Goal 17: Partnerships for the Goals

ปีงบประมาณ 2562

ชื่อบทความวิจัย ยุทธศาสตร์นโยบายการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) กับสถานการณ์ที่สะท้อนผลกระทบต่อระบบสุขภาพของประเทศไทย
ชื่องานวิจัย ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการบริหารนโยบายการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) เพื่อการลดผลกระทบที่มีต่อระบบสุขภาพของประเทศไทย
ชื่อผู้วิจัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ธรรมรัตน์ มะโรหบุตร
คณะ/สาขาวิชา ภาควิชาสังคมและสุขภาพ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่มาและความสำคัญ           การเพิ่มขึ้นของจำนวนชาวต่างชาติเข้ามารับบริการรักษาพยาบาลในประเทศไทยในส่วนของธุรกิจบริการรักษาพยาบาลเป็นจำนวนมากในช่วงของการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพของเอเชีย (Center of Excellent Health Care of Asia) (พ.ศ. 2547-2551) ที่กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดไว้สะท้อนความสำคัญของนโยบายส่งเสริมให้ประเทศไทยการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) เพื่อให้บริการชาวต่างชาติ ถือเป็นลู่ทางในการแสวงหารายได้เข้าประเทศทางหนึ่ง ธุรกิจบริการรักษาพยาบาลเป็นผลผลิตหลักผลผลิตหนึ่งจากจำนวน 3 ผลผลิตหลักของแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว ได้แก่ ธุรกิจบริการรักษาพยาบาล ธุรกิจบริการส่งเสริมสุขภาพ รวมทั้งธุรกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพรไทย ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้แสดงเจตนารมณ์ส่งเสริมและสนับสนุนนโยบายการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) อย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ จนกระทั่งการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (พ.ศ. 2553-2557) (Thailand as Word Class Health Care Provider) ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ในระยะที่ 2 โดยมีการเพิ่มบริการด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเข้ามาอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ด้วย จากการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ที่นโยบายนี้ปรากฏในนโยบายที่ 4 เกี่ยวกับนโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต ข้อที่ 4.3 เรื่องนโยบายพัฒนาสุขภาพของประชาชน โดยมีสาระสำคัญเพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นเลิศในผลิตภัณฑ์และการบริการด้านสุขภาพการรักษาพยาบาลโดยการประสานความร่วมมือเพื่อสร้างความกำวหนำทางวิชาการกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จากคำแถลงของนโยบายดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ประกาศให้นโยบายการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) เป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงสาธารณสุขเช่นกัน

ตัวเลขผู้รับบริการรักษาพยาบาลชาวต่างชาติได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลัง พ.ศ. 2543 สถิติของจำนวนและอัตราการขยายตัวของผู้รับบริการรักษาพยาบาลชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 27.2 ต่อปี (สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2548: ธ-1) การเพิ่มขึ้นดังกล่าวทำให้ประเทศไทยมีจำนวนผู้รับบริการรักษาพยาบาลชาวต่างชาติมากที่สุดในเอเชีย และมากกว่าประเทศสิงคโปร์ (สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, 2553) โดยปัจจัยที่ส่งเสริมการขยายตัวดังกล่าวได้แก่การเปิดเสรีทางการค้าบริการในภาคธุรกิจการรักษาพยาบาลของประเทศไทยที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความมีศักยภาพในการให้บริการด้วยมาตรฐานระดับโลกและราคาไม่แพง รวมทั้งความมีชื่อเสียงในเรื่องการให้บริการที่เป็นเลิศ (service hospitality) (วรรณวิภา ปสันธนาธร เสาวคนธ์ พีระพันธุ์ กวีพงษ์ เลิศวัชรา และธวัชชัย บุญโชติ, 2552) การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้รับบริการชาวต่างชาตินี้ มีส่วนเสริมสร้างเศรษฐกิจไทยเนื่องจากภาคเศรษฐกิจซึ่งสามารถนำรายได้เข้าสู่ประเทศมหาศาล รวมทั้งการมีรายได้เข้าประเทศเพิ่มมากขึ้น (เดินหน้า “เมดิคัล ฮับ” เฟส 2, 2553) การที่รายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้น นอกจากจะเป็นรายได้จากการักษาพยาบาลของตัวผู้ป่วยชาวต่างชาติเองแล้ว ยังมีรายได้ที่ได้จากผู้ติดตามเข้ามาใช้บริการทางด้านอื่นที่เกี่ยวเนื่องภายใต้การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (medical tourism) เช่น การพักผ่อนหลังการรักษาพยาบาล หรือสปาเพื่อสุขภาพ เช่นกัน

ข้อบ่งชี้ถึงความสำเร็จของนโยบายการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) จาก

จำนวนชาวต่างชาติที่เข้ามารับบริการรักษาพยาบาลเพิ่มนี้ อาจก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่ส่งผลกระทบที่มีต่อความเหลื่อมล้ำและการเข้าถึงระบบสุขภาพของประเทศไทย (Pachanee, 2009; NaRanong & NaRanong, 2011: 336–344; อดิศร ภัทราดูลย์, ม.ป.ป.) ความเหลื่อมล้ำดังกล่าวสะท้อนได้จากการที่จะเข้าสู่ศูนย์กลางทางการแพทย์ของภูมิภาคอาจต้องมีการใช้ทรัพยากรต่างๆ เพิ่มขึ้น ได้แก่ กำลังคนที่ต้องใช้เพื่อดูแลทางด้านสุขภาพเป็นจำนวนมากขึ้นเพื่อดูแลชาวต่างชาติ อันได้แก่ แพทย์ และพยาบาลในขณะที่อัตราส่วนของบุคลากรเหล่านี้สำหรับประชากรในประเทศยังขาดแคลนอยู่มาก อีกประการหนึ่งทางด้านกำลังคนอาจเกิดภาวะสมองไหล (brain drain) ที่จะเกิดการเคลื่อนย้ายกำลังคนจากภาครัฐจากโรงเรียนแพทย์ไปยังภาคเอกชน เพื่อรองรับผู้มาใช้บริการจากต่างชาติ จะทำให้เกิดปัญหาขาดกำลังคนในการดูแลทางด้านสุขภาพของประชาชนชาวไทย นอกจากนี้ การที่ภาคเอกชนแข่งขันกันมากเกินไปโดยไม่มีระบบและการจัดสรรปันส่วนที่ดี อาจทำให้เกิดการลงทุนสูงในเทคโนโลยีเกินความจำเป็นในภาคเอกชน และอาจเกิดการซื้อตัวแพทย์และพยาบาลที่มีความสามารถสูงจากภาครัฐส่งผลต่อการขาดบุคลากรรักษาผู้ป่วยภายใต้ระบบสุขภาพของรัฐ ทำให้การบริการที่ให้แก่ประชาชนไทยโดยรวมด้อยคุณภาพลง (อดิศร ภัทราดูลย์, ม.ป.ป.)

แม้ว่าผลกระทบที่เกิดจากการท่องเที่ยงเชิงการแพทย์ที่คาดการณ์ไว้ ไม่ว่าจะเป็นในแง่บวก อันได้แก่ การเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ และในแง่ลบ อันได้แก่ การเพิ่มการแข่งขันช่วงชิงทรัพยากรทางการแพทย์ในประเทศ รวมทั้งความสามารถในการตอบสนองด้านการรักษาพยาบาลของภาครัฐที่มีน้อยลง จากข้อมูลและการศึกษาดังกล่าวจึงทำให้เป็นที่สนใจศึกษาสถานการณ์ที่สะท้อนผลกระทบต่อระบบสุขภาพของประเทศไทย ท่ามกลางนโยบายสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ของรัฐบาล ทั้งนี้ เพื่อให้เห็นภาพสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพของประเทศไทยอันเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินนโยบายและประกอบการตัดสินใจในการดำเนินนโยบายต่อไป

ขอบเขตพื้นที่การศึกษา           การวิจัยนี้เป็นการศึกษาครอบคลุมตั้งแต่แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาให้ประเทศไทยเป็น

ศูนย์กลางสุขภาพของเอเชีย (Center of Excellent Health Care of Asia) (พ.ศ. 2547-2551) ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ในระยะแรก จนกระทั่งการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Thailand as Word Class Health Care Provider) (พ.ศ. 2553-2557) ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ในระยะที่ 2

วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสถานการณ์ภายใต้นโยบายการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) และผลกระทบที่มีต่อระบบสุขภาพของประเทศไทย

2. เพื่อทบทวนสถานการณ์ภายใต้นโยบายการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) และผลกระทบที่มีต่อระบบสุขภาพของประเทศไทย

แหล่งทุนสนับสนุน มหาวิทยาลัยมหิดล
หน่วยงานที่ร่วมมือ
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ระดับความร่วมมือ ระดับชาติ
ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์ 1. การกำหนดและดำเนินนโยบายการเป็นศูนย์กลางทางแพทย์ (Medical Hub) ควรให้ทุก

ภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการกำหนดและดำเนินนโยบาย

ทั้งนี้เพื่อได้รับมุมมองที่รอบด้านในการแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับระบบสุขภาพหลักของประเทศ โดยเฉพาะภาคประชาสังคมสามารถตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะแก่นโยบายที่เกิดขึ้นจากภาครัฐเพื่อให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของการให้บริการรักษาพยาบาลเพื่อคนในชาติเป็นสำคัญ

2. ภาครัฐและภาคเอกชนควรจัดตั้งกลไกและแนวทางในการแบ่งปันการใช้ทรัพยากรทางการ

แพทย์ร่วมกันโดยเฉพาะทรัพยากรบุคคล การที่ภาคเอกชนเป็นผู้ให้บริการสำคัญภายใต้การเป็น

ศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) และทรัพยากรบุคคลบางส่วนได้ไหลไปสู่ภาคเอกชนเพื่อทั้งให้บริการทั้งคนไทยที่มีรายได้สูงและชาวต่างประเทศที่เข้ามารับบริการในประเทศ ทั้งนี้ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการให้บริการในภาคเอกชนและภาครัฐที่เป็นผู้ให้บริการหลักในระบบสุขภาพของประเทศ

Web link อ้างอิงการดำเนินงาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/QLLJ/article/download/175281/125389/
SDG goal ที่เกี่ยวข้อง SDG 3 มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
SDG 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ชื่อการประชุมวิชาการ/Conference : โครงการสัมมนาเครือข่ายนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษวิทยา ครั้งที่ 18 ประจำปี 2562

ที่มาและความสำคัญ  : คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดสอนระดับบัณฑิตศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 22 หลักสูตร โดยแบ่งเป็นระดับปริญญาโท จำนวน 10 หลักสูตร และระดับปริญญาเอก จำนวน 12 หลักสูตร ในจำนวนนี้ได้รวมหลักสูตรทั้งภาคปกติ ภาคพิเศษ และหลักสูตรนานาชาติ โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง โดยจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ มีหลักสูตรที่ทันสมัยสนองตอบต่อความต้องการของสังคม ในแต่ละปีนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้ผลิตงานวิจัยผ่านการเรียนการสอนรูปแบบวิทยานิพนธ์ ที่มีความหลายหลากทั้งด้านสังคมศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ มีการนำเสนอเผยแพร่สู่สาธารณะในรูปแบบบทความวิจัย และนำเสนอในการประชุมวิชาการ เป็นจำนวนมาก อีกทั้งผลงานทั้งหมดยังได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารระดับชาติ ระดับนานาชาติที่อยู่ในฐานสากล หรือในรายงานการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ถือเป็นแหล่งบ่มเพาะนักวิจัยและนักวิชาการ ดั่งปณิธานของสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ “สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้เพื่อภูมิปัญญาของแผ่นดิน” เพราะความสำเร็จที่แท้จริงอยู่ที่ สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติ
จากแนวทางสำคัญข้างต้น กอปรกับองค์ความรู้ทางวิชาการที่หลากหลาย ของบัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาในมหาวิทยาลัยไทย ได้รวมตัวกันจัดตั้ง “เครือข่ายนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา” ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา โดยจัดให้มีการประชุมสัมมนาขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี จากการประชุมเครือข่ายฯ ครั้งที่ 17 ประจำปีการศึกษา 2561 ระหว่างวันที่ 22-23 พ.ศ. 2561 ณ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งผลการจัดประชุมสัมมนา ดังกล่าว ทำให้บัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และคณาจารย์ได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการทำวิจัย ส่งผลให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ในสาขาวิชาและทำให้นักศึกษามีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดังนั้น เพื่อให้นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาและคณาจารย์สาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ได้มีเวทีเผยแพร่องค์ความรู้ผ่านประสบการณ์ในการทำงานวิจัย อีกทั้งยังเป็นเวทีสำหรับแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการพัฒนางานวิจัยให้มีศักยภาพต่อไป ตลอดจนในการประชุมสัมมนาเครือข่ายนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ครั้งที่ 17 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีมติให้ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นเจ้าภาพในการจัดสัมมนาเครือข่ายนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ครั้งที่ 18 ในปี พ.ศ. 2562 สนับสนุนโดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่มีเป้าประสงค์เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการและประสบการณ์ในการวิจัย ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง ในลักษณะการจัดเวทีสำหรับการนำเสนอและการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการของนักศึกษา  (อ่านเพิ่มเติม)

ชื่อบทความวิจัย The Harmonization Process and Implementation of Higher Education in ASEAN
ชื่องานวิจัย The Harmonization Process and Implementation of Higher Education in ASEAN
ชื่อผู้วิจัย รองศาสตราจารย์ ดร.นภเรณู สัจจรักษ์ ธีระฐิติ
คณะ/สาขาวิชา ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่มาและความสำคัญ           ASEAN integration has become more than a policy catchphrase among policymakers and has been a reality of the 10 member countries in the region.

The term ASEAN integration itself has connoted many messages and meanings based on the pillars of cooperation including political security, economic, and socio-cultural aspects (ASEAN, 2008). Although the integration in the areas of political security and economics are being seen as more institutionalized

(through concrete international frameworks like the ASEAN Regional Forum or other economic instrumentalization of free-trade and investment areas, free flow of labor, as well as other taxation policies), the integration in terms of socio-cultural area is still fairly vague. Policymakers across ASEAN governments have rallied for “ASEAN One” without making a concrete implementation plan for this pillar of integration. Unlike the European integration experience where the harmonization of higher education, also known as the Bologna Process, has been utilized by the European governments as a platform for the promotion of higher education cooperation to create the so-called “European Higher Education Area: EHEA.” In ASEAN, a formal platform or mechanism where the harmonization process is formally and systematically taking place is still lacking, except the Erasmuslike Asian versions of mobility programs. A great diversity of higher education practices across the region also begs a question about how these mobility programs are shaping the citizenship education as part of the harmonization of higher education. (Deng, 2013). Without a platform or social and cultural connection, the integration process will be much lacking.

Through the Bologna Process, Europe has made it clear that the role of higher education in facilitating the process of social and cultural integration, or the “social cohesion” in Europe, is one of the utmost important factors. Higher education sector and higher education institutions have voluntarily played a major part in aligning the diversified systems in Europe so that it opened up the opportunities for students and staff to mobilize across the continents to the establishment of European Higher Education Area. The most important idea is the shift from policy and legislation to the implementation at the higher education institutions (European University Association, 2007). In ASEAN, the policy discourse on social and cultural integration, which may have led to the materialization of ASEAN One, has not been present until recently. Despite the lack of policy inputs and concrete implementation from ASEAN countries, the higher education sector has gradually replicated the process happening in Europe. Despite differences in the regionalization onset and other political, economic, and social contexts, in this study, it is still beneficial to take stock of the key processes and dimensions leading to the harmonization of higher education in ASEAN. As Kuroda, Sugimura, Kitamura, and Asada (2018) remarked, the process of harmonization and internationalization of higher education is progressing amid an intricate web of motives, interests, positions of national governments, higher education institutions (HEIs), and higher education networks. Therefore, the possibility of where it is heading in the future as well as the role of the national government, higher education institutions, and regional networks involved in the process are still worth examining.

ขอบเขตพื้นที่การศึกษา           This study employed a qualitative content analysis method where the past studies on the Bologna Process were being examined to extract the key policy implementation indicators.

In terms of data collection, this study divided countries in ASEAN into four clusters based on their common higher education characteristics.

วัตถุประสงค์           Firstly, do a stocktaking of policy discourses and implementation in ASEAN countries regarding the harmonization of higher education in the region using the key harmonization dimensions set up in the Bologna Process. Despite policy rhetorics at the ASEAN Secretariat and by some political leaders, each member country seems to move along the process at a different rate and varieties. The           Second objective is to examine the role of the key actors in the region in promoting the process, ranging from the national governments, higher education institutions, and regional higher education networks. Depending on the governance structure of each country, the development of the harmonization process seems to be shaped by all three main actors, with a different degree of involvement and success.
แหล่งทุนสนับสนุน สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
หน่วยงานที่ร่วมมือ ASEAN Countries
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ASEAN Countries
ระดับความร่วมมือ ระดับนานาชาติ
ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์           All in all, the process towards the harmonization of higher education in ASEAN will still be ongoing with some mechanism more advanced than others. Quality assurance and national qualifications framework, both at the national and regional level, will be the two leading mechanisms providing reference points and guideline for the improvement of higher education in the region. Curriculum revision will still be the responsibility of higher education institutions without much interference by the national government, especially in liberal countries. On the other hand, the credit transfer system and concrete policies towards lifelong learning will still need more debates and implementation at the regional level. The development of reference points in these areas and mechanisms clearly shows the common determinants of success, that is, the policy direction from the government, the involvement of higher education institutions, and the support from regional organizations.
Web link อำงอิงการดำเนินงาน http://apssr.com/wp-content/uploads/2019/06/RA-12-1.pdf
SDG goal ที่เกี่ยวข้อง SDG 4 Quality Education
SDG 17 Partnership for the Goals
ชื่อบทความวิจัย Community Welfare Network Management By Community Organization

Networks In Bann-Ladyasai Village, Huay Kwang Subdistrict, Kampangsan

District, Nakhon Pathom, Thailand.

