SDGs8

SDGs8

เป้าหมายที่ 8: ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืน การจ้างงานเต็มที่ มีผลิตภาพ และการมีงานที่เหมาะสมสำหรับทุกคน (Promote sustained, inclusive and sustainable economic growth, full and productive employment and decent work for all)

ปีงบประมาณ 2562

ชื่อบทความวิจัย การขับเคลื่อนนวัตกรรมการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุในเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ชื่องานวิจัย การพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อลดความเหลี่อมล้ำทางสังคม: กรณีศึกษาเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้ว
ชื่อผู้วิจัย รองศาสตราจารย์ ดร. สมศักดิ์ อมรสิริพงศ์
คณะ/สาขาวิชา ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่มาและความสำคัญ           แนวทางการพัฒนาประเทศไทยของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก ทำให้มีปัจจุบัน พบว่า มีการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของประเทศออกมาจากรัฐบาลหลายนโยบาย อาทิ นโยบายการส่งเสริมการลงทุนในเขตนิคมอุตสาหกรรม นโยบายรถคันแรก การกำหนดพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC: Eastern Economic Corridor) หรือแม้แต่การกำหนดพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ:  Special  Economic  Zones) เป็นต้น แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจเหล่านี้ล้วนส่งผลให้เกิดการขยายตัวของการใช้แรงงานมากขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนแรงงานนอกระบบและแรงงานนอกระบบผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีลักษณะที่สอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่เศรษฐกิจนอกระบบเติบโตสูงขึ้นเช่นเดียวกับจำนวนแรงงานสูงอายุอันเนื่องมาจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนาที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุเร็วที่สุด (UN Department of Economics  and social affairs ,2017) จากการคาดการณ์ในปี 2030 เมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้วจะยังไม่เป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง แต่มีสัดส่วนผู้สูงอายุในระดับสูงกว่าประเทศอื่นในอาเซียน (ยกเว้นประเทศสิงคโปร์) ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญการเพิ่มขึ้นของประชากรวัยสูงอายุจะก่อให้เกิดความต้องการสวัสดิการสังคมมากขึ้น เช่น การรักษาพยาบาล การดูแลผู้สูงอายุ ระบบบำนาญ เป็นต้น ขณะที่ระดับรายได้ต่อหัว/การออมของประชาชนยังอยู่ในระดับต่ำ (อาคม เติมพิทยาไพสิฐ,2558)ส่งผลให้แรงงานนอกระบบผู้สูงอายุที่เพิ่มขาดหลักประกันและสวัสดิการที่เหมาะสมการศึกษาจำนวนมากพบปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมในกลุ่มผู้สูงอายุ อาทิ ปัญหาการเข้าถึงระบบประกันสุขภาพโดยเฉพาะระบบประกันสังคมซึ่งมีข้อจำกัดเกี่ยวกับอายุของผู้ประกันตนรวมถึงระบบประกันสุขภาพอื่น ๆ อีก (ภุชงค์ เสนานุชและธนาชัย สุนทรอนันตชัย, 2561; วนิดา ดุรงค์ฤทธิชัย,กมลทิพย์ ขลังธรรมเนียมและนพนัฐ จำปาเทศ, 2561; มะลิวรรณ ปรินแคน และพัฒน์ศิณ สำเริงรัมย์, 2559) และปัญหาความเหลื่อมล้ำอื่น ๆ อีก โดยแนวทางการแก้ปัญหาต้องนำความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนเข้ามาช่วยเหลือทางสังคมประกอบกับการบูรณาการเข้ากับทุนทางสังคม ทางทางวัฒนธรรม และทรัพยากรชุมชนที่มีอยู่ด้วย (Amornsiriphong and Nomnian, 2018)

