โครงการวิจัย Update

โครงการพัฒนารูปแบบการอภิบาลจัดการขยะสิ่งแวดล้อมในระดับท้องถิ่น ภายใต้กรอบการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs): กรณีศึกษาชุมชนใน อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี

คณะสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ ได้ริเริ่มโครงการการวิจัยเชิงพื้นที่โดยมีชื่อว่า ‘การพัฒนารูปแบบการอภิบาลจัดการขยะสิ่งแวดล้อมในระดับท้องถิ่น ภายใต้กรอบการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs): กรณีศึกษาชุมชนใน อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี’ ด้วยการประยุกต์แนวคิด ‘การร่วมผลิตทางสังคม’ (social co-production) ซึ่งคณะสังคมศาสตร์ฯ ได้มุ่งเน้นการทำงานกับภาคธุรกิจ-อุตสาหกรรม ภาคองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชนในพื้นที่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมผลิตและพัฒนารูปแบบ แนวทาง และนวัตกรรม การจัดการขยะชุมชนแบบมีส่วนร่วม ที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่และมีความยั่งยืน โดยมีรองคณบดีฝ่ายยุทธศาสตร์และพัฒนาระบบ รองศาสตราจารย์ ดร.สมศักดิ์ อมรสิริพงศ์ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย พร้อมด้วยคณาจารย์ในภาควิชาสังคมศาสตร์ ด้วยการสนับสนุนงบประมาณจากมหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบันทางคณะวิจัยได้เสร็จสิ้นการทำงานระยะที่ 1 การสำรวจข้อมูลพื้นฐานด้านการจัดการขยะของชุมชนเป้าหมายในเขตพื้นที่ตำบลวังศาลา วังขนาย และบ้านใหม่ เพื่อวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายของการจัดการขยะชุมชนแบบมีส่วนร่วมที่ยั่งยืน The faculty of social sciences and humanities has initiated the area-based research project entitled ‘Development of Model for Effective Local Waste Management and Environmental Preservation Under Sustainable Development Goals (SDGs): A Case Study of Tha Muang District, Kanchanaburi Province’ by its application of the concept of ‘social co-production’. The Faculty has collaborated with business-industry sector, local government organization and people. The objective is to co-produce and develop model, process and innovation that are appropriate and sustainable for waste management in the local context.  The Project, supported by Mahidol University, has led by vice-president of strategy and system development, Assoc. Prof. Dr. Somsak Amornsiriphong as the head of research team and the academic staff of the department of social sciences. The research team has up-to-date finished the survey on waste management in targeted areas in Tambol Wangsala, Wangkanai and Baan Mai, in order to analyze opportunities and challenges for community’s waste management by means of civil participation and sustainability. [...]

วิจัยเรื่องบทบาทและศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต) ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

รายงานการวิจัยเรื่อง บทบาทและศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต) ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ภัทรียา กิจเจริญ ภาควิชาสังคมและสุขภาพ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) เป็นผู้ปฏิบัติงานที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับสุขภาพของแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร โดย และ เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของการทำงานของอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยแบ่งผู้ให้ข้อมูลออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ 1) กลุ่มเจ้าหน้าที่สาธารณสุข โรงพยาบาลสมุทรสาคร จำนวน 3 คน ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก และ 2) กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 6 คน ใช้วิธีการสนทนากลุ่ม ผ่านล่ามชาวพม่า ผลการวิจัยพบว่าสรุป บทบาทหน้าที่สำคัญของอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คือรับการถ่ายทอดความรู้ที่เกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัส การป้องกันตัวเอง การปฏิบัติตัวในช่วงการแพร่ระบาด ข้อมูลทางด้านสาธารณสุข รวมถึงข่าวสารต่าง ๆ เพื่อมาบริการสำหรับประชากรต่างด้าว ในชุมชนต่างด้าว การประสานงาน เฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคทางสาธารณสุข ทั้งบริการเชิงรุก เชิงรับ โดยการควบคุม และได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข รวมทั้งการกระจายข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการรับวัคซีนในพื้นที่ การรวบรวมรายชื่อของแรงงานข้ามชาติที่ประสงค์จะเข้ารับการฉีดวัคซีนเพื่อประสานงานกับสถานพยาบาลในพื้นที่ สำหรับปัญหาและอุปสรรคการทำงานพบว่าปัญหา อุปสรรค และแนวทางในการป้องกันการระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 คือ กลุ่มแรงงานข้ามชาติขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคติดเชื้อและปัญหาในการสื่อสาร ซึ่งสื่อต่าง ๆ ที่ให้ข้อมูลข่าวสารเป็นภาษาไทย งบประมาณไม่เพียงพอ และบุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ รวมทั้งความสับสนทางข้อมูลการจัดสรรวัคซีนและความกังวลของแรงงานข้ามชาติในพื้นที่ Migrant health volunteers (MHVs) are key health workforce actors who play a substantial role in improving the health of migrants in Thailand. The objective of this study was to explore the roles of migrant health volunteers and to study the problems and obstacles of them during the COVID-19 pandemic in Samut Sakhon province. The qualitative research methods were employed by dividing the informants into 2 groups 1) In-depth interview was used with 3 public health officers of Samut Sakhon hospital and 2) the Focus Group Discussion through a Burmese interpreter was used with 6 migrant health volunteers. The results showed that the important roles of migrant health volunteers during the COVID-19 pandemic in Samut Sakhon province [...]