ชื่องานวิจัย การจัดสวัสดิการชุมชนโดยเครือข่ายองค์กรชุมชนของบ้านลาดหญ้าไทร ตำบลห้วยขวาง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ประเทศไทย
ชื่อผู้วิจัย รองศาสตราจารย์ ดร.สมศักดิ์ อมรสิริพงศ์
คณะ/สาขาวิชา ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่มาและความสำคัญ           Community welfare was a part of social welfares which would be an alternative stream of social welfare managed by the people in community’s own potentialities. Therefore, the community welfare could serve and raise the quality of life for people in the community independently. The community welfare groups could be categorized into two types including a naturally set-up group of welfare and formally or by law set-up group of welfare. Besides, the model of community welfare would be able to be divided into five models such 1) financial-based community organizations, 2) production and enterprise-based community organizations, 3) natural resources  and  environment  based  community  organization,  4)  ideological  and  religious  based community organizations and 5) poverty reduction-based community organizations.

As long as the experiences of people in community for collaborating in  welfare management provision via community cooperation and saving funds group, was a starting point for community welfare development and evolution by the civil society movement in society in order to increase the quality of life of people in the community. Therefore, the stake holders in society for community development should be collaborated with each other to strengthen the community for self-reliance and sustainability in the long run. So it was very important to set up and create community networks for community work and community welfare provision which integrated the collaboration of both inside and outside organization networks that empowered the community. The work process model of community organizations ought to be significantly linked to provide community welfare and facilitated people to access the welfare benefits from all sources.

In Bann Ladyasai village, Moo 10, there were several community organizations that had been found into two type including 1) naturally set-up group of community organizations and 2)  formally or by law set-up group of community organizations for example, the formally or by law set up group were such one-million fund group, one hundred thousand fund group, women fund group,  SML working  group, public health volunteer group and the samples of naturally set-up group of community organizations was such farmer network group, saving fund group for life-cycle moral development. Although, those had their own outstanding strength in collaboration for work and welfare provision, but there were still some weakness points in order to sustainably strengthen the community development.

Therefore, the researcher aimed to study the network of community organizations and the provision of community welfare of the community organizations networks in order to develop and improve the working process of community organizations for community welfare provisions in the same ways.

ขอบเขตพื้นที่การศึกษา บ้านลาดหญ้าไทร ตำบลห้วยขวาง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ประเทศไทย
วัตถุประสงค์ 1. To study the provision of community welfare management by community organizations in Bann Ladyasai village, Huay Kwang sub-district, Kampangsan district, Nakhon Pathom.

2. To study the activities driven by community organization networks for community welfare in Bann Ladyasai village, Huay Kwang sub-district, Kampangsan district, Nakhon Pathom.

3. To study the linkage of community organization network both inside and outside the village.

แหล่งทุนสนับสนุน มหาวิทยาลัยมหิดล
หน่วยงานที่ร่วมมือ
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ระดับความร่วมมือ ระดับท้องถิ่น
ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์ Recommendation According to the research findings and conclusions, it was  found any weakness of community organization networks and network’s management so the researcher recommended governmental institutes of both central and local supported their activities and budgets. Besides, the officers should teach and make people learned about recording the standard of accounting and financial management.
Web link อำงอิงการดำเนินงาน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Veridian-E-Journal/article/view/162565/117340
SDG goal ที่เกี่ยวข้อง SDG 17 Partnership for the Goals
ชื่อบทความวิจัย สภาพปัญหาและแนวทางการจัดการการคลังท้องถิ่นเพื่อยกระดับการให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดนครปฐม
ชื่องานวิจัย สภาพปัญหาและแนวทางการจัดการการคลังท้องถิ่นเพื่อยกระดับการให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดนครปฐม
ชื่อผู้วิจัย รองศาสตราจารย์ ดร. สมศักดิ์ อมรสิริพงศ์
คณะ/สาขาวิชา ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่มาและความสำคัญ           องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือเรียกย่อ ๆ ว่า อปท. มีหนำที่และภารกิจสำคัญในการจัดบริการสาธารณะให้แก่ประชาชนในพื้นที่ อาทิ การสร้างถนนหนทาง การให้บริการน้ำประปา การดูแลความสะอาด การจัดให้มีระบบสาธารณูปโภคสาธารณูปการในระดับท้องถิ่น เมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำเป็นจะต้องให้บริการสาธารณะตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 เนื้อหาสาระเกี่ยวข้องกับการกำหนดอำนาจหนำที่ในการจัดบริการสาธารณะระหว่างรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำหนดให้มีคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พระราชบัญญัติ ฯ มีการกำหนดอำนาจหนำที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรสัดส่วนระหว่างภาษีอากรของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยคำนึงถึงภาระหน้าที่ของรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง (ไตรรัตน์ โภคพลากร, 2549: 4) การกระจายอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก่อให้เกิดรายจ่ายในการจัดบริการสาธารณะจำนวนมาก ดังนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำเป็นจะต้องมีการจัดหารายได้เพื่อใช้ในการบริหารจัดการท้องถิ่นของตนเอง ดังนั้น การคลังท้องถิ่นจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรายได้และรายจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นอกจากนี้ การคลังท้องถิ่นยังหมายรวมไปถึงเรื่องของการก่อหนี้สาธารณะด้วย

การคลังท้องถิ่นมีความสำคัญต่อการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะเกี่ยวข้องกับการจัดหารายได้และการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ประกอบกับในปัจจุบันและในอนาคตมีการกระจายและให้อำนาจกับท้องถิ่นมากขึ้นในหลายรูปแบบ การที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีระบบการคลังท้องถิ่นที่เข้มแข็งจะช่วยให้ท้องถิ่นสามารถจัดบริการสาธารณะตามภารกิจและหนำที่ของท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพอันจะส่งผลให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้นไปด้วยจากการที่ในปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ มีหน้าที่และความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น จนทำให้ท้องถิ่นต้องใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น ดังนั้น การคลังท้องถิ่นจึงมีความสำคัญต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเจริญก้าวหน้า และมีความสามารถในการรับใช้ประชาชนในท้องถิ่นได้มากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับการมีรายได้ของท้องถิ่นเป็นสำคัญ หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดมีรายได้น้อย มีการฐานะการคลังไม่ดี และต้องพึ่งเงินอุดหนุนจากรัฐบาลตลอด ก็จะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถูกควบคุมจากส่วนกลางมากขึ้น ทำให้อำนาจในการปกครองตนเองลดน้อยลง และขาดความคิดริเริ่มที่จะปรับปรุงให้ท้องถิ่นเจริญก้าวหน้าต่อไป ในทางกลับกันหากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดมีรายได้มากและมีฐานะทางการคลังที่ดี การพึ่งเงินอุดหนุนจากรัฐบาลมีน้อยจะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นถูกควบคุมจากส่วนกลางน้อยลง (พรชัย ลิขิตธรรมโรจน์,   2550:   258) และสามารถริเริ่มงานให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนได้มากยิ่งขึ้น มีอิสระในการบริหารท้องถิ่นของตนเองได้อย่างเต็มที่

ปัญหาสำคัญของการคลังท้องถิ่นมีอยู่หลายประการ ทั้งปัญหาท้องถิ่นมีรายได้น้อยและไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในการจัดบริการสาธารณะให้แก่ท้องถิ่น ในปัจจุบันรายได้ของท้องถิ่นมีเพียงประมาณร้อยละ 25 ของรายได้รัฐบาล แต่ภารกิจและหนำที่ที่ท้องถิ่นได้รับการถ่ายโอนมาจากส่วนราชการต่าง ๆ มีเป็นจำนวนมาก ปัญหาเกี่ยวกับฐานคิดของการกระจายอำนาจ ฐานคิดยังคงเป็นรูปแบบเดิม ๆ กล่าวคือเป็นรูปแบบของการจัดการแบบบนลงล่าง ที่เน้นการควบคุมและกำกับการใช้งบประมาณไว้ที่ส่วนกลาง ปัญหาเกี่ยวกับระบบงบประมาณและวิธีการบริหารงานที่ใช้ปฏิบัติกัน ปัญหาเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีที่ยังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปัญหาด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งในเรื่องของการจัดหารายได้และการใช้จ่ายงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปัญหาขาดฐานข้อมูลในการประมาณการรายได้และตั้งงบประมาณรายจ่าย ปัญหาการจัดทำงบประมาณมีความล่าช้าและผิดพลาดบ่อย ๆ เพราะเจำหนำที่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจ การขาดแคลนเจำหนำที่การเงินและบัญชีที่มีประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณมีข้อบกพร่อง การคอร์รัปชั่นและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นทำให้ นักวิจัยมีความสนใจที่จะศึกษาในประเด็นของสภาพปัญหาของการจัดการการคลังท้องถิ่นและแนวทางการจัดการการคลังท้องถิ่นเพื่อยกระดับการให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ขอบเขตพื้นที่การศึกษา ขอบเขตด้านพื้นที่