การพัฒนาประเทศตามแนวทางของนโยบายการเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นและประเทศเข้ากับระบบเศรษฐกิจของภูมิภาคมีความสำคัญอย่างยิ่งก่อให้เกิดนโยบายการกำหนดพื้นที่ตามแนวชายแดนที่เป็นจุดเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบำนให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ประกอบกับประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และแรงงานจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในวัยผู้สูงอายุ และจัดอยู่ในกลุ่มที่เป็นแรงงานนอกระบบในภาคของเกษตรกรรมและการบริการ แรงงานผู้สูงอายุนอกระบบเหล่านี้ในประเทศมีจำนวนมากถึง 3,460,779 คิดเป็นเกือบร้อยละ 10 ของประชากรทั่งประเทศ เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone) เป็นพื้นที่ที่จัดตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะตามกฎหมาย เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริม สนับสนุน และอำนวยความสะดวก รวมทั้งให้สิทธิพิเศษบางประการในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของภาคอุตสาหกรรม ภาคพาณิชยกรรม ภาคการบริการ หรือกิจการอื่นใดที่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโดยประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่ 1/2558 ลงวันที่ 19 มกราคม พุทธศักราช 2558 เรื่องกำหนดพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ กำหนดให้มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ เขตเศรษฐกิจพิเศษตาก เขตเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร เขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว เขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา และเขตเศรษฐกิจพิเศษตราด ต่อมาได้มีประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 2 ลงวันที่ 24 เมษายน พุทธศักราช 2558 เพิ่มเติมอีก 5 จังหวัด ได้แก่ เขตเศรษฐกิจพิเศษหนองคาย เขตเศรษฐกิจพิเศษนราธิวาส เขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายเขตเศรษฐกิจพิเศษนครพนม และเขตเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรี รวมเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งหมด 10 พื้นที่จากการออกประกาศทั้งสองครั้ง

จังหวัดสระแก้วเป็นจังหวัดที่ได้มีการประกาศให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษในกลุ่มระยะแรก จังหวัดสระแก้วเป็นจังหวัดชายแดนที่มีพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชาและเวียดนาม โดยมีมูลค่าการค้าชายแดนในรอบปีที่ผ่านมา (2557) มากกว่า 70,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยศักยภาพด้านทำเลที่ตั้ง และสภาพภูมิประเทศที่เหมาะแก่การส่งเสริมในการเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการขนส่งที่จะเชื่อมโยงภูมิภาคอินโดจีน รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษจึงกำหนดให้ท้องที่ตำบลท่าข้าม ตำบลบำนด่าน ตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ และตำบลผักขะ อำเภอวัฒนานคร เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว โดยทั้ง 4 ตำบลมีพื้นที่รวมมากกว่า 200,000 ไร่ ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในหลาย ๆ ด้านด้วยกัน จากการสำรวจข้อมูลสถิติด้านแรงงาน พบว่า จังหวัดสระแก้วมีจำนวนแรงงานผู้สูงอายุนอกระบบนี้อยู่จำนวน 33,111 ราย ซึ่งกลุ่มแรงงานผู้สูงอายุนอกระบบเป็นกลุ่มเปราะบางกลุ่มหนึ่งที่ประสบปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำทางสังคม (สมศักดิ์ อมรสิริพงศ์ และรัฐศิรินทร์ วังกานนท์, 2560 ก) การขับเคลื่อนนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นประเด็นใหม่ที่ควรศึกษาว่าส่งผลกระทบและสร้างความเหลื่อมล้ำด้านสวัสดิการสังคมแก่กลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุอย่างไรบำง กลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุเข้าถึงสวัสดิการสังคมได้มากน้อยเพียงใด ระดับใด และยังมีความต้องการสวัสดิการสังคมใดอีกบำง ระดับใด รวมถึงช่องว่างระหว่างการเข้าถึงและความต้องการสวัสดิการสังคมมีมากน้อยเพียงใด และจะมีรูปแบบการจัดสวัสดิการสังคมแบบใดที่สามารถขับเคลื่อนภายใต้บริบทของการพัฒนาในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบในเขตเศรษฐกิจพิเศษได้