โครงการศึกษาแนวโน้มสถิติเรือนจำและประสบการณ์ในการกลับคืนสู่สังคมของผู้ต้องขังในประเทศไทยในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

โครงการศึกษาแนวโน้มสถิติเรือนจำและประสบการณ์ในการกลับคืนสู่สังคมของผู้ต้องขังในประเทศไทย ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โครงการศึกษาแนวโน้มสถิติเรือนจำและประสบการณ์ในการกลับคืนสู่สังคมของผู้ต้องขังในประเทศไทยในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้รับทุนสนับสนุนโครงการฯ โดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) มีเป้าหมายเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลแนวโน้มสถิติเรือนจำในช่วงปี พ.ศ. 2562-2564 และการเปรียบเทียบสถิติข้อมูลการกระทำผิดก่อนและหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมทั้งเพื่อศึกษาประสบการณ์ในการกลับคืนสู่สังคมของผู้ต้องขังในประเทศไทยในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ผลการศึกษาโครงการฯ นี้นำไปสู่ความเข้าใจการในการปรับตัวของผู้ต้องขังในการกลับคืนสู่สังคม ประสบการณ์ในการกลับคืนสู่สังคม ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ในการดำเนินชีวิตของผู้ต้องขังหลังปล่อย รวมทั้งปัจจัยที่นำไปสู่การกระทำผิดซ้ำและปัจจัยที่ช่วยให้ผู้ต้องขังกลับสู่สังคมอย่างประสบความสำเร็จในช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา-2019 ซึ่งผลการศึกษาเป็นประโยชน์อย่างมากในการนำไปสู่แนวทางในการพัฒนาระบบการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย และการติดตามพ้นโทษหลังปล่อย รวมทั้งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการลดการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังในอนาคต โดยโครงการฯ นี้จะสิ้นสุดในเดือนกันยายน 2565

โครงการศึกษาแนวทางการจัดการขยะอาหารอย่างบูรณาการและพัฒนาศักยภาพการจัดขยะอาหารในครัวเรือนอย่างยั่งยืน

“โครงการศึกษาแนวทางการจัดการขยะอาหารอย่างบูรณาการและพัฒนาศักยภาพการจัดขยะอาหารในครัวเรือนอย่างยั่งยืน” เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการสร้างต้นแบบเพื่อลดปัญหาขยะอาหารเชิงพื้นที่ในเมืองมรดกโลกพระนครศรีอยุธยาของรองศาสตราจารย์ ดร.ภัทรานิษฐ์ ศรีจันทราพันธุ์ โดยได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) ซึ่งผลลัพธ์และความคุ้มค่าของงานวิจัยที่ได้รับ คือ ชุมชนสามารถลดขยะอาหารในครัวเรือนได้ และ สามารถที่จะประเมินความสามารถของตนเองในการจัดการขยะอาหารในครัวเรือน/ชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่การจัดการเชิงนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ของชุมชนในการจัดการขยะอาหาร การกำจัดขยะอาหาร และการจัดการขยะชุมชนของพื้นที่มรดกโลก นอกจากนั้น ยังเป็นลดงบประมาณของพื้นที่ในการจัดการและกำจัดขยะอาหารลงเป็นอันมาก และยังลดผลกระทบทางอนามัยสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากขยะอาหารที่มีเป็นจำนวนมากของในพื้นที่ รวมถึงการส่งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นเมืองมรดกโลกให้งดงามอย่างยั่งยืน

