เป้าหมายที่ 10: ลดความไม่เสมอภาคภายในประเทศและระหว่างประเทศ (Reduce inequality within and among countries)

ปีงบประมาณ 2562

ชื่อบทความวิจัย การขับเคลื่อนนวัตกรรมการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุในเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ชื่องานวิจัย การพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อลดความเหลี่อมล้ำทางสังคม: กรณีศึกษาเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้ว
ชื่อผู้วิจัย รองศาสตราจารย์ ดร. สมศักดิ์ อมรสิริพงศ์
คณะ/สาขาวิชา ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่มาและความสำคัญ           แนวทางการพัฒนาประเทศไทยของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก ทำให้มีปัจจุบัน พบว่า มีการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของประเทศออกมาจากรัฐบาลหลายนโยบาย อาทิ นโยบายการส่งเสริมการลงทุนในเขตนิคมอุตสาหกรรม นโยบายรถคันแรก การกำหนดพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC: Eastern Economic Corridor) หรือแม้แต่การกำหนดพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ:  Special  Economic  Zones) เป็นต้น แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจเหล่านี้ล้วนส่งผลให้เกิดการขยายตัวของการใช้แรงงานมากขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนแรงงานนอกระบบและแรงงานนอกระบบผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีลักษณะที่สอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่เศรษฐกิจนอกระบบเติบโตสูงขึ้นเช่นเดียวกับจำนวนแรงงานสูงอายุอันเนื่องมาจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนาที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุเร็วที่สุด (UN Department of Economics  and social affairs ,2017) จากการคาดการณ์ในปี 2030 เมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้วจะยังไม่เป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง แต่มีสัดส่วนผู้สูงอายุในระดับสูงกว่าประเทศอื่นในอาเซียน (ยกเว้นประเทศสิงคโปร์) ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญการเพิ่มขึ้นของประชากรวัยสูงอายุจะก่อให้เกิดความต้องการสวัสดิการสังคมมากขึ้น เช่น การรักษาพยาบาล การดูแลผู้สูงอายุ ระบบบำนาญ เป็นต้น ขณะที่ระดับรายได้ต่อหัว/การออมของประชาชนยังอยู่ในระดับต่ำ (อาคม เติมพิทยาไพสิฐ,2558)ส่งผลให้แรงงานนอกระบบผู้สูงอายุที่เพิ่มขาดหลักประกันและสวัสดิการที่เหมาะสมการศึกษาจำนวนมากพบปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมในกลุ่มผู้สูงอายุ อาทิ ปัญหาการเข้าถึงระบบประกันสุขภาพโดยเฉพาะระบบประกันสังคมซึ่งมีข้อจำกัดเกี่ยวกับอายุของผู้ประกันตนรวมถึงระบบประกันสุขภาพอื่น ๆ อีก (ภุชงค์ เสนานุชและธนาชัย สุนทรอนันตชัย, 2561; วนิดา ดุรงค์ฤทธิชัย,กมลทิพย์ ขลังธรรมเนียมและนพนัฐ จำปาเทศ, 2561; มะลิวรรณ ปรินแคน และพัฒน์ศิณ สำเริงรัมย์, 2559) และปัญหาความเหลื่อมล้ำอื่น ๆ อีก โดยแนวทางการแก้ปัญหาต้องนำความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนเข้ามาช่วยเหลือทางสังคมประกอบกับการบูรณาการเข้ากับทุนทางสังคม ทางทางวัฒนธรรม และทรัพยากรชุมชนที่มีอยู่ด้วย (Amornsiriphong and Nomnian, 2018)