ELDERFARE Model เป็นรูปแบบการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุในเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เกิดจากการสังเคราะห์ผลการวิจัยและประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปประยุกต์ใช้จากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุและนำไปทดลองปฏิบัติในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งประกอบไปด้วย 9 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) E (Elderly Centered) ผู้สูงอายุเป็นศูนย์กลางของระบบสวัสดิการสังคม 2) L (Local Governemnt Organizations) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ประสานและอำนวยความสะดวกในการจัดระบบสวัสดิการสังคม 3) D (Doctorsand  Public  Health Care System) การเข้าถึงการบริการทางการแพทย์และระบบการดูแลด้านสาธารณสุขได้อย่างสะดวกทั่วถึงและรวดเร็ว 4) E (Enterprisesand InvestorsResponsibility) นายจำงหรือผู้จำงทำงานและผู้ประกอบการนักลงทุนในพื้นที่ต้องเข้ามาร่วมรับผิดชอบต่อการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับแรงงานผู้สูงอายุนอกระบบ 5) R (Rights of Community) สิทธิชุมชนเพื่อการมีสิทธิในการครอบครองที่ดินทำการเกษตรและอยู่อาศัย 6) F (Family Link) ระบบสวัสดิการต้องเชื่อมโยงกับครอบครัวและญาติพี่น้องของผู้สูงอายุ 7) A (Agricultural Contribution) ระบบสวัสดิการต้องเอื้อต่ออาชีพการทำการเกษตรของผู้สูงอายุ 8) R (Rural Community Exploitation) ระบบสวัสดิการสังคมต้องธ้ารงรักษาความเป็นชุมชนชนบท ที่มีทุนทางสังคมเป็นพื้นฐานอยู่มาก และเป็นรากฐานและรากเหง้าของสังคมไทย และ 9) E (Economic Concerned) ระบบสวัสดิการสังคมต้องสร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจให้แก่แรงงานผู้สูงอายุนอกระบบ (สมศักดิ์ อมรสิริพงศ์ และรัฐศิรินทร์ วังกานนท์, 2560 ก; สมศักดิ์ อมรสิริพงศ์และอาชว์ภูริชญ์ น้อมเนียน,2560 ก) ซึ่งองค์ประกอบดังกล่าวได้รับการพัฒนาและขับเคลื่อนเป็นรูปธรรมผ่านกิจกรรมต่าง ๆ โดยแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุร่วมกันระดมความคิดเห็น ที่เรียกว่า “สภากาแฟตำบลป่าไร่”ซึ่งบทความนี้ต้องการสะท้อนผลการขับเคลื่อนรูปแบบการจัดสวัสดิการสังคม “ELDERFARE Model” ผ่าน “สภากาแฟตำบลป่าไร่” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุในเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้ว ที่เกิดขึ้นพร้อมทิศทางและแนวโน้มที่ควรจะเป็นเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุในเขตเศรษฐกิจพิเศษในอนาคต

ขอบเขตพื้นที่การศึกษา ประชากรที่ศึกษา

1) การศึกษาเชิงปริมาณประชากรที่ศึกษาประกอบด้วยผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบในเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้ว ในพื้นที่ทดลองตำบลป่าไร่ อ้าเภออรัญประเทศ จำนวนทั้งหมด 462 ราย (ข้อมูลจากเทศบาลตำบลป่าไร่) กลุ่มตัวอย่างที่สามารถเก็บข้อมูลได้จ้านวน 288 ราย คิดเป็นร้อยละ 62.34 ของประชากรที่ศึกษา

2) การศึกษาเชิงคุณภาพผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบในเขตเศรษฐกิจพิเศษและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับระบบสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบในเขตเศรษฐกิจพิเศษตำบลป่าไร่ อ้าเภออรัญประเทศ รวมถึงผู้บริหารและเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือบุคลากรสุขภาพ รพ.สต.สมาชิกชมรมผู้สูงอายุ ผู้น้าชุมชนปราชญ์ชาวบ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)เป็นต้น

พื้นที่การศึกษาพื้นที่การศึกษา คือ พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้วโดยเลือกตำบล/พื้นที่ทดลองจ้านวน 1 ตำบล/พื้นที่ด้วยการประสานผู้เกี่ยวข้องในจังหวัดสระแก้วให้ระบุตำบลที่มีความเป็นไปได้ในการทดลองใช้แบบจ้าลองระบบสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบในเขตเศรษฐกิจพิเศษที่น้าไปสู่การลดความเหลื่อมล้้าทางสังคมโดยพิจารณาเลือกตำบล/พื้นที่จากลักษณะของปัญหาความเหลื่อมล้้าทางสังคมที่ได้จากการศึกษาระยะที่ 1 และเป็นพื้นที่ ๆ มีทุนทางสังคมอันจะน้ามาใช้ในการลดความเหลื่อมล้้าทางสังคมได้ ได้แก่ พื้นที่ตำบลป่าไร่ อ้าเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

