ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางนโยบาย เพื่อแก้ไขและป้องกันสถานการณ์การเผาป่าและหมอกควัน ภายในประเทศอินโดนีเซียเช่น กระทรวงป่าไม้และสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ รวมทั้งกลุ่ม NGOs ที่ทำงานด้านทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย นอกจากพื้นที่ในประเทศอินโดนีเซียแล้ว งานวิจัยฉบับนี้ยังมุ่งศึกษาหาข้อมูลเพื่อทราบถึง ผลกระทบที่ประเทศเพื่อนบ้านรอบอินโดนีเซียประสบจากการเผาป่าอย่างต่อเนื่อง อันส่งผลถึงปัญหามลพิษจากหมอกควัน คือ ประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และตอนใต้ของประเทศไทย รวมทั้งสำนักงานใหญ่อาเซียนเพื่อนำข้อมูลที่ได้รับมาบูรณาการในการศึกษาผลกระทบและแนวทางการแก้ไขของประเทศต่าง ๆ รวมทั้งการแก้ปัญหาภายใต้ข้อตกลงอาเซียนว่ามีประสิทธิภาพและสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าว ได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ อย่างไร วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาต้นเหตุของการเผาป่าในเขตหมู่เกาะสุมาตรา และกาลิมันตัน ในประเทศอินโดนีเซียที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน 2. เพื่อศึกษาบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบ ของรัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่นต่อการแก้ปัญหาการเผาป่า และหมอกควันข้ามแดนในเขตหมู่เกาะสุมาตรา และกาลิมันตัน 3. เพื่อศึกษาปัญหา และอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาการเผาป่าในในเขตหมู่เกาะสุมาตราและกาลิมันตัน 4. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแนวทางการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนภายใต้สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ อาเซียน อาทิ ข้อตกลงและกรอบความร่วมมือต่าง ๆ ที่จัดทำขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณพื้นที่ทางตอนใต้ของภูมิภาค แหล่งทุนสนับสนุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หน่วยงานที่ร่วมมือ กระทรวงป่าไม้และสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ รวมทั้งกลุ่ม NGOs ที่ทำงานด้านทรัพยากรธรรมชาติ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ระดับความร่วมมือ  ระดับนานาชาติ ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์ 1. เพื่อเข้าใจถึงต้นเหตุของการเผาป่าในเขตหมู่เกาะสุมาตราและกาลิมันตัน ประเทศอินโดนีเซีย ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นข้อมูลในการหาหนทางเพื่อการวางนโยบายป้องกันและแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม 2. เพื่อเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นของประเทศอินโดนีเซียในการแก้ไขปัญหาไฟป่าร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม 3. เพื่อนำข้อค้นพบในประเด็นปัญหาและอุปสรรคมาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐาน เพื่อกำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งในประเทศไทย อินโดนีเซีย และในระดับภูมิภาค 4. เพื่อผลักดันแนวทางการแก้ไขปัญหาไฟป่าภายใต้ข้อตกลงและกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค ไม่ใช่เพียงแค่ในประเทศอินโดนีเซีย แต่ในประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบริเวณพื้นที่ทางตอนใต้ของภูมิภาค Web link อำงอิงการดำเนินงาน  https://dric.nrct.go.th/index.php?/Search/SearchDetail/293566 SDG goal ที่เกี่ยวข้อง SDG 15 การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบก ชื่อบทความวิจัย Community Dialogs on the Probabilities of Community-based Mangrove Institution. ชื่องานวิจัย [...]