การศึกษาครั้งนี้ นักวิจัยได้กำหนดขอบเขตด้านพื้นที่ไว้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดนครปฐม จำนวน 116 แห่ง

ขอบเขตด้านเนื้อหา

การศึกษาครั้งนี้ นักวิจัยได้กำหนดขอบเขตด้านเนื้อหาไว้ที่ 2 ประเด็นใหญ่ ๆ ได้แก่ ประเด็นแรก การศึกษาสภาพปัญหาของการจัดการการคลังท้องถิ่น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดหารายได้ ด้านการใช้จ่าย และด้านการก่อหนี้สาธารณะ และประเด็นที่สอง การศึกษาแนวทางการจัดการการคลังท้องถิ่นเพื่อยกระดับการให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขอบเขตด้านประชากรที่ใช้ในการศึกษา

การศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดประชากรที่ใช้ในการศึกษาสำหรับการศึกษาเชิงปริมาณ โดยการแจกแบบสอบถาม (Questionnaires) ได้แก่ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายให้ตอบคำถามจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดนครปฐม จำนวน 116 แห่ง โดยได้รับแบบสอบถามกลับมาจำนวน 47 แห่ง จึงถือว่าเป็นกลุ่มตัวอย่างของการศึกษาครั้งนี้ และผู้ให้ข้อมูลคนสำคัญในการศึกษาเชิงคุณภาพ ได้แก่ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหัวหน้าส่วนงานคลังในเขตจังหวัดนครปฐม โดยใช้เกณฑ์งบประมาณสูงสุดจำนวน 3 ลำดับแรก

ขอบเขตด้านเอกสารงานสำหรับการสังเคราะห์องค์ความรู้

งานวิจัยและวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้องกับการคลังท้องถิ่นที่อยู่ในฐานข้อมูล ThaiLis Digital Collection และฐานข้อมูลของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยผู้ศึกษาจะใช้คำค้นว่า “การคลังท้องถิ่น” เพื่อนำงานวิจัยและวิทยานิพนธ์มาสำรวจสถานะองค์ความรู้เกี่ยวกับสภาพปัญหาการจัดการการคลังท้องถิ่น

วัตถุประสงค์ 1. เพื่อสำรวจสถานะองค์ความรู้และทบทวนสภาพปัญหาเกี่ยวกับการจัดการการคลังท้องถิ่น

2. เพื่อศึกษาสภาพปัญหาของการจัดการการคลังท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดนครปฐม

3. เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของสภาพปัญหาของการจัดการการคลังท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดนครปฐมจำแนกตามประเภทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและขนาดของรายได้

4. เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการการคลังท้องถิ่นเพื่อยกระดับการให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดนครปฐม

แหล่งทุนสนับสนุน ทุนวิจัยโครงการ Talent Management และกองทุนหงส์วิวัฒน์ มหาวิทยาลัยมหิดล
หน่วยงานที่ร่วมมือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดนครปฐม จำนวน 116 แห่ง
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดนครปฐม จำนวน 116 แห่ง
ระดับความร่วมมือ ระดับชาติ
ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์ 1. รัฐควรให้อิสระทางการคลังแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างแท้จริง ตามแนวทางการกระจายอำนาจการปกครอง เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรจะได้รับอำนาจในการบริหารจัดการการคลังเพื่อการจัดบริการสาธารณะของตนเองตามลักษณะของบริบทพื้นที่ ๆ มีความแตกต่างกันไป

2. รัฐควรมีนโยบายการเพิ่มช่องทางการจัดเก็บรายได้ หรือพัฒนารูปแบบภาษีใหม่ ๆ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะพื้นที่ของท้องถิ่นที่มีรายได้น้อย และมีการกำหนด/จัดทำแผนที่ภาษีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งให้มีความทันสมัย เพราะแผนที่ภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดเก็บรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

3. การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายงบประมาณในการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีความชัดเจนและเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับหน่วยงานด้านการตรวจสอบงบประมาณจากส่วนกลาง

Web link อำงอิงการดำเนินงาน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Veridian-E-Journal/article/view/155122/147023
SDG goal ที่เกี่ยวข้อง SDG 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ปีงบประมาณ 2563

กิจกรรม Public Talk หัวข้อ “Introducing the FEAST Project: Lifeworld of Sustainable Food Consumption and Production: Agri-food Systems in Transition”

คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดกิจกรรม Public Talk ในหัวข้อ “Introducing the FEAST Project: Lifeworld of Sustainable Food Consumption and Production: Agri-food Systems in Transition” เพื่อเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมนักวิจัยรุ่นใหม่ให้สามารถสร้างโจทย์วิจัยที่เป็นประโยชน์ส่งผลต่อการสร้างสุขภาวะและความเป็นธรรมในสังคม ผลิตผลงานที่มีมาตรฐานสูง และมีการตีพิมพ์วารสารวิชาการในระดับนานาชาติ ตลอดจนกระตุ้นให้นักวิจัยมองเห็นแนวทางในการพัฒนานวัตกรรมและองค์ความรู้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาของสังคม ด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการสร้างกลุ่มวิจัยและความร่วมมือ ร่วมกับหน่วยงานภายนอก (Collaborative innovation network) ในวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562 เวลา 10.00 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมกันภัย มหิดล ชั้น 1 อาคาร 1 คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยจัดกิจกรรมในรูปแบบการเสวนาทางวิชาการ (Public Talk) เวลา 10.00-10.30 น. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คณางค์ คันธมธุรพจน์ บรรยายรายละเอียด ที่มา ของกิจกรรม Public Talk เวลา 10.30-11.00 น. Assoc.Prof.Dr.Steven McGreevy จาก Research Institute for Humanity and Nature, Kyoto Japan บรรยายในหัวข้อ “Introducing the FEAST Project: Lifeworld of Sustainable Food Consumption and Production: Agri-food Systems in Transition” เวลา 11.00-12.00 ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ คณาจารย์ของคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คณาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักศึกษาระดับปริญญาเอกทั้งในสาขาสังคมศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าร่วมจำนวน 20 คน นับว่าเป็นความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 17 (Partnership for the Goals) ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ระหว่างคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กับ Research Institute for Humanity and Nature, Kyoto Japan คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล จนเกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ เป็นแนวทางในการพัฒนาผลงานทางวิชาการร่วมกับหน่วยงานทางวิชาการทั้งในและต่างประเทศ และพัฒนาศักยภาพในการทำผลงานทางวิชาการของผู้เข้าร่วมกิจกรรม กิจกรรมดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อ 2 ขจัดความหิวโหย (Zero hunger) ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร และการปรับปรุงคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร และการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน (อ่านเพิ่มเติม)

ชื่องานวิจัย โครงการติดตามประเมินผลการจัดตั้งบ้านกึ่งวิถี กาแลตาแป
ชื่อผู้วิจัย รองศาสตราจารย์ ดร. ศรีสมบัติ โชคประจักษ์ชัด
คณะ/สาขาวิชา ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่มาและความสำคัญ
วัตถุประสงค์ 1. เพื่อติดตามประเมินผลการจัดตั้งบ้านกึ่งวิถี กาแลตาแป

2. เพื่อถอดบทเรียนการจัดตั้งกึ่งวิถีและแนวทางการขยายผลในพื้นที่อื่น ๆ

ขอบเขตพื้นที่การศึกษา บ้านกึ่งวิถี กาแลตาแป จ. นราธิวาส
แหล่งทุนสนับสนุน สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม
หน่วยงานที่ร่วมมือ กระทรวงยุติธรรม
ระดับความร่วมมือ ระดับชาติ
ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์ 1. ได้ข้อมูลการติดตามประเมินผลการจัดตั้งบ้านกึ่งวิถี

2. มีข้อเสนอแนะแนวทางต่อการนำไปสู่การจัดตั้งบ้านกึ่งวิถีโดยภาคเอกชนและสังคมในพื้นที่อื่น ๆ และทั่วประเทศต่อไป

การตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (17 SDGs) SDG 16 สังคมสงบสุข ยุติธรรม ไม่แบ่งแยก