วัตถุประสงค์           1. เพื่อวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางสังคมจากช่องว่าง (Gap) ของการเข้าถึงสวัสดิการและความต้องการสวัสดิการสังคมของกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุในเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้ว

2. เพื่อวิเคราะห์การขับเคลื่อนนวัตกรรมการจัดสวัสดิการสังคมด้วย “ELDERFARE Model” ผ่าน “สภากาแฟตำบลป่าไร่” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุในเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้ว

แหล่งทุนสนับสนุน ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
หน่วยงานที่ร่วมมือ จังหวัดสระแก้ว
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ระดับความร่วมมือ ระดับชาติ
ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์           กิจกรรม “สภากาแฟตำบลป่าไร่” ถือเป็นสิ่งใหม่และเป็นกิจกรรมที่ดีที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้ในปัญหาความเหลื่อมล้้าบางมิติ อาทิ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ เป็นต้น แต่การดำเนินกิจกรรมต้องใช้พลังในการขับเคลื่อนกิจกรรมค่อนข้างมาก และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล และหน่วยงานราชการในพื้นที่อื่น ๆ รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุเองที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วมหลักในการขับเคลื่อนกิจกรรม ถ้ากิจกรรมลักษณะนี้ได้รับการกำหนดเป็นนโยบายและมีการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นย่อมตกกับกลุ่มผู้สูงอายุอย่างแน่นอก แต่จะทำอย่างไรให้การขับเคลื่อนกิจกรรมไม่เป็นภาระความรับผิดชอบของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ควรอยู่ภายใต้การบริหารจัดการและการขับเคลื่อนโดยกลุ่มผู้สูงอายุเป็นหลักภายใต้การอำนวยความสะดวกและสนับสนุนของหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับหน่วยงานราชการอื่น ๆ ในพื้นที่

ดังนั้น ทิศทางการขับเคลื่อนนวัตกรรม“สภากาแฟตำบลป่าไร่” ควรได้รับการพัฒนาในรูปแบบของการจัดตั้งเป็น “ศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ” หรือ “โรงเรียนผู้สูงอายุ” ภายใต้มาตรการของการพัฒนาแกนน้าผู้สูงอายุให้เป็น “นวัตกร” เพื่อให้เกิดการดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องและมีการพบปะกัน รวมถึงการสร้างนวัตกรรม และมีนวัตกรที่เป็นทั้งกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่ปฏิบัติงานร่วมกับผู้สูงอายุในการทำงานเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ในพื้นที่ของตนเองสู่กลุ่มผู้สูงอายุด้วยกันเองเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนต่อไป และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องประสานความร่วมมือและอำนวยความสะดวกร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ภายในพื้นที่และจากการขับเคลื่อนกิจกรรม “สภากาแฟตำบลป่าไร่” ที่ผ่านมา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เห็นประโยชน์จากกิจกรรมดังกล่าวและมีการพัฒนาต่อยอดกิจกรรมเพื่อการดูแลคุณภาพผู้สูงอายุตำบลป่าไร่โดยการกำหนดแผนปฏิบัติการต่อเนื่อง ในการดำเนินการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุตำบลป่าไร่ ขึ้นโดยมีการออกแบบกิจกรรมพื้นฐานหลัก ได้แก่ กิจกรรมการพัฒนาสุขภาพกาย สุขภาพจิตใจ กิจกรรรมทางศาสนา กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และกิจกรรมการส่งเสริมอาชีพ โดยกิจกรรมเหล่านี้จะมีลักษณะเฉพาะที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ตำบลป่าไร่ด้วยและยังสามารถน้าไปขับเคลื่อนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษอื่น ๆ ภายใต้มาตรการดังกล่าวได้เพื่อการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุได้ต่อไป