STEAM APPROACH FOR IMPROVING 21ST CENTURY SKILLS OF MULTICULTURAL STUDENTS ATTENDING INCLUSIVE CLASSROOM IN BANGKOK, THAILAND

STEAM APPROACH FOR IMPROVING 21ST CENTURY SKILLS OF MULTICULTURAL STUDENTS ATTENDING INCLUSIVE CLASSROOM IN BANGKOK, THAILAND                                                                                                                          Asst. Prof. Dr. Sovaritthon Chansaengsee                                                                                                                 Department of Education, Mahidol University As no one must be left behind, the disabilities or ones with difficulties to access the information or education would be recognized as the priorities to obtain the opportunity in education. In the case of Thailand, there are not enough spaces for these priorities to access the proper education; therefore, this might be both the starting point and turning point of education in the country. An inclusive classroom is one of the effective solutions aiming to promote equality and quality in the society. The inclusive classroom allows both general education teachers and special education teachers to work together to respond to the actual needs of students. Additionally, blending special need students into the classroom with other students could help enhance most 21st century skills of the students, namely, collaboration, communication, and social and cultural awareness.

Boredom in Online Activity during COVID-19 Outbreak Causing Dysfunctional Behaviors of Adolescent Students: Phenomenological Study to the Creation of Virtual Reality Classroom

Boredom in Online Activity during COVID-19 Outbreak Causing Dysfunctional Behaviors of Adolescent Students: Phenomenological Study to the Creation of Virtual Reality Classroom Asst. Prof. Dr. Sovaritthon Chansaengsee Department of Education Granted by Faculty of Social Sciences and Humanities, Mahidol University Boredom is the phenomenon most adolescent students have been struggling, especially during the pandemic that they were regularly mandated to stay in new normal way. Boredom is a common academic feeling that causes students feel less eager to engage in online class activities especially during the pandemic. During the COVID-19 crisis, online learning and online activities play a high role, especially among teenagers which most schools in Thailand have started to offer online tuition in order to keep teaching and learning going; however, boredom with online activities especially online learning has occurred. Fortunately, the combination of VR into online class sounds optimistic as this technology can guarantee the excitement of the lesson. Several educators have implemented VR to promote students’ intrinsic motivation and most become successful. The richer learning environment provided in VR helps students accumulate interesting learning experience online with the flourishing characteristics of immersion, interaction, and imagination, and it encourages deeper learning of students. This project granted [...]

โครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้พิการทางการเห็นในการคัดแยกขยะหน้ากากอนามัยเพื่อลดการระบาดของ COVID-19 ผ่านถังขยะเพื่อการคัดแยกขยะสำหรับทุกคน

“โครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้พิการทางการเห็นในการคัดแยกขยะหน้ากากอนามัยเพื่อลดการระบาดของ COVID-19 ผ่านถังขยะเพื่อการคัดแยกขยะสำหรับทุกคน” เป็นโครงการขยายผลต่อยอดนวัตกรรมถังขยะของผู้พิการทางการเห็นของผู้พิการทางเห็น ไปสู่โรงเรียนสอดคนตาบอด 14 แห่งทั่วประเทศของรองศาสตราจารย์ ดร.ภัทรานิษฐ์ ศรีจันทราพันธุ์ โดยได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งผลลัพธ์และความคุ้มค่าของงานวิจัยที่ได้รับ คือ ด้านวิชาการ: นักเรียนพิการทางการเห็นมีความรู้จนสามารถมีส่วนร่วมในการคัดแยกขยะหน้ากากอนามัยตั้งแต่ต้นทางด้วยนวัตกรรมถังขยะฯ ซึ่งเป็นการช่วยลดการระบาดของโรค COVID-19 ในกลุ่มผู้พิการทางการเห็น ด้านสังคม: ทำให้คุณภาพชีวิต สุขภาพอนามัย และสิ่งแวดล้อมของนักเรียนและบุคลากรในโรงเรียนสอนคนตาบอดดีขึ้น วัดจากปริมาณขยะถูกทิ้งอย่างถูกประเภท และ ควบคุมการแพร่กระจายเชื้อโรคจากการที่ขยะหน้ากากอนามัยถูกทิ้งอย่างเหมาะสม ด้านเศรษฐกิจ: นักเรียนพิการทางการเห็นสามารถสร้างรายได้จากการคัดแยกขยะรีไซเคิล