การพัฒนาประเทศตามแนวทางของนโยบายการเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นและประเทศเข้ากับระบบเศรษฐกิจของภูมิภาคมีความสำคัญอย่างยิ่งก่อให้เกิดนโยบายการกำหนดพื้นที่ตามแนวชายแดนที่เป็นจุดเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบำนให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ประกอบกับประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และแรงงานจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในวัยผู้สูงอายุ และจัดอยู่ในกลุ่มที่เป็นแรงงานนอกระบบในภาคของเกษตรกรรมและการบริการ แรงงานผู้สูงอายุนอกระบบเหล่านี้ในประเทศมีจำนวนมากถึง 3,460,779 คิดเป็นเกือบร้อยละ 10 ของประชากรทั่งประเทศ เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone) เป็นพื้นที่ที่จัดตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะตามกฎหมาย เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริม สนับสนุน และอำนวยความสะดวก รวมทั้งให้สิทธิพิเศษบางประการในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของภาคอุตสาหกรรม ภาคพาณิชยกรรม ภาคการบริการ หรือกิจการอื่นใดที่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโดยประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่ 1/2558 ลงวันที่ 19 มกราคม พุทธศักราช 2558 เรื่องกำหนดพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ กำหนดให้มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ เขตเศรษฐกิจพิเศษตาก เขตเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร เขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว เขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา และเขตเศรษฐกิจพิเศษตราด ต่อมาได้มีประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 2 ลงวันที่ 24 เมษายน พุทธศักราช 2558 เพิ่มเติมอีก 5 จังหวัด ได้แก่ เขตเศรษฐกิจพิเศษหนองคาย เขตเศรษฐกิจพิเศษนราธิวาส เขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายเขตเศรษฐกิจพิเศษนครพนม และเขตเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรี รวมเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งหมด 10 พื้นที่จากการออกประกาศทั้งสองครั้ง

จังหวัดสระแก้วเป็นจังหวัดที่ได้มีการประกาศให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษในกลุ่มระยะแรก จังหวัดสระแก้วเป็นจังหวัดชายแดนที่มีพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชาและเวียดนาม โดยมีมูลค่าการค้าชายแดนในรอบปีที่ผ่านมา (2557) มากกว่า 70,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยศักยภาพด้านทำเลที่ตั้ง และสภาพภูมิประเทศที่เหมาะแก่การส่งเสริมในการเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการขนส่งที่จะเชื่อมโยงภูมิภาคอินโดจีน รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษจึงกำหนดให้ท้องที่ตำบลท่าข้าม ตำบลบำนด่าน ตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ และตำบลผักขะ อำเภอวัฒนานคร เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว โดยทั้ง 4 ตำบลมีพื้นที่รวมมากกว่า 200,000 ไร่ ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในหลาย ๆ ด้านด้วยกัน จากการสำรวจข้อมูลสถิติด้านแรงงาน พบว่า จังหวัดสระแก้วมีจำนวนแรงงานผู้สูงอายุนอกระบบนี้อยู่จำนวน 33,111 ราย ซึ่งกลุ่มแรงงานผู้สูงอายุนอกระบบเป็นกลุ่มเปราะบางกลุ่มหนึ่งที่ประสบปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำทางสังคม (สมศักดิ์ อมรสิริพงศ์ และรัฐศิรินทร์ วังกานนท์, 2560 ก) การขับเคลื่อนนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นประเด็นใหม่ที่ควรศึกษาว่าส่งผลกระทบและสร้างความเหลื่อมล้ำด้านสวัสดิการสังคมแก่กลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุอย่างไรบำง กลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุเข้าถึงสวัสดิการสังคมได้มากน้อยเพียงใด ระดับใด และยังมีความต้องการสวัสดิการสังคมใดอีกบำง ระดับใด รวมถึงช่องว่างระหว่างการเข้าถึงและความต้องการสวัสดิการสังคมมีมากน้อยเพียงใด และจะมีรูปแบบการจัดสวัสดิการสังคมแบบใดที่สามารถขับเคลื่อนภายใต้บริบทของการพัฒนาในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบในเขตเศรษฐกิจพิเศษได้