Web link อำงอิงการดำเนินงาน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Veridian-E-Journal/article/view/172640/149863
SDG goal ที่เกี่ยวข้อง SDG 8 การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
SDG 10 ลดความเหลื่อมล้ำ
ชื่อบทความวิจัย สมการการคาดการณ์รายได้จากนโยบายภาครัฐต่อการส่งเสริมงบประมาณของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางขั้นต่ำ กรณีศึกษาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ชื่องานวิจัย การส่งเสริมสมรรถนะด้านการลงทุนข้ามชาติในเขตภูมิภาคอาเซียน กรณีศึกษาการบริหารการลงทุนข้ามชาติ สาธารณูปโภคประชาชนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ชื่อผู้วิจัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กฤษณ์ รักชาติเจริญ
คณะ/สาขาวิชา ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่มาและความสำคัญ           อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีบทบาทสำคัญต่อความเจริญก้าวหน้าและเสถียรภาพของประเทศ และมีผลกระทบต่อภูมิภาคอาเซียน หากพิจารณาถึงสภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนับเป็นแหล่งที่มาของเงินตราต่างประเทศที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน ทั้งยังช่วยสร้างตลาดงาน และสร้างอาชีพอีกหลายแขนง ก่อให้เกิดการกระจายงาน และกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่นต่าง ๆ สร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจอันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย รัฐบาลให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศจึงมีการกำหนดนโยบายเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องและการกระตุ้นการท่องเที่ยวดังกล่าวนั้น ได้รับผลจากทิศทางการพัฒนาในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 และได้ยึดหลักการในการวางแผนในทุกมิติ เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ โดยประเทศไทยเริ่มเน้นหนักในการให้ความสำคัญต่อรายได้ของประเทศที่ได้รับจากเม็ดเงินภายนอก ทั้งภาคอุตสาหกรรม และภาคการท่องเที่ยว (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2559) อย่างไรก็ตาม จากเอกสารรายงานของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ได้ชี้ชัดให้เห็นถึงตัวเลขติดลบของรายได้ที่ได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งมีอัตราการเปลี่ยนแปลงติดลบบางช่วงปีเมื่อเทียบกับข้อมูลปีล่าสุด จากตัวเลขเชิงลบดังกล่าว ทำให้ตระหนักได้ว่า นโยบายการท่องเที่ยวในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอในการกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าวัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการท่องเที่ยว และเป็นปัจจัยร่วมต่อการสร้างแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวให้มาท่องเที่ยวในประเทศที่มีวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์หากพิจารณางบประมาณรายจ่ายด้านการสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีผลต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว บทเรียนสำคัญที่ใช้ในการศึกษาคือ ความสอดคล้องทางวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติ ที่มีความสอดคล้องกัน และอาศัยความร่วมมือระหว่างกันหากเริ่มต้นจากเขตภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) ประเทศที่มีความสอดคล้องทางวัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติกับประเทศไทยนั้นคือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หากมีความร่วมมือในการสร้างพื้นที่ทางการท่องเที่ยวที่กว้างยิ่งขึ้นระหว่างประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวซึ่งจะเป็นการสร้างตลาดการท่องเที่ยวด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (Economic Coordination)เปรียบเสมือนห่วงโซ่อุปทานระดับนานาชาติหากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมีระบบเศรษฐกิจที่ดี ย่อมส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากการอุปโภคและการบริโภคของประชาชนในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ส่วนใหญ่ใช้ผลิตภัณฑ์นำเข้าจากประเทศไทยการศึกษาถึงสถานการณ์ปัจจุบัน สภาพแวดล้อมและแนวโน้มการส่งเสริมเชิงนโยบายของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวนอกจากเป็นการสะท้อนถึงข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อภาคการท่องเที่ยวของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวแล้วนั้น ยังมีประโยชน์ต่อประเทศไทยในการถอดบทเรียนแนวปฏิบัติที่สามารถเกื้อหนุนต่อกันได้ และผลการวิจัยนี้จะนำมาเป็นเครื่องมือในการกำหนดแผนการดำเนินงาน รวมถึงนโยบายที่อาจเกิดขึ้นเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยในอนาคต ซึ่งทราบดีว่าจากพื้นฐานการแข่งขันทางระบบเศรษฐกิจดังกล่าว หากถอดบทเรียนจากแนวคิดและทฤษฎีของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วอาจจะเปรียบเสมือนเพียงเหรียญด้านเดียวที่จะขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจระดับมหภาคเท่านั้น