โครงการประชุมความร่วมมือเครือข่าย STS Cluster ประจำปี พ.ศ. 2563

(สรุปเนื้อหาสำหรับเผยแพร่ในเว็บไซต์คณะสังคมฯ ในส่วนของสำนักวิจัยฯ) โครงการประชุมความร่วมมือเครือข่าย STS Cluster ประจำปี พ.ศ. 2563     สืบเนื่องจากการที่คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ดำเนินการจัดการประชุม STS Cluster ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างเครือข่ายนักวิจัยและนักวิชาการจากต่างสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญในหลากหลายสาขาในประเด็นที่สัมพันธ์กับ Science, Technology and Society (STS) ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแง่มุมเชิงสังคมของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาโครงการวิจัยร่วมกันเพื่อนำโครงการดังกล่าวเสนอแหล่งทุนสนับสนุนการวิจัยในอนาคต ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาว ต่อมาในปี พ.ศ. 2563 ได้มีการดำเนินงาน “โครงการประชุมความร่วมมือเครือข่าย STS Cluster ประจำปี พ.ศ. 2563” เพื่อสานต่อโครงการในปีก่อนหน้า โดยมีเป้าหมายคือการขยายเครือข่าย และจัดกิจกรรมกับองค์กรและหน่วยงานในภาคส่วนของรัฐบาลและเอกชน รวมถึงมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาอื่นในประเทศเพื่อสร้างพื้นที่ในการพูดคุยและวางแผนการวิจัยในอนาคต อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานของ STS Cluster มีลักษณะเป็นการทำงานระยะยาว มีความท้าทายอยู่ที่การพยายามรวมกลุ่มนักวิชาการและบุคคลที่มาจากหลากหลายหน่วยงาน และหลากหลายความเชี่ยวชาญ การสร้างพื้นที่และกิจกรรมเพื่อให้เกิดการพูดคุยและสร้างเป็นเครือข่าย รวมถึงการสร้างองค์ความรู้เพื่อเผยแพร่สารธารณะจึงเป็นเป้าหมายของโครงการปี พ.ศ. 2563 ผลลัพธ์ของโครงการนี้คือการจัดทำสื่อออนไลน์ที่เป็น blog ของ STS Cluster เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ทำให้การสร้างพื้นที่กิจกรรมระหว่าง STS Cluster กับหน่วยงานต่าง ๆ ขาดความต่อเนื่อง สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 จึงเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่ทำให้การวางแผนงานต่าง ๆ ต้องมีการปรับเปลี่ยน ระงับไว้ หรือเลื่อนออกไป ทำให้ทางโครงการจำเป็นต้องดำเนินงานในลักษณะการเสวนาวิชาการออนไลน์ โดยเชิญนักวิจัย นักวิชาการ จากหลากหลายสถาบัน เข้าร่วมเป็นวิทยากร โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายเครือข่ายนักวิชาการและเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ และยังคงยึดผลลัพธ์เดิมคือการจัดทำสื่อออนไลน์ที่เป็น blog ของ STS Cluster ดังที่กล่าวมาแล้วว่าโครงการประชุมความร่วมมือเครือข่าย STS Cluster ประจำปี พ.ศ. 2563 มีความมุ่งหวังจะต่อยอดและขยายเครือขยายนักวิจัย เพื่อร่วมประชุม เสวนา สร้างองค์ความรู้ STS แม้จะมีนักวิชาการบางส่วนในประเทศไทยที่ได้ทำงานและวิจัยเกี่ยวกับ STS อยู่ก่อนแล้ว แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่าในประเทศไทยยังไม่ค่อยมีหลักสูตรหรือกลุ่มนักวิชาการ STS โดยตรง ประเด็นด้าน STS แม้จะไม่ใช่ประเด็นใหม่ในต่างประเทศ แต่ในประเทศไทยมีการพูดถึงน้อยมาก นอกจากนี้ เป็นไปได้ว่ามีนักวิจัยในประเทศไทยจำนวนหนึ่งทำวิจัยใน “ประเด็น” ที่เกี่ยวข้องกับ STS อยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้นิยามว่าเป็นศาสตร์ในสาขา “STS” เนื่องจากสาขาวิชา STS มีอยู่ในระดับสากลในหลายมหาวิทยาลัยและเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าเป็นศาสตร์แบบสหวิทยาและมีลักษณะพลวัต การพูดคุยถึงความเป็นศาสตร์ของ STS จึงเป็นเรื่องสำคัญ และควรจะเป็นบทบาทที่เกิดขึ้นอย่างข้ามศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกปัจจุบันที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีส่วนเกี่ยวพันกับเป้าหมายและปัญหาเชิงสังคม อย่างไรก็ตาม การพูดคุยและเสวนาในประเด็น STS มีข้อท้าทายและอุปสรรคบางประการ เช่น การเปิดพื้นที่แบบสหวิทยาเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา นักวิทยาศาสตร์และนักเทคโนโลยีจะมีกรอบคิดอย่างหนึ่ง ในขณะที่นักสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ก็มีกรอบคิดอีกอย่างหนึ่ง การพยายามเข้าในมุมมองของอีกฝ่ายจึงเป็นเรื่องที่ต้องเปิดพื้นที่ พูดคุย ประชุมหรือเสวนาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นเป้าหมายระยะยาว แตกต่างจากโครงการประเภทที่มีความเป็นศาสตร์เฉพาะสาขาใดสาขาหนึ่งที่มีความคงที่และชัดเจนอยู่แล้ว การสร้างเครือข่าย STS จึงต้องการความเข้าใจ ความมุ่งมั่น รวมถึงการวางแผนในระยะยาว รายละเอียดกิจกรรมเสวนาออนไลน์ที่ได้ดำเนินการภายใต้โครงการนี้ ลำดับ กิจกรรม 1 งานเสวนาอย่างเป็นกันเอง “Saturday Playground: ชวนศิลป์-วิทย์ คิดข้ามสาย” วันเสาร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 13.00-16.00 น. ณ ห้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ชั้น 14 อาคารจตุรัสจามจุรี ถนนพระราม 4 กรุงเทพฯ 2 การเสวนาออนไลน์เรื่อง “Sci-Fi: พลังการสื่อสารแง่คิดวิทยาศาสตร์กับจินตนาการทางสังคม” วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563 เวลา 19:00 – 21:00 น. ผ่าน Zoom Webinar และ Facebook Live ลิงก์ชมการเสวนาออนไลน์: https://fb.watch/5wkzNBy_cT/   วิทยากรร่วมเสวนา: ·       อาจวรงค์ จันทมาศ - นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ·       [...]

