SDGs15

SDGs15

เป้าหมายที่ 15:  ปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ต่อสู้กับการกลายสภาพเป็นทะเลทราย หยุดการเสื่อมโทรมของที่ดินและฟิ้นสภาพกลับมาใหม่ และหยุดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Protect, restore and promote sustainable use of terrestrial ecosystems, sustainably manage forests, combat desertification, and halt and reverse land degradation and halt biodiversity loss)

ปีงบประมาณ 2562

ชื่อบทความวิจัย การเผาป่า และหมอกควันข้ามแดน: กรณีศึกษาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันในประเทศอินโดนีเซีย
ชื่องานวิจัย การเผาป่า และหมอกควันข้ามแดน: กรณีศึกษาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันในประเทศอินโดนีเซีย
ชื่อผู้วิจัย รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์ และคณะ
คณะ/สาขาวิชา  ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่มาและความสำคัญ           มลพิษจากหมอกควันข้ามแดนเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคอาเซียนซึ่งมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันในแต่ละปีสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากการตัดไม้ทำลายป่าและเผาป่าไม้ในบริเวณพื้นที่ขนาดกลางจนกระทั่งถึงขนาดใหญ่ เพื่อเป็นการถางพื้นที่เตรียมที่ดินในการเพาะปลูกพืชทางการเกษตร เช่น ไม้เนื้อแข็งเพื่อนำเยื่อไม้ไปทำกระดาษ ยางพารา และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ปาล์มน้ำมัน พื้นที่ที่ถูกเผาบางส่วนถูกเผาโดยชาวนาหรือชาวสวนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แต่ในขณะเดียวกันบางพื้นที่ที่ถูกเผาเป็นบริเวณกว้างอยู่ในเขตพื้นที่ของบริษัทที่ทำอุตสาหกรรมทางการเกษตรขนาดใหญ่ การเผาพื้นที่แบบผิดกฎหมายลักษณะนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่ประเทศอินโดนีเซีย หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องเชื่อว่าเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหามลพิษจากหมอกควันข้ามแดนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ขอบเขตพื้นที่การศึกษา            งานวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นศึกษาวิจัยในพื้นที่เกาะสุมาตรา และกาลิมันตัน ประเทศอินโดนีเซีย

เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เกิดการเผาป่าจนก่อปัญหามลพิษจากหมอกควันไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ และยังแพร่กระจายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยคณะวิจัยจะให้ความสำคัญกับเมืองริอู (Riau) ที่ตั้งอยู่บนเกาะสุมาตรา และเมืองปารังกัน รายา (Palangka Raya) ในหมู่เกาะกาลิมันตัน เนื่องจากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเกิดไฟป่าหรือการเผาป่ารวมทั้งปัญหามลพิษจากหมอกควันในบริเวณพื้นที่เมืองริอู (Riau) และพื้นที่เมืองปารังกัน รายา (Palangka Raya) อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้คณะวิจัยยังให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูลในเมืองจาการ์ตา (Jakarta) ประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากเป็นเมืองหลวงของประเทศและเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการสำคัญ

ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางนโยบาย เพื่อแก้ไขและป้องกันสถานการณ์การเผาป่าและหมอกควัน

ภายในประเทศอินโดนีเซียเช่น กระทรวงป่าไม้และสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ รวมทั้งกลุ่ม NGOs ที่ทำงานด้านทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย

นอกจากพื้นที่ในประเทศอินโดนีเซียแล้ว งานวิจัยฉบับนี้ยังมุ่งศึกษาหาข้อมูลเพื่อทราบถึง

ผลกระทบที่ประเทศเพื่อนบ้านรอบอินโดนีเซียประสบจากการเผาป่าอย่างต่อเนื่อง อันส่งผลถึงปัญหามลพิษจากหมอกควัน คือ ประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และตอนใต้ของประเทศไทย รวมทั้งสำนักงานใหญ่อาเซียนเพื่อนำข้อมูลที่ได้รับมาบูรณาการในการศึกษาผลกระทบและแนวทางการแก้ไขของประเทศต่าง ๆ รวมทั้งการแก้ปัญหาภายใต้ข้อตกลงอาเซียนว่ามีประสิทธิภาพและสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าว ได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ อย่างไร

วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาต้นเหตุของการเผาป่าในเขตหมู่เกาะสุมาตรา และกาลิมันตัน ในประเทศอินโดนีเซียที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน

2. เพื่อศึกษาบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบ ของรัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่นต่อการแก้ปัญหาการเผาป่า และหมอกควันข้ามแดนในเขตหมู่เกาะสุมาตรา และกาลิมันตัน

3. เพื่อศึกษาปัญหา และอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาการเผาป่าในในเขตหมู่เกาะสุมาตราและกาลิมันตัน

4. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแนวทางการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนภายใต้สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ อาเซียน อาทิ ข้อตกลงและกรอบความร่วมมือต่าง ๆ

ที่จัดทำขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณพื้นที่ทางตอนใต้ของภูมิภาค

แหล่งทุนสนับสนุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
หน่วยงานที่ร่วมมือ กระทรวงป่าไม้และสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ รวมทั้งกลุ่ม NGOs ที่ทำงานด้านทรัพยากรธรรมชาติ
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ระดับความร่วมมือ  ระดับนานาชาติ
ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์ 1. เพื่อเข้าใจถึงต้นเหตุของการเผาป่าในเขตหมู่เกาะสุมาตราและกาลิมันตัน ประเทศอินโดนีเซีย

ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นข้อมูลในการหาหนทางเพื่อการวางนโยบายป้องกันและแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

2. เพื่อเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นของประเทศอินโดนีเซียในการแก้ไขปัญหาไฟป่าร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

3. เพื่อนำข้อค้นพบในประเด็นปัญหาและอุปสรรคมาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐาน เพื่อกำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งในประเทศไทย อินโดนีเซีย และในระดับภูมิภาค

4. เพื่อผลักดันแนวทางการแก้ไขปัญหาไฟป่าภายใต้ข้อตกลงและกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค ไม่ใช่เพียงแค่ในประเทศอินโดนีเซีย แต่ในประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

ในบริเวณพื้นที่ทางตอนใต้ของภูมิภาค

Web link อำงอิงการดำเนินงาน  https://dric.nrct.go.th/index.php?/Search/SearchDetail/293566
SDG goal ที่เกี่ยวข้อง SDG 15 การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบก
ชื่อบทความวิจัย Community Dialogs on the Probabilities of Community-based Mangrove Institution.
ชื่องานวิจัย การประยุกต์ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อจัดสถาบันการจัดการป่าชายเลนที่เหมาะสม
ชื่อผู้วิจัย รองศาสตราจารย์ ดร.ทัศนีย์ อุ่นวิจิตร
คณะ/สาขาวิชา ภาควิชาศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่มาและความสำคัญ           Local mangrove communities could be presumed to have the strongest incentives to protect the quality of their environment for their own quality of life. Gaining food, herbs, fuels, fodder, and base materials for their living, health, and shelters from the mangroves, the communities are likely to manage their mangroves in a holistic way, balancing the social, economic, and environmental ramifications without trading off any of it for their sustainable living. They have been viewed as environmental stewards, not destroyers (Peluso, 1992). There is evidence that they can manage mangroves without government oversight (Smith & Berkes, 1993) and that their practices could enrich mangroves over time (Fairhead & Leach, 1996). However, mangrove degradation in Thailand is still continually reported as worrisome. Mangrove reservation in the 24 coastal provinces has dwindled by half from 3,679 square kilometers in 1961 to 1,676 square kilometers with observable declining density and fertility (Department of Marine and Coastal Resources of Thailand, 2015). The fragile tidal ecological systems have been unable to withstand urbanization, industrialization, over-exploitation, and pollution. Each year, mangroves have been disappearing by about 5 percent or an equivalent of USD 2.3 million (Janekarnkij, 2010) using environmental cost accounting. This may reflect that there are problems with community participation in mangrove management.

Arnstein (1969) classified people participation in development into levels, ranging from passive and tokenistic participation under which the state directly manipulated, offered therapy, informed, consulted, or placated local people to the active participation under which the state formed a partnership, delegated power, or allowed citizen control. At least 178 governments around the world, including the Thai government, agreed to achieve the highest level of people participation when they endorsed the historic 1992 Rio Declaration. At the national level, since the 10th National Development Plan, the state has accepted the necessity to allow local communities to participate in mangrove management. The constitutions, environmental and administrative laws, and regulations issued ever since have re-affirmed that the environmental management mandate must be transferred to local administrative organizations.