ELDERFARE Model เป็นรูปแบบการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุในเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เกิดจากการสังเคราะห์ผลการวิจัยและประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปประยุกต์ใช้จากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุและนำไปทดลองปฏิบัติในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งประกอบไปด้วย 9 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) E (Elderly Centered) ผู้สูงอายุเป็นศูนย์กลางของระบบสวัสดิการสังคม 2) L (Local Governemnt Organizations) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ประสานและอำนวยความสะดวกในการจัดระบบสวัสดิการสังคม 3) D (Doctorsand  Public  Health Care System) การเข้าถึงการบริการทางการแพทย์และระบบการดูแลด้านสาธารณสุขได้อย่างสะดวกทั่วถึงและรวดเร็ว 4) E (Enterprisesand InvestorsResponsibility) นายจำงหรือผู้จำงทำงานและผู้ประกอบการนักลงทุนในพื้นที่ต้องเข้ามาร่วมรับผิดชอบต่อการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับแรงงานผู้สูงอายุนอกระบบ 5) R (Rights of Community) สิทธิชุมชนเพื่อการมีสิทธิในการครอบครองที่ดินทำการเกษตรและอยู่อาศัย 6) F (Family Link) ระบบสวัสดิการต้องเชื่อมโยงกับครอบครัวและญาติพี่น้องของผู้สูงอายุ 7) A (Agricultural Contribution) ระบบสวัสดิการต้องเอื้อต่ออาชีพการทำการเกษตรของผู้สูงอายุ 8) R (Rural Community Exploitation) ระบบสวัสดิการสังคมต้องธ้ารงรักษาความเป็นชุมชนชนบท ที่มีทุนทางสังคมเป็นพื้นฐานอยู่มาก และเป็นรากฐานและรากเหง้าของสังคมไทย และ 9) E (Economic Concerned) ระบบสวัสดิการสังคมต้องสร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจให้แก่แรงงานผู้สูงอายุนอกระบบ (สมศักดิ์ อมรสิริพงศ์ และรัฐศิรินทร์ วังกานนท์, 2560 ก; สมศักดิ์ อมรสิริพงศ์และอาชว์ภูริชญ์ น้อมเนียน,2560 ก) ซึ่งองค์ประกอบดังกล่าวได้รับการพัฒนาและขับเคลื่อนเป็นรูปธรรมผ่านกิจกรรมต่าง ๆ โดยแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุร่วมกันระดมความคิดเห็น ที่เรียกว่า “สภากาแฟตำบลป่าไร่”ซึ่งบทความนี้ต้องการสะท้อนผลการขับเคลื่อนรูปแบบการจัดสวัสดิการสังคม “ELDERFARE Model” ผ่าน “สภากาแฟตำบลป่าไร่” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุในเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้ว ที่เกิดขึ้นพร้อมทิศทางและแนวโน้มที่ควรจะเป็นเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุในเขตเศรษฐกิจพิเศษในอนาคต

ขอบเขตพื้นที่การศึกษา ประชากรที่ศึกษา

1) การศึกษาเชิงปริมาณประชากรที่ศึกษาประกอบด้วยผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบในเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้ว ในพื้นที่ทดลองตำบลป่าไร่ อ้าเภออรัญประเทศ จำนวนทั้งหมด 462 ราย (ข้อมูลจากเทศบาลตำบลป่าไร่) กลุ่มตัวอย่างที่สามารถเก็บข้อมูลได้จ้านวน 288 ราย คิดเป็นร้อยละ 62.34 ของประชากรที่ศึกษา

2) การศึกษาเชิงคุณภาพผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบในเขตเศรษฐกิจพิเศษและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับระบบสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบในเขตเศรษฐกิจพิเศษตำบลป่าไร่ อ้าเภออรัญประเทศ รวมถึงผู้บริหารและเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือบุคลากรสุขภาพ รพ.สต.สมาชิกชมรมผู้สูงอายุ ผู้น้าชุมชนปราชญ์ชาวบ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)เป็นต้น

พื้นที่การศึกษาพื้นที่การศึกษา คือ พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้วโดยเลือกตำบล/พื้นที่ทดลองจ้านวน 1 ตำบล/พื้นที่ด้วยการประสานผู้เกี่ยวข้องในจังหวัดสระแก้วให้ระบุตำบลที่มีความเป็นไปได้ในการทดลองใช้แบบจ้าลองระบบสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบในเขตเศรษฐกิจพิเศษที่น้าไปสู่การลดความเหลื่อมล้้าทางสังคมโดยพิจารณาเลือกตำบล/พื้นที่จากลักษณะของปัญหาความเหลื่อมล้้าทางสังคมที่ได้จากการศึกษาระยะที่ 1 และเป็นพื้นที่ ๆ มีทุนทางสังคมอันจะน้ามาใช้ในการลดความเหลื่อมล้้าทางสังคมได้ ได้แก่ พื้นที่ตำบลป่าไร่ อ้าเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

วัตถุประสงค์           1. เพื่อวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางสังคมจากช่องว่าง (Gap) ของการเข้าถึงสวัสดิการและความต้องการสวัสดิการสังคมของกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุในเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้ว