ความเสี่ยงและแนวทางการปรับตัวของภาคส่วนการท่องเที่ยวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเขตพื้นที่มรดกโลก, อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วัดระดับความรู้ความเข้าใจเรื่องความเสี่ยงและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียของภาคส่วนการท่องเที่ยว 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความเสี่ยงของภาคส่วนการท่องเที่ยวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเขตพื้นที่มรดกโลก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 3) ศึกษาความเสี่ยงของภาคส่วนการท่องเที่ยวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเขตพื้นที่มรดกโลก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 4) เพื่อเสนอแนวทางการปรับตัวของภาคส่วนการท่องเที่ยวต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในเขตพื้นที่มรดกโลก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  เป็นการศึกษาที่ใช้เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถาม (Questionnaire) เทคนิค delphi และ การสนทนากลุ่ม ผลการศึกษาของการวิจัย พบว่า ระดับความรู้ความเข้าใจเรื่องความเสี่ยงและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียของภาคส่วนการท่องเที่ยวในเขตพื้นที่มรดกโลก, อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาอยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 78  โดยความเสี่ยงของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือ น้ำท่วม อุณหภูมิสูง และภัยแล้ง อยู่ระดับสูง ระดับกลาง และระดับต่ำ ตามลำดับ ในขณะที่ความสามารถในการปรับตัวต่อความเสี่ยงของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ในระดับต่ำในทุกความเสี่ยงของผลกระทบ โดยแนวทางการปรับตัวของภาคส่วนการท่องเที่ยวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควรดำเนินตั้งแต่ 1) ปรับทิศทางยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวให้มีความเกี่ยวข้องกับการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2) ปรับวิธีการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนา โดยการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างช่องทางการสื่อสารและ  การตัดสินใจร่วมกันระหว่างหน่วยงานในพื้นที่อย่างชัดเจนและเกิดประสิทธิภาพ และ 3) สร้างกลไกใหม่ในการลดการพึ่งพาสภาพภูมิอากาศ เช่น ส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวด้วยสื่อสังคมออนไลน์เพื่อสร้างมิติการท่องเที่ยวแบบใหม่ พัฒนาโปรแกรมทัวร์เพื่อสร้างทางเลือกและลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้งบประมาณน้อยมาก และองค์กรธุรกิจสามารถดำเนินการได้เอง โดยเป็น  การสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าเพื่อยังคงรักษาระดับรายได้ รักษาทุนทางวัฒนธรรมของพื้นที่ไว้ได้อย่างยั่งยืนต่อไป

การพัฒนารูปแบบบริการสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์และสุขภาวะทางเพศที่มีความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม ในกลุ่มแรงงานข้ามชาติลาวนอกระบบ

การพัฒนารูปแบบบริการสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์และสุขภาวะทางเพศที่มีความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม ในกลุ่มแรงงานข้ามชาติลาวนอกระบบ Developing Cultural Sensitive Sexual and Reproductive Health Care System for undocumented Laos Migrant workers in Cross-border นักวิจัย: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.โธมัส กวาดามูซ คุณากร การชะวี นัฐวุฒิ สิงห์กุล ณภัทร จันทสุข และ ณัฐรัชต์ สาเมาะ ดำเนินการโดย: ศูนย์ศึกษานโยบายสาธารณสุข สวัสดิการและสังคม คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล สนับสนุนโดย: โครงการวิจัยได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากเงินรายได้มหาวิทยาลัยมหิดล ประจำปีงบประมาณ 2557 ระยะเวลา: 1 ปี คำโปรย: งานวิจัยชิ้นนี้ได้มีความพยายามที่จะ 1) ศึกษาปัญหาสุขภาพอนามัยเจริญพันธ์และสุขภาวะทางเพศของแรงงานข้ามชาติลาวนอกระบบหญิงและชาย 2 ) อธิบายมิติทางชาติพันธุ์ สังคมและวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อปัญหาสุขภาพอนามัยเจริญพันธ์และสุขภาวะทางเพศของแรงงานข้ามชาติลาวนอกระบบหญิงและชายและ 3) หารูปแบบระบบบริการสุขภาพที่ละเอียดอ่อนต่อมิติเชิงชาติพันธุ์ วัฒนธรรมและสังคม ของแรงงานข้ามชาติลาว โดยใช้วิธีวิทยาการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งมีพื้นที่ในการศึกษาอยู่ในเขตจังหวัดอุดรธานี ในอำเภอเมือง อำเภอกุมภวาปี อำเภอนายูง โดยทำการสัมภาษณ์แบบเรื่องเล่า สนทนากลุ่มและสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการกับกลุ่มเป้าหมายดังนี้ แรงงานลาวในภาคบริการ จำนวน 56 คน แรงงานลาวในภาคเกษตรกรรม จำนวน 17 คน การสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายอื่นๆ ในชุมชน จำนวน 31 คน ได้แก่ ผู้ประกอบการ, เจ้าหน้าที่องค์กรเอกชน, เจ้าหน้าที่ภาคประชาสังคม, เจ้าหน้าที่ในระบบสาธารณสุขของรัฐ, ชาวบ้านในชุมชน, เจ้าหน้าที่ภาครัฐ            (การปกครองส่วนท้องถิ่น) เพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า(Triangulation) Attachments

X