Despite such aspirations and ceaseless efforts, the available literature indicates that while considerable works have been undertaken regarding the application of technological and managerial innovations and the impacts of government policies, much less attention has been paid to understanding what local communities face when they try to increase their participation and develop a community-based institution. Kanchanaphan (2000) remarked that research targeting community institutional development was deplorably overlooked and fraught with power relations.

In order to understand what has led to such a grim situation, it is intriguing to investigate the mangrove management situation from the bottom-up perspective, that is, from the perspective of local communities. Answers are needed to questions such as to what extent the local communities are actually participating in mangrove management, what has led to such a level of participation, and what avenues are available for them to participate in mangrove management. These would yield understanding of the gaps in local participation, and on the probability of promoting more active participation, particularly in the guise of a community-based institution (CBI) for mangrove management. Additional knowledge obtained from the investigation would add to the literature related to the evolution of commons management institutions and prescription for the empowerment of local communities to be in charge of their environmental management.

ขอบเขตพื้นที่การศึกษา:           In order for in-depth understanding regarding the probabilities of a true CBI for mangrove management, this study was based on the case of a mangrove community situated at the mouth of the Krabi River in southern Thailand. A comparison of the 1967 and current maps indicated a drastic shrinkage of mangroves in this second largest patch of mangrove in Thailand. Tambon Klong Prasong covered an area of 26 km2 and was populated by 884 households or 5,000 residents with shared religious belief and close familial ties. The major occupations in the community were near-shore fishery and eco-tourism. Three villages were included in the research based on their adjacency and the consent of prospective research participants. The study comprised two stages. The first stage aimed to understand to what extent the local residents had been involved in local mangrove management. Community residents socially identified as knowledgeable or highly related to local mangroves were interviewed with regard to the history of life in the community and their observations about mangrove management over the past seven decades. Data on images of mangrove management as well as existing management institutions saturated after 17 informants identified by the snowball technique were interviewed. Data were then categorized to illustrate the shifting concerns and actions in local mangrove management and underwent member checking at a public forum attended voluntarily by 28 residents.

The second stage featured an action research with two series of dialogs being held in each of the three villages so that community residents had opportunities to deliberate local details and create their mangrove management institution. Special facilitating techniques were improvised based on the results of the first stage of the study in order to invite and inspire a total of 59 residents to voluntarily review their dormant knowledge, to recognize their common problems, and to visualize their desirable CBI. The dialogs were capped with an integrative dialog at the office of the Tambon Administrative Organization (TAO) in order to decide on the probabilities of their CBI by integrating it with the organization. Efforts were made to recruit a diversity of dialog participants by considering their natural, political, and religious roles in mangrove management and demographics. In the dialogic process, the researchers served as neutral facilitators encouraging the participants to share their knowledge and ideas to construct a common knowledge base and to conceive what they considered as an institution suitable for them. Support was given only when necessary or as requested by the participants. Notations of the intra- and inter-village processes were categorized to portray the operationalization of the improvised techniques for dialog facilitation, major issues emerging in the dialogs, differences in the context and management capacity across villages, and the internal factors that influence the probabilities for the community to realize their desirable CBI.

วัตถุประสงค์ 1. To understand the momentum of community roles in mangrove management over the past seven decades.

2. To devise a dialogic learning process for the community to create a community-based institution (CBI) for mangrove management.

3. To identify the internal factors that influenced the probabilities for the community to realize their desirable CBI choice.

แหล่งทุนสนับสนุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
หน่วยงานที่ร่วมมือ
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ระดับความร่วมมือ  ระดับชาติ
ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์           Without previous decision roles in mangrove management, the capacity of the local residents to manage their mangroves under the study was assessed as uncertain. A way to confirm their capacity was to provide opportunities for them to engage in public dialogs on how they would proceed with their mangrove management. The L-ICM Model was efficacious in enhancing the institutional capacity of some local residents. Some other residents, however, needed continued engagement in dialogs so that they could understand the benefits of institutional changes and develop systematic self-organization. A rush to put in place a claimed CBI would only turn it into an untoward tool for exploitation of the mangroves. The more they engaged in the institutional development or dialogic process, the greater the capacity they could have for embarking on an active role in sustainable mangrove management. Continued dialogs are pivotal for change toward a true CBI for mangrove management. For further facilitation of the dialogs in some lagging villages, it is recommended to consider building up integrated dialogs from small neighborhood group discussions, as such arrangements could be more effective than a village-wide forum in widening the involvement and understanding of community action regarding mangrove management.
Web link อำงอิงการดำเนินงาน https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2452315118303618
SDG goal ที่เกี่ยวข้อง: SDG 15 Life on Land