2. เพื่อวิเคราะห์การขับเคลื่อนนวัตกรรมการจัดสวัสดิการสังคมด้วย “ELDERFARE Model” ผ่าน “สภากาแฟตำบลป่าไร่” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุในเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้ว

แหล่งทุนสนับสนุน ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
หน่วยงานที่ร่วมมือ จังหวัดสระแก้ว
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ระดับความร่วมมือ ระดับชาติ
ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์           กิจกรรม “สภากาแฟตำบลป่าไร่” ถือเป็นสิ่งใหม่และเป็นกิจกรรมที่ดีที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้ในปัญหาความเหลื่อมล้้าบางมิติ อาทิ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ เป็นต้น แต่การดำเนินกิจกรรมต้องใช้พลังในการขับเคลื่อนกิจกรรมค่อนข้างมาก และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล และหน่วยงานราชการในพื้นที่อื่น ๆ รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุเองที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วมหลักในการขับเคลื่อนกิจกรรม ถ้ากิจกรรมลักษณะนี้ได้รับการกำหนดเป็นนโยบายและมีการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นย่อมตกกับกลุ่มผู้สูงอายุอย่างแน่นอก แต่จะทำอย่างไรให้การขับเคลื่อนกิจกรรมไม่เป็นภาระความรับผิดชอบของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ควรอยู่ภายใต้การบริหารจัดการและการขับเคลื่อนโดยกลุ่มผู้สูงอายุเป็นหลักภายใต้การอำนวยความสะดวกและสนับสนุนของหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับหน่วยงานราชการอื่น ๆ ในพื้นที่

ดังนั้น ทิศทางการขับเคลื่อนนวัตกรรม“สภากาแฟตำบลป่าไร่” ควรได้รับการพัฒนาในรูปแบบของการจัดตั้งเป็น “ศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ” หรือ “โรงเรียนผู้สูงอายุ” ภายใต้มาตรการของการพัฒนาแกนน้าผู้สูงอายุให้เป็น “นวัตกร” เพื่อให้เกิดการดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องและมีการพบปะกัน รวมถึงการสร้างนวัตกรรม และมีนวัตกรที่เป็นทั้งกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่ปฏิบัติงานร่วมกับผู้สูงอายุในการทำงานเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ในพื้นที่ของตนเองสู่กลุ่มผู้สูงอายุด้วยกันเองเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนต่อไป และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องประสานความร่วมมือและอำนวยความสะดวกร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ภายในพื้นที่และจากการขับเคลื่อนกิจกรรม “สภากาแฟตำบลป่าไร่” ที่ผ่านมา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เห็นประโยชน์จากกิจกรรมดังกล่าวและมีการพัฒนาต่อยอดกิจกรรมเพื่อการดูแลคุณภาพผู้สูงอายุตำบลป่าไร่โดยการกำหนดแผนปฏิบัติการต่อเนื่อง ในการดำเนินการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุตำบลป่าไร่ ขึ้นโดยมีการออกแบบกิจกรรมพื้นฐานหลัก ได้แก่ กิจกรรมการพัฒนาสุขภาพกาย สุขภาพจิตใจ กิจกรรรมทางศาสนา กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และกิจกรรมการส่งเสริมอาชีพ โดยกิจกรรมเหล่านี้จะมีลักษณะเฉพาะที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ตำบลป่าไร่ด้วยและยังสามารถน้าไปขับเคลื่อนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษอื่น ๆ ภายใต้มาตรการดังกล่าวได้เพื่อการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุได้ต่อไป

Web link อำงอิงการดำเนินงาน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Veridian-E-Journal/article/view/172640/149863
SDG goal ที่เกี่ยวข้อง SDG 8 การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
SDG 10 ลดความเหลื่อมล้ำ

ปีงบประมาณ 2563

ชื่องานวิจัย

 

แผนการดำเนินงานวิจัยภายใต้ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยและขับเคลื่อนนโยบายสังคมไม่ทอดทิ้งกัน
ชื่อผู้วิจัย

 