SDGs11

เป้าหมายที่  11: ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความครอบคลุม ปลอดภัย มีภูมิต้านทานและยั่งยืน (Make cities and human settlements inclusive, safe, resilient and sustainable) ปีงบประมาณ 2562 ชื่อกิจกรรม/โครงการ : โครงการ "สังคมดี วิถีชุมชน ณ ช่องกระเหรี่ยง" ที่มาและความสำคัญ  : ด้วยวิสัยทัศน์ของคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คือ “เชื่อมโยงและรับใช้สังคมอย่างรับผิดชอบและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและมีสุขภาวะ” ประกอบกับทางคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีทั้งนักศึกษาในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก โดยแบ่งออกเป็น 4 ภาควิชา ได้แก่ ภาควิชาสังคมศาสตร์ ภาควิชามนุษยศาสตร์ ภาควิชาศึกษาศาสตร์ และภาควิชาสังคมและสุขภาพ ประกอบกับปัจจุบันยังมีอีกหลายพื้นที่ในภาคตะวันตก ซึ่งอยู่ในภูมิภาคเดียวกับมหาวิทยาลัยมหิดล ยังมีความต้องการการพัฒนาทั้งทางด้านกายภาพและองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ที่สามารถนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีสุขภาวะที่ดีได้ ดังนั้น หน่วยกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ และหน่วยบริหารและส่งเสริมการวิจัย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้จัดโครงการ “สังคมดี วิถีชุมชน ณ ช่องกะเหรี่ยง” ขึ้น ณ ชุมชนบ้านหนองทราย ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี และ ชุมชนบ้านช่องกระเหรี่ยง ตำบลหนองหญ้า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเป็นการสร้างความตระหนักในการรับใช้สังคมอย่างรับผิดชอบและมีประสิทธิภาพ ให้กับอาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยผ่านกระบวนการบูรณาการองค์ความรู้จากทั้ง 4 ภาควิชา นำไปสร้างประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนั้น ยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม ให้เกิดความตระหนักถึงปณิธานของมหาวิทยาลัยมหิดล คือ “ปัญญาของแผ่นดิน” เพื่อเข้าไปร่วมในการนำองค์ความรู้สู่ชุมชน อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ในการทำงานร่วมกัน เสริมสร้างความเป็นผู้นำ เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดี ระหว่างองค์การทางการศึกษากับชุมชน และที่สำคัญเพื่อเป็นการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพให้กับผู้ร่วมกิจกรรม สามารถนำองค์ความรู้ที่ตนได้รับไปใช้ประโยชน์ในการรับใช้สังคมอย่างรับผิดชอบ และมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างให้สังคมเกิดเป็นสังคมที่เป็นธรรมและมีสุขภาวะ (อ่านเพิ่มเติม)

SDGs12

เป้าหมายที่ 12: สร้างหลักประกันให้มีรูปแบบการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (Ensure sustainable consumption and production patterns) ปีงบประมาณ 2562 ชื่อกิจกรรม/โครงการ : โครงการ "สังคมดี วิถีชุมชน ณ ช่องกระเหรี่ยง" ที่มาและความสำคัญ  : ด้วยวิสัยทัศน์ของคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คือ “เชื่อมโยงและรับใช้สังคมอย่างรับผิดชอบและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและมีสุขภาวะ” ประกอบกับทางคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีทั้งนักศึกษาในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก โดยแบ่งออกเป็น 4 ภาควิชา ได้แก่ ภาควิชาสังคมศาสตร์ ภาควิชามนุษยศาสตร์ ภาควิชาศึกษาศาสตร์ และภาควิชาสังคมและสุขภาพ ประกอบกับปัจจุบันยังมีอีกหลายพื้นที่ในภาคตะวันตก ซึ่งอยู่ในภูมิภาคเดียวกับมหาวิทยาลัยมหิดล ยังมีความต้องการการพัฒนาทั้งทางด้านกายภาพและองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ที่สามารถนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีสุขภาวะที่ดีได้ ดังนั้น หน่วยกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ และหน่วยบริหารและส่งเสริมการวิจัย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้จัดโครงการ “สังคมดี วิถีชุมชน ณ ช่องกะเหรี่ยง” ขึ้น ณ ชุมชนบ้านหนองทราย ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี และ ชุมชนบ้านช่องกระเหรี่ยง ตำบลหนองหญ้า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเป็นการสร้างความตระหนักในการรับใช้สังคมอย่างรับผิดชอบและมีประสิทธิภาพ ให้กับอาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยผ่านกระบวนการบูรณาการองค์ความรู้จากทั้ง 4 ภาควิชา นำไปสร้างประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนั้น ยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม ให้เกิดความตระหนักถึงปณิธานของมหาวิทยาลัยมหิดล คือ “ปัญญาของแผ่นดิน” เพื่อเข้าไปร่วมในการนำองค์ความรู้สู่ชุมชน อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ในการทำงานร่วมกัน เสริมสร้างความเป็นผู้นำ เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดี ระหว่างองค์การทางการศึกษากับชุมชน และที่สำคัญเพื่อเป็นการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพให้กับผู้ร่วมกิจกรรม สามารถนำองค์ความรู้ที่ตนได้รับไปใช้ประโยชน์ในการรับใช้สังคมอย่างรับผิดชอบ และมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างให้สังคมเกิดเป็นสังคมที่เป็นธรรมและมีสุขภาวะ (อ่านเพิ่มเติม) ปีงบประมาณ 2563 โครงการทอดผ้าป่าสีเขียว   ภารกิจหลักที่สำคัญของสถาบันอุดมศึกษาต้องปฏิบัติ คือ ภารกิจการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม เพื่อให้การดำเนินการตามพันธกิจด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์และมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นให้มีการดำเนินการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมทั้งในระดับบุคคล ระดับภาควิชา ระดับคณะ และระดับสถาบัน ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม อีกทั้งเป็นการธำรงไว้ซึ่งจารีตประเพณีอันดีงามและได้ส่งเสริมนำพาอาจารย์ นักศึกษาและบุคลากรของภาควิชา ได้มีโอกาสทำบุญ ได้รู้จักการเสียสละทุนทรัพย์เพื่อการกุศล อันจะส่งผลให้เกิดผลบุญขึ้นในจิตใจ เกิดความสงบสุข ความดีงามแด่ตนเองและหมู่คณะ ภาควิชาศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงจัดโครงการทอดผ้าป่าสีเขียว ในวันที่ 9 มีนาคม 2563 ณ วัดป่าสติปัฏฐานญาณสัมปันโน ศาลายา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสืบทอดประเพณีการทำบุญที่เป็นการทำนุบำรุงศาสนา และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยการทำบุญด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้วัดเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ชุมชนโดยรอบ ในการดำเนินโครงการครั้งนี้มีคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษาปัจจุบันในภาควิชาศึกษาศาสตร์ และผู้สนใจทั่วไป เข้าร่วมรวมจำนวน 30 คน เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของคณาจารย์ และนักศึกษา ในการทำนุบำรุงศาสนา และเป็นตัวอย่างของการอนุรักษ์จากการทำบุญด้วยของใช้ที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนรับทราบและเข้าใจถึงแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อ 12 แผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน (Responsible Consumption and Production) Web Link: https://www.facebook.com/1453826498214632/posts/2452473278349944/?d=n ปีงบประมาณ 2564 โครงการความร่วมมือการบริหารจัดการขยะภายใต้โครงการ Care the Whale ระหว่างคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยมหิดลมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาให้เป็นเมืองมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University) ที่มีสภาพแวดล้อมน่าอยู่ ควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของนักศึกษา บุคลากรและชุมชนโดยรอบ เพื่อให้การพัฒนาไม่หยุดเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป โดยปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในสำนักงานให้เป็นสำนักงานสีเขียว หรือที่รู้จักกันว่า “Green Office” จึงเป็นหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้ทุกส่วนงานได้ร่วมตระหนักถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม ในการนี้ คณะกรรมการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในสำนักงานสีเขียว (Green Office) และคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมในสำนักงานสีเขียว (Green Office) ของคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลเล็งเห็นถึงประโยชน์ของโครงการ Care the Whale ซึ่งเป็นโครงการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงมีกำหนดการเพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดการกำจัดขยะในสำนักสำนักงาน และให้บุคลากรตระหนักถึงปัญหาขยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (COVID-19) มีขยะที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ปัญหาความแปรปรวนด้านสภาพภูมิอากาศอันเกิดมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเกิดความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจากจุดยืนของคณะฯ ลดการสร้างขยะจากต้นทาง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดภาวะโลกร้อน [...]