SDG 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

Web link การดำเนินงาน (หากมี) https://www.moj.go.th/view/36311
ชื่องานวิจัย โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนชีวิตหลังปล่อยผู้พ้นโทษ
ชื่อผู้วิจัย รองศาสตราจารย์ ดร. สุณีย์ กัลป์ยะจิตร
คณะ/สาขาวิชา ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่มาและความสำคัญ การศึกษาความเป็นได้ในการจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนชีวิตหลังปล่อยผู้พ้นโทษ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและวัตถุประสงค์ของกองทุนเพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตหลังปล่อยผู้พ้นโทษ รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือในเรือนจำ และศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนโดยนำเสนอ รูปแบบ แนวทางการจัดตั้งกองทุน การให้ความช่วยเหลือของกองทุน/การใช้จ่ายเงินทุน/เงือนไขของความช่วยเหลือในลักษณะต่าง ๆ รวมทั้งปัจจัยสู่ความสำเร็จ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตหลังปล่อยผู้พ้นโทษในประเทศไทย ตลอดจนแนวทาง วิธีการตรวจสอบกองทุน กระบวนการได้มาซึ่งเงินทุน ระบบการระดมเงินทุน และการนำเสนอแผนการดำเนินงาน (Roadmap) รูปแบบ แนวทางการจัดตั้งกองทุน โดยกำหนดเป็นแผนการดำเนินงานในระยะเร่งด่วนและระยะยาว ทั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จากการค้นคว้าข้อมูลจากเอกสารวิชาการ ทบทวน วิเคราะห์ลักษณะหรือสถานการณ์ ปัญหา อุปสรรคและปัจจัยความสำเร็จของกองทุนช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ที่มีการจัดตั้งในประเทศไทย แนวคิดการจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนชีวิตหลังปล่อยของผู้พ้นโทษในประเทศไทยและต่างประเทศ
วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษารูปแบบหรือแนวทางของกองทุนเพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตหลังปล่อยผู้พ้นโทษ รวมไปถึงปัญหา อุปสรรคและปัจจัยความสำเร็จของการจัดตั้งกองทุนในประเทศไทยและต่างประเทศ

2. เพื่อนำเสนอรูปแบบ แนวทางการจัดตั้งกองทุนและรูปแบบการให้ความช่วยเหลือของกองทุนเพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตหลังปล่อยผู้พ้นโทษในประเทศไทยที่เป็นระบบและครบวงจร

3. เพื่อนำเสนอแผนการดำเนินงาน (Roadmap) ในการจัดตั้งกองทุน การเข้าถึงแหล่งทุน และรูปแบบการให้ความช่วยเหลือของกองทุนในการสนับสนุนคุณภาพชีวิตหลังปล่อยผู้พ้นโทษที่สามารถนำไปใช้ในการจัดตั้งกองทุนได้จริง โดยกำหนดเป็นแผนการดำเนินงานในระยะเร่งด่วนและระยะยาว

ขอบเขตพื้นที่การศึกษา การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) จำนวน 100 คน การสนทนากลุ่ม (Focus Group) จำนวน 54 คน รวมทั้งการสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นและเผยแพร่ข้อเสนอรูปแบบ (Model) หรือแนวทางการจัดตั้งกองทุนให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนชีวิตหลังปล่อยที่เหมาะสม จำนวน 2 ครั้ง
แหล่งทุนสนับสนุน สำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม
หน่วยงานที่ร่วมมือ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม
ระดับความร่วมมือ ระดับชาติ
ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์ 1. รายงานผลศึกษารูปแบบและแนวทางการจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนชีวิตหลังปล่อยผู้พ้นโทษ รวมไปถึงปัญหา อุปสรรคและปัจจัยความสำเร็จของการจัดตั้งกองทุนในประเทศไทยและต่างประเทศ

2. รูปแบบ แนวทางการจัดตั้งกองทุนและรูปแบบการให้ความช่วยเหลือของกองทุนเพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตหลังปล่อยผู้พ้นโทษในประเทศไทยที่เป็นระบบและครบวงจร

3. แผนการดำเนินการ (Roadmap) ในการจัดตั้งกองทุน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและรูปแบบการให้ความช่วยเหลือของกองทุนในการสนับสนุนคุณภาพชีวิตหลังปล่อยผู้พ้นโทษที่สามารถนำไปใช้ในการจัดตั้งกองทุนได้จริง โดยกำหนดเป็นแผนการดำเนินงานในระยะเร่งด่วนและระยะยาว

Web link อำงอิงการดำเนินงาน
การตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (17 SDGs) SDG 16 สังคมสงบสุข ยุติธรรม ไม่แบ่งแยก

SDG 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

(อ่านเพิ่มเติม)

โครงการศึกษาดูงาน ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต
สาขาวิชานโยบายสาธารณะและการจัดการภาครัฐ
(ภาคปกติ) และ (ภาคพิเศษ)

 เนื่องจากวิชา สมนก 566 การศึกษาดูงานด้านนโยบายสาธารณะ เป็นวิชาที่มีการเปิดการเรียนการสอนในภาคการศึกษาที่ 2/2562 และหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานโยบายสาธารณะและการจัดการภาครัฐ ได้ดำเนินการติดต่อกับหน่วยงานเพื่อนำนักศึกษาไปดูงานยังสถานที่ราชการต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น และจัดโครงการศึกษาดูงาน ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระหว่างวันที่ 19 – 25 มกราคม 2563 เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของนักศึกษาด้านนโยบายสาธารณะ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารองค์กรที่มีความต้องการศึกษาเกี่ยวกับรัฐประศาสนศาสตร์ เพื่อบูรณาการความรู้ และสามารถใช้ทักษะและประสบการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับศาสตร์ดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน และพัฒนาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป้าหมายของการดูงานคือให้นักศึกษาได้มีประสบการณ์ในการทำงานในหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับด้านนโยบายสาธารณะ เป็นการเสริมประสบการณ์และเป็นส่วนประกอบในการทำงานให้ครบถ้วน ประสบการณ์ที่ได้รับจากการดูงานและเป็นส่วนช่วยในการอ้างอิงการทำงานในอนาคต ดังนั้น ในการดูงานของภาคการศึกษา 2/2562  นักศึกษากำหนดการศึกษาดูงาน ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

ในการดำเนินโครงการมีผู้เข้าร่วมเป็นคณาจารย์และนักศึกษา หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานโยบายสาธารณะและการจัดการภาครัฐ (ภาคปกติ) และ (ภาคพิเศษ) จำนวน 16 คน เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ทำให้นักศึกษามีความรู้และความเข้าใจเชิงลึกในทฤษฎีและแนวคิดต่าง ๆ ทางสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ สามารถประยุกต์และพัฒนาทฤษฎี แนวคิดและองค์ความรู้ต่าง ๆ ไปใช้ปฏิบัติจริงในองค์กร และสามารถนำข้อคิดที่ได้จากการดูงานมาใช้ต่อยอดองค์ความรู้ทางด้านรัฐประศาสนศาสตร์ นับว่าเป็นความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน(Partnerships for the Goals)

กิจกรรมส่งเสริมการสร้างกลุ่มวิจัยและความร่วมมือร่วมกับหน่วยงานภายนอก (Collaborative
innovation network) ครั้งที่ 3 การศึกษาดูงานด้าน Cyber Security ณ กรมสอบสวนคดีพิเศษ

          คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดกิจกรรมส่งเสริมการสร้างกลุ่มวิจัยและความร่วมมือร่วมกับหน่วยงานภายนอก (Collaborative innovation network) ครั้งที่ 3 การศึกษาดูงานด้าน Cyber Security ณ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 เพื่อเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมนักวิจัยรุ่นใหม่ให้สามารถสร้างโจทย์วิจัยที่เป็นประโยชน์ส่งผลต่อการสร้างสุขภาวะและความเป็นธรรมในสังคม ผลิตผลงานที่มีมาตรฐานสูง และมีการตีพิมพ์วารสารวิชาการในระดับนานาชาติ ตลอดจนกระตุ้นให้นักวิจัยมองเห็นแนวทางในการพัฒนานวัตกรรมและองค์ความรู้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาของสังคม ด้วยการออกไปศึกษา ดูงาน หรือร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ หน่วยงาน/สถาบัน ด้านการวิจัยภายนอก ตลอดจนพบปะแหล่งทุนเพื่อเสริมสร้างทักษะและประสบการณ์ด้านการทำโครงการวิจัยและผลแพร่บทความทางวิชาการ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ บุคลากรคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และบุคลากรคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าร่วมศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จำนวน 20 คน โดยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีการพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการในการผลิตผลงานทางวิชาการ ด้าน cyber security ร่วมกันระหว่างคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กับคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยมหิดลและกรมสอบสวนคดีพิเศษ นับว่าเป็นความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อ 16 สังคมสงบสุข ยุติธรรม ไม่แบ่งแยก