ปีงบประมาณ 2563

ชื่องานวิจัย จัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่แหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง
ชื่อผู้วิจัย รองศาสตราจารย์ ดร. ภัทรานิษฐ์ ศรีจันทราพันธุ์
คณะ/สาขาวิชา ภาควิชาศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่มาและความสำคัญ
วัตถุประสงค์ 1. เพื่อวิเคราะห์-สังเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน และเพื่อประเมินศักยภาพ สถานภาพ และข้อจำกัดของพื้นที่เพื่อใช้ในการจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่แหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้งให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับข้อผูกพันของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ

2. เพื่อให้มีกรอบทิศทางและเป้าหมายในการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่แหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง

3. เพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นของรัฐและภาคีต่าง ๆ สำหรับการอนุรักษ์และพัฒนาที่มรดกโลกทางธรรมชาติตามแนวทางการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลก

ขอบเขตพื้นที่การศึกษา เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง
แหล่งทุนสนับสนุน ศูนย์ประสานงานมรดกโลกทางธรรมชาติเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง
หน่วยงานที่ร่วมมือ ศูนย์ประสานงานมรดกโลกทางธรรมชาติเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง
ระดับความร่วมมือ ระดับชาติ
ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์ มีกระบวนการมีส่วนร่วมแบบบูรณาการร่วมกันระกว่างหน่วยงานอื่นของรัฐและภาคีต่าง ๆ สำหรับการอนุรักษ์และพัฒนาที่มรดกโลกทางธรรมชาติตามแนวทางการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลก
การตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (17 SDGs) SDG 15 การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบก
Web link การดำเนินงาน http://paro12.dnp.go.th/paro12/index.php/footer/8-2563/61-9-63-1

โครงการเสวนาวิชาการเรื่อง “ศึกษาศาสตร์กับการพัฒนาที่ยั่งยืนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม”

ครบรอบ 50 ปี คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

 

ภารกิจหลักในการจัดการศึกษา ส่งเสริม และพัฒนาวิชาการของภาควิชาศึกษาศาสตร์นั้น เป็นไปเพื่อการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตและทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นที่ยอมรับของสังคม มุ่งสู่ความเป็นเลิศในระดับชาติและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ในวาระครบรอบ 50 ปี ของคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ภาควิชาศึกษาศาสตร์ดำเนินการจัดเสวนาเชิงวิชาการ เรื่อง “ศึกษาศาสตร์กับการพัฒนาที่ยั่งยืนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” ในวันที่ 12 ธันวาคม 2562 ณ ห้องประชุม ชั้น 5 คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อชี้ให้เห็นว่าการศึกษาที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาประเทศ เป็นกลไกในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศมุ่งไปสู่ความยั่งยืน โดยมีการเชิญวิทยากรที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับงานศึกษาศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาร่วมบรรยาย พร้อมทั้งผู้ประสบความสำเร็จจริงในการนำความรู้ศึกษาศาสตร์ไปบูรณาการกับงานในสายอาชีพจนเป็นที่ยอมรับในวงกว้างเข้าร่วมเสวนาในครั้งนี้ด้วย นอกจากนี้จะมีการจัดทำโปสเตอร์เพื่อประชาสัมพันธ์งานครบรอบ 50 ปี ของคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

การจัดโครงการครั้งนี้ มีคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา และบุคคลที่สนใจทั่วไป จำนวน 119 คน เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมสัมมนามีสัมพันธสัญญาร่วมกันในการร่วมมือต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนรับทราบและเข้าใจถึงแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อ 14 การใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเล (Life below Water) และข้อ 15 การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบก (Life on Land)

Web Link: https://sh.mahidol.ac.th/?p=8193

2021-09-01T14:37:41+07:00
X