SDGs8

เป้าหมายที่ 8: ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืน การจ้างงานเต็มที่ มีผลิตภาพ และการมีงานที่เหมาะสมสำหรับทุกคน (Promote sustained, inclusive and sustainable economic growth, full and productive employment and decent work for all) ปีงบประมาณ 2562 ชื่อบทความวิจัย การขับเคลื่อนนวัตกรรมการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ชื่องานวิจัย การพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อลดความเหลี่อมล้ำทางสังคม: กรณีศึกษาเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้ว ชื่อผู้วิจัย รองศาสตราจารย์ ดร. สมศักดิ์ อมรสิริพงศ์ คณะ/สาขาวิชา ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มาและความสำคัญ           แนวทางการพัฒนาประเทศไทยของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก ทำให้มีปัจจุบัน พบว่า มีการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของประเทศออกมาจากรัฐบาลหลายนโยบาย อาทิ นโยบายการส่งเสริมการลงทุนในเขตนิคมอุตสาหกรรม นโยบายรถคันแรก การกำหนดพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC: Eastern Economic Corridor) หรือแม้แต่การกำหนดพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ:  Special  Economic  Zones) เป็นต้น แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจเหล่านี้ล้วนส่งผลให้เกิดการขยายตัวของการใช้แรงงานมากขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนแรงงานนอกระบบและแรงงานนอกระบบผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีลักษณะที่สอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่เศรษฐกิจนอกระบบเติบโตสูงขึ้นเช่นเดียวกับจำนวนแรงงานสูงอายุอันเนื่องมาจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนาที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุเร็วที่สุด (UN Department of Economics  and social affairs ,2017) จากการคาดการณ์ในปี 2030 เมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้วจะยังไม่เป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง แต่มีสัดส่วนผู้สูงอายุในระดับสูงกว่าประเทศอื่นในอาเซียน (ยกเว้นประเทศสิงคโปร์) ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญการเพิ่มขึ้นของประชากรวัยสูงอายุจะก่อให้เกิดความต้องการสวัสดิการสังคมมากขึ้น เช่น การรักษาพยาบาล การดูแลผู้สูงอายุ ระบบบำนาญ เป็นต้น ขณะที่ระดับรายได้ต่อหัว/การออมของประชาชนยังอยู่ในระดับต่ำ (อาคม เติมพิทยาไพสิฐ,2558)ส่งผลให้แรงงานนอกระบบผู้สูงอายุที่เพิ่มขาดหลักประกันและสวัสดิการที่เหมาะสมการศึกษาจำนวนมากพบปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมในกลุ่มผู้สูงอายุ อาทิ ปัญหาการเข้าถึงระบบประกันสุขภาพโดยเฉพาะระบบประกันสังคมซึ่งมีข้อจำกัดเกี่ยวกับอายุของผู้ประกันตนรวมถึงระบบประกันสุขภาพอื่น ๆ อีก (ภุชงค์ เสนานุชและธนาชัย สุนทรอนันตชัย, 2561; วนิดา ดุรงค์ฤทธิชัย,กมลทิพย์ ขลังธรรมเนียมและนพนัฐ จำปาเทศ, 2561; มะลิวรรณ ปรินแคน และพัฒน์ศิณ สำเริงรัมย์, 2559) และปัญหาความเหลื่อมล้ำอื่น ๆ อีก โดยแนวทางการแก้ปัญหาต้องนำความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนเข้ามาช่วยเหลือทางสังคมประกอบกับการบูรณาการเข้ากับทุนทางสังคม ทางทางวัฒนธรรม และทรัพยากรชุมชนที่มีอยู่ด้วย (Amornsiriphong and Nomnian, 2018) การพัฒนาประเทศตามแนวทางของนโยบายการเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นและประเทศเข้ากับระบบเศรษฐกิจของภูมิภาคมีความสำคัญอย่างยิ่งก่อให้เกิดนโยบายการกำหนดพื้นที่ตามแนวชายแดนที่เป็นจุดเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบำนให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ประกอบกับประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และแรงงานจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในวัยผู้สูงอายุ และจัดอยู่ในกลุ่มที่เป็นแรงงานนอกระบบในภาคของเกษตรกรรมและการบริการ แรงงานผู้สูงอายุนอกระบบเหล่านี้ในประเทศมีจำนวนมากถึง 3,460,779 คิดเป็นเกือบร้อยละ 10 ของประชากรทั่งประเทศ เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone) เป็นพื้นที่ที่จัดตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะตามกฎหมาย เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริม สนับสนุน และอำนวยความสะดวก รวมทั้งให้สิทธิพิเศษบางประการในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของภาคอุตสาหกรรม ภาคพาณิชยกรรม ภาคการบริการ หรือกิจการอื่นใดที่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโดยประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่ 1/2558 ลงวันที่ 19 มกราคม พุทธศักราช 2558 เรื่องกำหนดพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ กำหนดให้มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ เขตเศรษฐกิจพิเศษตาก เขตเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร เขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว เขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา และเขตเศรษฐกิจพิเศษตราด ต่อมาได้มีประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 2 ลงวันที่ 24 เมษายน พุทธศักราช 2558 เพิ่มเติมอีก 5 จังหวัด ได้แก่ เขตเศรษฐกิจพิเศษหนองคาย เขตเศรษฐกิจพิเศษนราธิวาส เขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายเขตเศรษฐกิจพิเศษนครพนม และเขตเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรี รวมเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งหมด 10 พื้นที่จากการออกประกาศทั้งสองครั้ง จังหวัดสระแก้วเป็นจังหวัดที่ได้มีการประกาศให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษในกลุ่มระยะแรก จังหวัดสระแก้วเป็นจังหวัดชายแดนที่มีพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชาและเวียดนาม โดยมีมูลค่าการค้าชายแดนในรอบปีที่ผ่านมา (2557) มากกว่า 70,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยศักยภาพด้านทำเลที่ตั้ง และสภาพภูมิประเทศที่เหมาะแก่การส่งเสริมในการเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการขนส่งที่จะเชื่อมโยงภูมิภาคอินโดจีน รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษจึงกำหนดให้ท้องที่ตำบลท่าข้าม ตำบลบำนด่าน ตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ และตำบลผักขะ อำเภอวัฒนานคร เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว โดยทั้ง 4 ตำบลมีพื้นที่รวมมากกว่า [...]

SDGs7

เป้าหมายที่ 7: สร้างหลักประกันให้ทุกคนสามารถเข้าถึงพลังงานสมัยใหม่ที่ยั่งยืนในราคาที่ย่อมเยา (Ensure access to affordable, reliable, sustainable and modern energy for all) Your Content Goes Here

X