รองศาสตราจารย์ ดร. ลือชัย ศรีเงินยวง

รองศาสตราจารย์ ดร.ปกรณ์ สิงห์สุริยา

อาจารย์ ดร.ปิยณัฐ ปฐมวงษ์

คณะ/สาขาวิชา คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่มาและความสำคัญ แผนดำเนินงานวิจัยภายใต้ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยและขับเคลื่อนนโยบายสังคมไม่ทอดทิ้งกัน เป็นโครงการที่อยู่ภายใต้บันทึกข้อตกลงระหว่างคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันวิจัยระบบสุขภาพ (สวรส.) โดยแผนงานนี้ มีเป้าหมายเพื่อการขับเคลื่อนงานระยะยาว ในการใช้งานวิจัย เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดสังคมที่เกื้อกูล ไม่ทอดทิ้งกัน โดยเฉพาะการให้การดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางและชายขอบต่าง ๆ แนวคิดของแผนงานนี้ คือ การผสมผสาน หนึ่ง การสร้างความรู้ สอง การพัฒนาผู้ที่จะไปสร้างความรู้และขับเคลื่อน และ สาม การนำความรู้ไปเป็นฐานในการขับเคลื่อนนโยบายและการเคลื่อนไหวทางสังคม แผนงานวิจัยประกอบไปด้วย 5 โครงการ คือ

•   โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนสุขภาวะของครอบครัวเปราะบางในสังคมไทย เป็นโครงการที่เน้นการพัฒนาองค์ความรู้สถานการณ์ปัญหาความซับซ้อนของครอบครัวไทย เพื่อผลักดันให้เกิดความเข้าใจและพัฒนาโจทย์วิจัยด้านครอบครัว และการสร้างเครือข่ายผู้ทำงานแก้ปัญหาครอบครัว
•   โครงการปัญญาประดิษฐ์กับความเป็นธรรมทางสุขภาพและสังคม เป็นโครงการที่ศึกษาความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิตอลและปัญญาประดิษฐ์ ที่อาจส่งผลต่อมนุษย์ ในมิติทางจริยธรรม มิติความเป็นธรรม และมิติสังคม
•   โครงการชีวิต สุขภาพ และการเข้าถึงระบบสุขภาพของประชากรกลุ่มเปราะบางในเมือง: การศึกษากลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานย้ายถิ่นในกรุงเทพมหานคร เป็นโครงการที่ศึกษากลุ่มคนเปราะบาง เช่น พนักงานขับรถแท็กซี่ การศึกษาชีวิตของคนกลุ่มนี้ ทำให้เราได้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่พวกเขาต้องถูกกดทับ และมีความเสี่ยงเรื่องสุขภาพ ทำให้เกิดการพัฒนาระบบบริการสุขภาพเพื่อรองรับคนกลุ่มนี้
•   โครงการชีวิตและสุขภาพของเด็กต่างด้าวและการเข้าถึงบริการสาธารณสุข เป็นโครงการที่เน้นการทำความเข้าใจความซับซ้อนของปัญหาเด็กต่างด้าว และกลไกของการบริการสาธารณสุขที่ไม่ตอบรับกับชีวิตและการเคลื่อนย้าย เด็กจึงมีความเสี่ยงทางสุขภาพและความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต
•   โครงการการพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยและขับเคลื่อนงานของ “ครูข้างถนน” เป็นโครงการที่เน้นการพัฒนาศักยภาพของคนทำงานเพื่อเด็กกลุ่มเปราะบาง โดยมุ่งหวังว่า เมื่อเกิดการพัฒนาความรู้ เครื่องมือ เทคนิคการทำงาน ครูข้างถนนเป็นกลไกหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการทำงานช่วยเหลือเด็กที่เข้าถึงได้ยาก

ภายใต้องค์ประกอบของโครงการย่อยดังกล่าว ทำให้แผนงานวิจัยผลักดันนำไปสู่การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงผ่านกลไกระดับนโยบาย โครงสร้างองค์กร และพื้นที่ปฏิบัติการเฉพาะต่าง ๆ โดยอาศัยองค์ความรู้ที่พัฒนาขึ้น และการเชื่อมโยงเครือข่ายและพื้นที่ปฏิบัติการจริง การใช้การทำงานกับเครือข่ายในทุกระดับ (จากนโยบายสู่ชุมชน) เป็นพื้นที่ปฏิบัติการ ในการพัฒนาองค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพนักวิจัยและคนทำงาน และ การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง จะทำให้การทำงานทุกมิติเกิดบูรณาการ เชื่อมโยง และมีประสิทธิภาพ

วัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหา สาเหตุและแนวทางการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสังคมที่เป้าหมายในการสร้างสังคมแห่งการเกื้อกูล ไม่ทอดทิ้งกัน โดยผ่านชุดการวิจัยเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมาย พื้นที่หรือประเด็นต่าง ๆ โดยเป็นการสร้างงานวิชาการที่มีคุณภาพ สามารถนำผลที่ได้ไปสู่การปฏิบัติแก้ไขปัญหากลุ่มคนเปราะบาง และพัฒนาระบบสุขภาพที่มีประสิทธิภาพตอบสนองต่อคนทุกคนได้

2. เพื่อพัฒนาศักยภาพนักวิจัยและคนทำงานกลุ่มประชากรชายขอบที่ซับซ้อนเข้าถึงยาก (Capacity Building) โดยผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิธีวิทยา การฝึกอบรมแนวใหม่ที่เน้นการปฏิบัติการในพื้นที่จริง และการเชื่อมต่อ แสวงหาความร่วมมือระหว่างภาคี เครือข่าย ทั้งจากสถานบันอุดมศึกษาทั้งในประเทศ และต่างประเทศ องค์กรภาคประชาชน หน่วยงานภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอชน

3. การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยพัฒนาระบบบริหารศูนย์ความเป็นเลิศฯ ให้เป็นแกนกลางในการทำงานวิชาการเพื่อกลุ่มคนเปราะบาง และเป็นศูนย์ที่เผยแพร่ข้อมูลต่าง ๆ โดยสร้างพื้นที่การสื่อสารสาธารณะเพื่อการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยเพื่อกลุ่มคนเปราะบางที่นำไปสู่การปฏิบัติได้ มุ่งสู่การเกิดสังคมไม่ทอดทิ้งกันในระดับต่าง ๆ ทั้งระดับนโยบายและพื้นที่

ขอบเขตพื้นที่การศึกษา ประเทศไทย
แหล่งทุนสนับสนุน สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)
หน่วยงานที่ร่วมมือ
ระดับความร่วมมือ ระดับชาติ
ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์ 1. เกิดการขับเคลื่อนสังคมเชิงระบบและเชิงนโยบายในระดับต่าง ๆ ในการสร้างสังคมที่เป็นธรรม เกิดระบบการเกื้อกูล ดูแลผู้คนในสังคมที่เป็นกลุ่มด้อยโอกาส กลุ่มเปราะบาง ทั้งในด้านสุขภาพและอื่น ๆ

2. เกิดองค์ความรู้ และมุ่งเน้นการพัฒนางานวิจัยที่จะทำให้มีการผลิตความรู้ใหม่ ๆ ตลอดจนมีการพัฒนาองค์ความรู้ที่มอยู่ในรูปที่สามารถใช้ขับเคลื่อน นโยบายและสร้างแนวทางการปฏิบัติใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างเครื่องมือเพื่อที่จะสามารถแปลแนวคิดทางด้านสังคมให้เป็นการปฏิบัติได้

3. เกิดการสร้างคนและภาคีเครือข่ายนักวิจัยและผู้ปฏิบัติงานรวมถึงนักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกที่มีศักยภาพด้านการวิจัยสังคมแบบปฏิบัติการจริง เข้าใจความซับซ้อนของปัญหา และเกิดความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เชื่อมคน เชื่อมองค์กรที่ทำงานด้านกลุ่มคนเปราะบาง ซึ่งเกิดการพัฒนาไปสู่การเป็นนักวิจัยทางด้านสังคมที่ดี ความสามารถและเป็นกำลังสำคัญได้ในอนาคต

4. เกิดการสร้างชุมชนวิชาการ เพื่อเป็นสิ่งแวดล้อมทางการวิจัย (Research Environment) ที่สำคัญที่จำผลักดันให้คนทำงานเติบโตเต็มศักยภาพเป็นชุมชนวิชาการที่มีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักวิจัย ผู้ปฏิบัติงานจริงทั้งในระบบสุขภาพและในพื้นที่ เครือข่ายภาคประชาสังคม และสถาบันการศึกษา รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายการทำงานผลักดันสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่มีข้อมูลจริงจากการทำงานในพื้นที่และใกล้ชิดกลุ่มคนเปราะบาง

การตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (17 SDGs) SDG 3 มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี

SDG 10 ลดความเหลื่อมล้ำ

Web link การดำเนินงาน (หากมี) https://op.mahidol.ac.th/ra/2021/05/17/sh_2564-03/
2021-09-01T14:37:17+07:00
X