โครงการจัดประชุมวิชาการระดับชาติ เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย ครั้งที่ 14
หัวข้อ iHumanities: เทคโนโลยี การแพทย์ และชีวิต

มนุษย์มีความสามารถในการสร้างสรรค์และปรับเปลี่ยนโลกวัตถุเพื่อตอบสนองเป้าหมายบางอย่างของตนเองมาตั้งแต่ยุคโบราณ ตลอดช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาการสะสมความรู้ความเข้าใจทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประกอบกับจินตนาการของมนุษย์ส่งผลให้เกิดการสร้างอุปกรณ์และสิ่งประดิษฐ์ที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น การนำไฟฟ้ามาใช้ในระบบการผลิตในช่วงศตวรรษที่ 19 กระทั่งแผ่ขยายไปสู่ชีวิตประจำวันส่งผลให้เกิดเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าจำนวนมาก ทำให้คุณภาพชีวิตและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของมนุษย์เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจวบจนปัจจุบัน

การพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นดำเนินไปพร้อมกับการก่อตัวของแนวคิดเรื่องความไม่เป็นกลางของเทคโนโลยี (The Non-neutrality of Technology) ที่เห็นว่าเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเซื่อง ๆ ที่มนุษย์ใช้งาน แต่แฝงไว้ด้วยคุณค่าบางอย่าง (Value-Laden) ดังนั้น สังคม การเมือง วัฒนธรรม และระบบคิดของมนุษย์ล้วนแฝงอยู่ในทิศทางการพัฒนาของเทคโนโลยี มนุษย์ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์บางประการในขณะเดียวกับที่เทคโนโลยีก็กำกับพฤติกรรมและวิธีมองโลกของมนุษย์ แนวคิดเช่นนี้ยิ่งดูจะเป็นจริงมากขึ้นหลังจากการปฏิวัติดิจิทัลในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ประกอบกับการคาดการณ์ว่าสังคมโลกในอนาคตอันใกล้มนุษย์จะใช้ชีวิตร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างแยกกันไม่ออกในระดับกว้างขวางและฝังลึก

ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้มนุษย์ต้องพึ่งมาเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อย ๆ เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงการดำรงอยู่ของมนุษย์ตั้งแต่ระดับรากฐานทั้งในแง่วิธีคิด การรับรู้ การมองโลก การเข้าใจสังคมและตนเอง ปัญญาประดิษฐ์ปฏิบัติการด้วยระบบการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) และการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) ซึ่งถือเป็นระบบอัตโนมัติและตัดสินใจเองได้ผ่านการประมวลผลและเรียนรู้จากข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีสมัยใหม่ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อมนุษย์อย่างมหาศาลทั้งในแง่ที่เป็นประโยชน์และในแง่ที่เป็นโทษ

ในปัจจุบันเป็นที่ประจักษ์ชัดว่ามนุษย์ไม่สามารถพัฒนาและดำรงอยู่ได้โดยปราศจากเทคโนโลยี ในอันที่จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาขณะนี้ การจินตนาการถึงการดำรงอยู่โดยปราศจากเทคโนโลยีดูจะเป็นเรื่องยากยิ่ง คำถามสำคัญประการหนึ่งในสถานการณ์ดังกล่าวคือมนุษย์ที่มีชีวิตเลือดเนื้อนี้ควรจะทำความเข้าใจและอยู่ร่วมเทคโนโลยีอย่างไร ในเมื่อเทคโนโลยีสามารถส่งผลต่อชีวิตของมนุษย์ได้ตั้งแต่มิติที่ลึกเข้าไปภายในตัวตน เช่น สติ หรือการรับรู้โลก ไปจนกระทั่งมิติของร่างกายและจิตใจที่สัมพันธ์การแพทย์ การดูแลสุขภาพ และการสร้างเสริมสุขภาวะ ผลดังกล่าวมีต่อบุคคลทั้งหลายไม่ว่าจะที่อยู่ในครรภ์ไปจนกระทั่งวัยชรา ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่มีร่างกายปกติและบุคคลที่พิการ นอกจากนี้ เทคโนโลยียังมีบทบาทตั้งแต่โลกส่วนตัว อันเป็นโลกแห่งอารมณ์และสุนทรียภาพ ไปจนกระทั่งโลกทางสังคมวัฒนธรรมซึ่งมีลักษณะแห่งพหุวัฒนธรรม อีกทั้งยังส่งผลกระทบและมีความสัมพันธ์กับคุณค่า เช่น สิทธิมนุษยชน สันติภาพ และประชาธิปไตย

ผลกระทบจากเทคโนโลยีที่มีต่อชีวิตและสุขภาพมีได้ทั้งด้านบวกและลบ ผลกระทบเหล่านี้มิอาจเข้าใจได้จากมุมมองเชิงเทคนิคเพียงอย่างเดียว ในการนี้ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์จึงจัดเวทีประชุมวิชาการระดับชาติ เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย ครั้งที่ 14 หัวข้อ iHumanities: เทคโนโลยี การแพทย์ และชีวิต ระหว่างวันที่ 8-9 กันยายน 2563 มีความมุ่งหมายที่จะส่งเสริมการเรียนรู้และไตร่ตรองเกี่ยวกับผลกระทบดังกล่าวโดยอาศัยมุมมองจากสาขาวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ในบริบทของการปฏิสัมพันธ์ในหลากหลายรูปแบบกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์ รวมถึงบริบทของสังคมที่ได้รับอิทธิพลและผลกระทบจากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์ เผยแพร่องค์ความรู้และนวัตกรรมและพื้นที่สำหรับการพบปะและสร้างเครือข่ายระหว่างคณาจารย์ นักวิจัย นักศึกษา นักวิชาการสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ด้วยกันเอง รวมถึงการสื่อสารและสร้างเครือข่ายกับนักวิชาการสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์

การดำเนินงานเป็นรูปแบบเวทีอภิปรายสาธารณะและเวทีนำเสนอผลงานทางวิชาการ ผ่านรูปแบบ Online และ Onsite ณ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กิจกรรมหลักประกอบด้วยการปาฐกถา การเสวนากลุ่ม และการนำเสนอผลงาน เป็นต้น โครงการดังกล่าวช่วยสร้างความตระหนักถึงความซับซ้อนและกว้างขวางของผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึงจุดประกายความร่วมมือแบบสหสาขาวิชาระหว่างมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและแพทย์ศาสตร์ต่อไป

กิจกรรมในวันที่ 8 กันยายน 2563 เวลา 08.30-09.00 น. เป็นพิธีเปิดงานโดยมีรองศาสตราจารย์ ดร. ศิริพร แย้มนิล รักษาการแทนรองคณบดี คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เป็นผู้กล่าวรายงาน ศาสตราจารย์ นายแพทย์บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวต้อนรับ และรองศาสตราจารย์ ดร. ณัฐมา พงศ์ไพโรจน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ด้านวิเทศสัมพันธ์ กล่าวเปิดงาน เวลา 08.30-10.30 น. จัดการปาฐกถา หัวข้อ Usage of Technology on Human Life and Society โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. มรกต ไมยเออร์ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชียมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ดำเนินรายการ และได้รับเกียรติจาก Prof. Dr. Ainin Binti Sulaiman, University of Malaya เป็นปาฐก เวลา 10.30-15.00 น. จัดเสวนากลุ่ม หัวข้อ “มนุษย์ การแพทย์และสุขภาพ: ประเด็นท้าทาย” แบ่งออกเป็น 4 ห้องการนำเสนอบทความ ได้แก่ ห้องที่ 1 เกมออนไลน์ สื่อสังคมและแอปพลิเคชั่น ห้องที่ 2 อัตลักษณ์ สังคมและวัฒนธรรม ห้องที่ 3 บทบาทรัฐและพลเมือง ห้องที่ 4 Learning Challenges from Experiences in Southeast Asia and Japan

กิจกรรมในวันที่ 9 กันยายน 2563 เวลา 09.00-10.00 น. จัดปาฐกถาใน หัวข้อ “การศึกษายุคดิจิทัล” โดยมีอาจารย์ ดร. ปกป้อง ส่องเมือง  ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ และได้รับเกียรติจากรองศาสตราจารย์ ยืน ภู่วรวรรณ ที่ปรึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นปาฐก เวลา 10.00-12.00 น. จัดเสวนาหัวข้อ “เทคโนโลยี ศิลปะและวัฒนธรรม ก้าวหน้าหรือถอยหลัง” โดยมี อาจารย์ ดร. วิกานดา พรหมขุนทอง สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ดำเนินรายการ และได้รับเกียรติจากรองศาสตราจารย์ ดร. วรพันธ์ คู่สกุลนิรันดร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยมหิดล คุณอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล มูลนิธิเพื่ออินเทอร์เน็ตและวัฒนธรรมพลเมือง และคุณธวัชชัย แสงธรรมชัย คณะทำงานโพธิเธียเตอร์ เป็นคณะปาฐก เวลา 10.00-15.00 น. จัดเสวนากลุ่ม หัวข้อ “มนุษย์ การแพทย์และสุขภาพ: ประเด็นท้าทาย” แบ่งออกเป็น 4 ห้องการนำเสนอบทความ ได้แก่ ห้องที่ 1 จริยธรรม ปัญญาประดิษฐ์ การดูแลชีวิต ห้องที่ 2 โควิด สื่อสังคม อุปลักษณ์การเยียวยา ห้องที่ 3 เพศสภาพ แพทย์สภาพ ประวัติศาสตร์ไทย ห้องที่ 4 พลเมือง การเรียนรู้ การบริหารการศึกษา เวลา 15.00-16.30 น. จัดเสวนา จำนวน 2 หัวข้อ ได้แก่ หัวข้อที่ 1 “เทคโนโลยีกับการส่งเสริมโอกาสและศักยภาพคนพิการ” โดยได้รับเกียรติจากคุณกฤษณะ ละไล ผู้สื่อข่าวและพิธีกรเนชั่นและไทยทีวีสีช่อง 3 นำการเสวนา  หัวข้อที่ 2 โรค-ศิลป์: ชีวิต เทคโนโลยี วัฒนธรรม และสุขภาพ โดยได้รับเกียรติจากนายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร นำการเสวนา และมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กนกวรรณ ธราวรรณ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ดำเนินรายการ จากนั้นกล่าวปิดงานโดยรองศาสตราจารย์ ดร. โธมัส กวาดามูช รักษาการแทนรองคณบดีฝ่ายวิจัยและวิชาการ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ในการจัดงานครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมจำนวน 300 คน และเกิดผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์เกิดความตระหนักรู้ถึงบทบาทและคุณูประการของสาขาวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ในบริบทของวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์ และในบริบทของสังคมที่ได้รับอิทธิพลและผลกระทบจากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์ กระตุ้นและส่งเสริมการศึกษาวิจัยด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ในประเด็นที่สัมพันธ์กับวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์ รวมถึงอิทธิพลและผลกระทบของวิชาการเหล่านี้ที่มีต่อสังคม และเกิดความร่วมมือระหว่างนักวิชาการในสาขาวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์กับนักวิชาการในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์ นับว่าเป็นความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติวิธีศึกษา สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว คณะศิลปศาสตร์ วิทยาลัยการจัดการ สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน วิทยาลัยนานาชาติ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม วิทยาลัยราชสุดา สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย และวิทยาลัยศาสนศึกษา ในการร่วมจัดงานประชุมวิชาการครั้งนี้ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนรับทราบและเข้าใจถึงแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน อันเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อ 4 การศึกษาที่เท่าเทียม ข้อ 3 มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี และข้อ 16 สังคมสงบสุข ยุติธรรม ไม่แบ่งแยก

Web Link: https://il.mahidol.ac.th/thrf14/

การเสวนาทางวิชาการเรื่อง “ประเด็นสุขภาพในบริบทสังคมเชื่อมโยงระดับชาติกับพื้นที่”

จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสิ่งท้าทายด้านระบบสุขภาพจากปัจจัยรอบด้านนั้น หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขจึงต้องเร่งวางเป้าหมายและกรอบแนวทางการดำเนินงานเพื่อรับมือกับสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยสอดประสานไปกับกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี อาทิเช่น แผนงานการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของคนไทยในทุกกลุ่มวัย การป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ การลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม การพัฒนาระบบบริการสุขภาพ การพัฒนางานวิจัยและองค์ความรู้ด้านสุขภาพ เป็นต้น ซึ่งแผนงานและยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ในระดับชาติทั้งหมดนั้น จะต้องมีการเชื่อมโยงไปสู่พื้นที่ต่าง ๆ ภายในประเทศอย่างทั่วถึง จึงจำเป็นการตอบโจทย์ตัวชี้วัดและการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ภาควิชาสังคมและสุขภาพ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะสถาบันทางวิชาการที่มีปณิธานในการทำหน้าที่ “ปัญญาของแผ่นดิน” ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการเป็นสื่อกลางดังกล่าว จึงได้จัดให้มีการเสวนาทางวิชาการเรื่อง “ประเด็นสุขภาพในบริบทสังคมเชื่อมโยงระดับชาติกับพื้นที่”ในวันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562 ณ ห้องทวีวัฒนา 2 ศูนย์ปฏิบัติการ โรงแรมศาลายาพาวิลเลียน ชั้น 6 วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายาเพื่อให้หน่วยงานในระดับชาติและระดับพื้นที่ต่าง ๆ ได้มีโอกาสในการรับฟังข้อมูล/ สถานการณ์/ ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน รวมถึงได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงซึ่งกันและกัน อันจะส่งผลให้เกิดความเข้าใจ ในเชิงลึกและสามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างแท้จริงผ่านการดำเนินโครงการวิจัยในประเด็นต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และแผนงานของกระทรวงสาธารณสุขดังที่ได้ยกตัวอย่างในช่วงต้นต่อไป

ภาควิชาสังคมและสุขภาพ จะถือโอกาสใช้เวทีการเสวนานี้ ในการสร้างความรู้และความร่วมมือทางวิชาการของภาควิชาฯ รวมทั้งเพื่อสนองตอบต่อโครงการพัฒนาโมเดลการจัดการศึกษาแบบ “University without Walls” ภายในประเทศ เพื่อให้นักศึกษาและคณาจารย์ได้รับทราบ/ เรียนรู้ประสบการณ์เชิงพื้นที่ และเปิดโอกาสในการพัฒนางานวิจัย ตลอดจนเป็นการสนับสนุนทางวิชาการเชิงพื้นที่ในการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจและแก้ปัญหาได้จริง สามารถตอบสนองต่อความต้องการของสังคมและชุมชนของผู้เรียนทั้งในส่วนที่เป็นวิทยานิพนธ์ของผู้เรียนและโครงการวิจัยร่วมของคณาจารย์กับหน่วยงานในพื้นที่ความร่วมมือ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจของคณาจารย์ต่อสภาพจริงในสังคม จนสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางด้านสังคมและสุขภาพต่อไปได้ จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้รับทราบถึงประเด็นปัญหาและทิศทางการดำเนินงานด้านสุขภาพในระดับชาติ จนเกิดแนวความคิดในการสร้างสรรค์โครงการวิจัยทางด้านสุขภาพ ตลอดจนเกิดการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการทั้งในระดับชาติและพื้นที่ เพื่อพัฒนาต่อยอดไปสู่การดำเนินโครงการวิจัยร่วมระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติต่อไป

ตลอดระยะเวลากิจกรรมดังกล่าว มีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 70 คน นับว่าเป็นความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Partnerships for the Goals) ระหว่างคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดราชบุรี และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลพบุรี กิจกรรมดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อ 3 มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Good Health and Well-being)

(อ่านเพิ่มเติม)

Web Link: https://www.facebook.com/100008206321269/posts/2509958242621029/?d=n

งานประชุมวิชาการคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับสมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย หัวข้อ “ปรัชญาและศาสนา กับ AI and Disruptive Technology”

 

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ส่งผลกระทบและสร้างความเปลี่ยนกับสังคมและวิถีชีวิตในหลาย ๆ ด้าน จนมีการเรียกชื่อความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลว่า การปฏิวัติดิจิทัล ซึ่งรวมไปถึงผลกระทบจากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ อินเตอร์เน็ต และ Big Data เพราะว่าเทคโนโลยีเหล่านี้นับเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาจัดการเกี่ยวกับข้อมูลและสารสนเทศ และในความเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีนี้มีประเด็นที่สังคมให้ความสนใจหลายด้าน เช่น ปัญหา Disruption ของเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทำให้ธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป ปัญหาการว่างงานจากเทคโนโลยี รวมไปถึงปัญหาทางสังคมและการเมือง เช่น การใช้เทคโนโลยีเพื่อสอดส่องพลเมือง เสรีภาพในการแสดงออกความคิดเห็นผ่านสื่อดิจิทัล และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังเข้ามามีบทบาทกับกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้นักวิชาการด้านต่าง ๆ สนใจประเด็นทางจริยธรรมเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์มากขึ้น การที่จะอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีและใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมกับวิถีชีวิตจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องพิจารณา สมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทยเห็นความสำคัญของประเด็นทางวิชาการเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีดิจิทัล สมาคมปรัชญาและศาสนาจึงร่วมกับคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อจัดงานประชุมวิชาการเรื่อง ปรัชญาและศาสนา กับ AI and Disruptive Technology เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิชาการ และนิสิตนักศึกษา รวมไปถึงบุคคลทั่วไป และเป็นเวทีการนำเสนอผลงานของอาจารย์ นักวิชาการและนักศึกษา ระหว่างในวันที่ 20-21 ธันวาคม พ.ศ. 2562 ณ อาคาร SH 4 ห้อง 508 ชั้น 5 คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

กิจกรรมในวันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562 เวลา 08.45-09.45 น. บรรยายพิเศษ โดย Matthew Groh นักวิจัยสถาบัน MIT เวลา 10.00-11.00 น. เสวนา “AI กับชีวิต” โดย ศ.ดร. โสรัจจ์ หงศลดารมภ์
เวลา 11.00.-12.00 น. นำเสนอบทความ หัวข้อ “Risk-Taking and Justice” และหัวข้อ “AI Buddha: Savior in the Capital World” เวลา 13.00 – 14.00 น. เสวนา หัวข้อ ศาสนากับ disruption” โดย อาจารย์ วรพงษ์ เจริญวงษ์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วรยุทธ ศรีวรกุล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เวลา 14.15 – 15.45 น. นำเสนอบทความ หัวข้อ “ประเด็นจริยธรรมเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ในมุมมองพระพุทธศาสนา” หัวข้อ “ปัญญาประดิษฐ์คิดและทำไม่เหมือนปัญญามนุษย์” หัวข้อ “ความหมายของศาสนาในยุคเทคโนโลยีรื้อทำลาย” หัวข้อ “Big Data, E-Commerce and Deceptive Pricing” หัวข้อ “The Ethical Problems of Virtual Eternity Technology and its Challenge to the Ethics of Chinese Deceased Culture” และหัวข้อ “B-technique” เวลา 15.45 – 16.45 น. ประชุมใหญ่ประจำปีสมาคม

กิจกรรมในวันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม 2562 เวลา 09.00-10.00 น. สนทนาเรื่อง Disruption โดย อาจารย์ ดร.จอมพล พิทักษ์สันตโยธิน กับอาจารย์ ดร. ปิยณัฐ ประถมวงษ์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เวลา 10.15-11.45 น. นำเสนอบทความ หัวข้อ “การพัฒนาความสุขตามทัศนะของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต): ศึกษาเปรียบเทียบกับจิตวิทยาเชิงบวก” หัวข้อ “การพัฒนาจริยธรรมด้วยเรื่องเล่าทางศาสนา: การจัดจริยศึกษาตามแนวทางแบบเรื่องเล่าด้วยทศชาติชาดกสำหรับนิสิตระดับปริญญาตรี” หัวข้อ “ปัญญาประดิษฐ์ต้องรับผลของกรรมหรือไม่: มุมมองจากพุทธศาสนาเถรวาท” หัวข้อ “จริยศาสตร์แห่งความอาทรและจริยศาสตร์แห่งความยุติธรรมในการจัดสรรซะกาต” หัวข้อ “ความเข้าใจเรื่องฮาลาลของผู้ขอการรับรองอาหารฮาลาลจากคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร: การศึกษาทัศนะผู้ให้คำปรึกษาโรงงาน” และหัวข้อ “การใช้มังงะเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้คำสอนทางพระพุทธศาสนา: “เดธโน้ต สมุดมรณะ” และกฎแห่งกรรม”เวลา 12.45 – 13.45 น. บรรยายพิเศษ โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย AI Arts: Blurrying the lines of Artists’ Agency or merely an emergence of re-contextualized industrial machines. ศิลปะกับปัญญาประดิษฐ์ : ตัวตนที่เลือนหายของศิลปินผู้สร้าง หรือ การผุดปรากฏของเครื่องจักรกลอุตสาหกรรมในบริบทที่แตกต่าง เวลา 14.00 – 15.30 . นำเสนอบทความ หัวข้อ การไม่สามารถแทนที่ของหุ่นยนต์นักบวชปัญญาประดิษฐ์: พิจารณาจากมุมมองพุทธศาสนา” หัวข้อ “โลกที่ไม่ได้มีแค่มนุษย์: การเข้าใจรักโรแมนติกในสังคมดิจิตัลผ่านภาพยนตร์เรื่อง Her” หัวข้อ “ว่าด้วย มนุษย์ ชีวิต ความหมาย ความรัก และปัญญาประดิษฐ์ กับการสำรวจเชิงทดลองทางความคิด” หัวข้อ “เทคโนโลยีกำหนดความสุขอย่างนั้นหรือ?” หัวข้อ “การวิเคราะห์เชิงปรัชญาเรื่อง AI (การวินิจฉัย)ที่มีบทบาทต่อสังคมตามทรรศนะของปีเตอร์-พอล เฟอร์เบค” และหัวข้อ “การวิเคราะห์เรื่องธรรมชาติของมนุษย์ในทรรศนะรูซโซเพื่อเสนอแก้ปัญหาอาชญากรรมในไทยเชิงประยุกต์”

ตลอดระยะเวลากิจกรรมดังกล่าว มีนักวิชาการ และนิสิตนักศึกษา รวมไปถึงบุคคลทั่วไป เข้าร่วมจำนวนมาก ดำเนินงานในรูปแบบปาฐกถา เสวนา และนำเสนอผลงานและจากผลสำรวจความพึงพอใจพบว่าผู้เข้าร่วมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเพิ่มขึ้น (SDGs) นับว่าเป็นความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Partnerships for the Goals) ระหว่างคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนรับทราบและเข้าใจถึงแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน อันเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 4 การศึกษาที่เท่าเทียม (Quality Education)

Web Link: http://www.parst.or.th/th/page/2/

ปีงบประมาณ 2564

โครงการความร่วมมือการบริหารจัดการขยะภายใต้โครงการ Care the Whale
ระหว่างคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

มหาวิทยาลัยมหิดลมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาให้เป็นเมืองมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University) ที่มีสภาพแวดล้อมน่าอยู่ ควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของนักศึกษา บุคลากรและชุมชนโดยรอบ เพื่อให้การพัฒนาไม่หยุดเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป โดยปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในสำนักงานให้เป็นสำนักงานสีเขียว หรือที่รู้จักกันว่า “Green Office” จึงเป็นหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้ทุกส่วนงานได้ร่วมตระหนักถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม

ในการนี้ คณะกรรมการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในสำนักงานสีเขียว (Green Office) และคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมในสำนักงานสีเขียว (Green Office) ของคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลเล็งเห็นถึงประโยชน์ของโครงการ Care the Whale ซึ่งเป็นโครงการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงมีกำหนดการเพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดการกำจัดขยะในสำนักสำนักงาน และให้บุคลากรตระหนักถึงปัญหาขยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (COVID-19) มีขยะที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ปัญหาความแปรปรวนด้านสภาพภูมิอากาศอันเกิดมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเกิดความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจากจุดยืนของคณะฯ ลดการสร้างขยะจากต้นทาง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดภาวะโลกร้อน สร้างคุณภาพชีวิตของคนให้เกิดความสมดุล และยับยั้งให้ระบบนิเวศเดิมของโลกนั้นไม่เสื่อมสลายไปมากกว่าที่เป็น

คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดโครงการความร่วมมือการบริหารจัดการขยะภายใต้โครงการ Care the Whale ระหว่างคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 โดยได้จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนแนวคิดการกำจัดขยะในสำนักสำนักงาน และให้บุคลากรตระหนักถึงปัญหาขยะ ลดการสร้างขยะจากต้นทาง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดภาวะโลกร้อน สร้างคุณภาพชีวิตของคนให้เกิดความสมดุล และยับยั้งให้ระบบนิเวศเดิมของโลกนั้นไม่เสื่อมสลายไปมากกว่าที่เป็น และมีการจัดบรรยาย 2 หัวข้อ ได้แก่ หัวข้อที่ 1 “โครงการ Care the Whale: ขยะล่องหน”  โดยมีคุณนงรัก งามวิทย์โรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นวิทยากร หัวข้อที่ 2 “ปฏิบัติการแยกแยะ ขยะล่องหน” โดยมีคุณจรัญพร เลิศสหกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีนสไตล์ จำกัด เป็นวิทยากร พร้อมกับมีการเยี่ยมชมการดำเนินการจัดการขยะภายในคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ตลอดระยะเวลากิจกรรมดังกล่าว มีกลุ่มเป้าหมาย อันได้แก่ ผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากรสายสนับสนุน และนักศึกษาเข้าร่วมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 53 คน นับว่าเป็นความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Partnerships for the Goals) ระหว่างคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
ข้อที่ 12 แผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน (Responsible Consumption and Production)
การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและการบริโภคที่ปลดปล่อยของเสียสู่สิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
(อ่านเพิ่มเติม)

Web Link: http://sh.mahidol.ac.th/?p=9812

https://www.facebook.com/media/set/?vanity=MUSHFanpage&set=a.2789137774683491

2021-09-01T14:37:58+07:00
X