การพิจารณาในทุกมิติและการพิจารณาบนบริบทที่สอดคล้องย่อมเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการบริหารประเทศ และจากความสำคัญดังกล่าวนี้ ผู้วิจัยจึงมีความประสงค์ที่จะศึกษาเป้าประสงค์หลักของนโยบายส่งเสริมระบบเศรษฐกิจของประเทศ และศึกษาสมการการคาดการณ์รายได้จากนโยบายภาครัฐต่อการส่งเสริมงบประมาณของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางขั้นต่ำซึ่งเปรียบเสมือนมุมมองอีกหนึ่งด้าน  เพื่อเป็นการยืนยันว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อการสนับสนุนงบประมาณภาครัฐในการกำหนดนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจได้แท้จริงและมีเป้าประสงค์หลักที่จะดำเนินการในด้านใด และมีทิศทางในอนาคตต่อไปอย่างไร

ขอบเขตพื้นที่การศึกษา           ชุดประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ คณะกรรมการบริหารในภาคธุรกิจการท่องเที่ยวสัญชาติไทย และสัญชาติลาว และผู้ปฏิบัติงานด้านการท่องเที่ยวในภาคธุรกิจการท่องเที่ยวสัญชาติไทยและสัญชาติลาว ด้วยหลักผสานข้อมูลต่อเพื่อใช้ประกอบการสัมภาษณ์ (Snowball   Sampling Technique) จนได้ข้อมูลที่ครบถ้วนต่อการดำเนินการวิจัยโดยการใช้แบบแนวการสัมภาษณ์ (Interviewing Guideline) เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่มีความละเอียดและเป็นปัจจุบัน ผ่านมุมมองของผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และบุคลากรสถานทูตไทยที่ดำเนินงานด้านการประสานงานทั้งนี้เนื่องจากพื้นฐานงานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็นหลัก ดังนั้นขอบเขตด้านประชากรอาจมีการปรับเปลี่ยน เพิ่ม/ลด ตามหลักจริยธรรมวิจัยในคนที่ได้กำหนดระเบียบการไว้การสัมภาษณ์ได้ขอรับข้อมูลเชิงปริมาณ หรือแหล่งข้อมูลเชิงปริมาณจากระบบสารสนเทศ
วัตถุประสงค์           1. เพื่อศึกษาเป้าประสงค์หลักของนโยบายส่งเสริมระบบเศรษฐกิจของประเทศ (Main target of the public policy to promote national economy) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

2. เพื่อศึกษาสมการการคาดการณ์รายได้จากนโยบายภาครัฐต่อการส่งเสริมงบประมาณพิจารณาจากอัตรารายได้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจากนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว (Tourism revenue growth rate from tourism promotion policies) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

แหล่งทุนสนับสนุน คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
หน่วยงานที่ร่วมมือ
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ระดับความร่วมมือ ระดับนานาชาติ
ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์           หากพิจารณาเปรียบเทียบในบริบท (Context) ของประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีความสอดคล้องทางวัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติ หากมีการร่วมมือในการสร้างพื้นที่ทางการท่องเที่ยวที่กว้างยิ่งขึ้นระหว่าง 2 ประเทศ จะเป็นการสร้างตลาดการท่องเที่ยวที่ร่วมกันเพิ่มกว้างยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จุดเริ่มต้นของความร่วมมือจำเป็นต้องมีการศึกษาถึงสถานการณ์ปัจจุบัน และสภาพแวดล้อมของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อเป็นการถอดบทเรียน และเป็นเครื่องมือในการกำหนดแผนการดำเนินงาน รวมถึงนโยบายที่อาจเกิดขึ้นเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่พึงปฏิบัติ และแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือกันในการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวหากเศรษฐกิจใน

จากการวิเคราะห์ข้อมูลสามารถอภิปรายผลการวิจัย ดังนี้การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาถึงผลการดำเนินงานของนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเมื่อเปรียบเทียบกับผลการท่องเที่ยวมีการตั้งข้อโต้แย้งว่าถึงแม้ว่ารัฐบาลของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวจะมีงบประมาณอย่างจำกัดต่อการขับเคลื่อนนโยบายในการลงทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่นักท่องเที่ยวก็ยังคงเดินทางมาท่องเที่ยวในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในทางกลับกันการท่องเที่ยวของไทยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจำนวนมากถึง 10,264.5 ล้านบาท (ประมาณ 3,191.7ล้านเหรียญสหรัฐ) ในปี พ.ศ. 2555ทำให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 22.3 ล้านคนซึ่งสอดคล้องกับผลการรายงานของสำนักงานการท่องเที่ยวของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (Department of Tourism Development, 2013, pp. 7-13) และมีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก โดยในปี พ.ศ. 2555 มีรายได้จากการท่องเที่ยว 983,928 ล้านบาทที่ได้รับผลจากการที่ประเทศไทยได้จัดสรรรายจ่ายงบประมาณส่งเสริมการท่องเที่ยวทำให้สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมีอัตรารายได้จากการท่องเที่ยวสูงขึ้นในทิศทางเดียวกันรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ควรส่งเสริมการโฆษณาการท่องเที่ยวผ่านสื่อภายในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่องโดยจัดในรูปแบบกิจกรรมในประเทศ และมีการเผยแพร่ภาพด้วยสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ สื่อมัลติมีเดีย ซึ่งจะสนับสนุนทำให้ประเทศได้รับการรู้จักเป็นอย่างดีซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยของ (พัชราวลัย จีนอนงค์,2559, 233-247.) ที่กล่าวว่าสื่อมัลติมีเดียเป็นการบูรณาการสื่อต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เช่น นำเสนอสื่อรูปภาพ และเสียงบรรยาย ประกอบกัน จึงทำให้สามารถสร้างการรับรู้ และดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี การส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวนั้น มีผลต่อรายได้ของประชาชน และกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ภายในประเทศซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยของ (ธณัศวัล กุลศรี, 2559, 1-16.) ที่กล่าวว่าท้องถิ่นจำเป็นต้องมีการฝึกอบรมผู้ที่ให้บริการนำชมสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อให้มีความรู้เรื่องภาษาที่หลากหลายฝึกอบรมเรื่องการให้บริการที่ดีปรับปรุงสินค้าบริการและปัจจัยสนับสนุนการท่องเที่ยวในด้านต่าง ๆ เพื่อเป็นการสนับสนุนให้คนในท้องถิ่นมีรายได้จากการขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยว และเป็นการสนับสนุนให้เข้าใจร่วมมือและร่วมใจในการสร้างเอกลักษณ์ของท้องถิ่น

Web link อำงอิงการดำเนินงาน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Veridian-E-Journal/article/view/152514/111288
SDG goal ที่เกี่ยวข้อง SDG 8 การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
SDG 9 อุตสาหกรรม นวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน
ชื่อบทความวิจัย ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครูเจเนอเรชั่นวายในโรงเรียนของรัฐในกรุงเทพมหานคร
ชื่องานวิจัย ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครูเจเนอเรชั่นวายในโรงเรียนของรัฐในกรุงเทพมหานคร
ชื่อผู้วิจัย รองศาสตราจารย์ ดร. พชชนัน นิรมิตรไชยนนท์
คณะ/สาขาวิชา ภาควิชาศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่มาและความสำคัญ           ครูเป็นวิชาชีพหนึ่งที่หลายองค์กรกำลังให้ความสำคัญกับการพัฒนาความสุขในการทำงานเห็นได้จากสถิติที่สะท้อนว่าปัจจุบันครูที่กำลังปฏิบัติงานไม่มีความสุขในการทำงาน  เห็นได้จากการสำรวจความคิดเห็นของครูทั่วประเทศ จำนวน 1,410 คน พบว่า ความหนักใจของครูในปัจจุบันคือ เงินเดือน สวัสดิการ ปัญหาหนี้สิน ร้อยละ 37.25 ภาระงานที่มากขึ้น เช่น งานเอกสาร งานวิชาการต่าง ๆ ร้อยละ 25.49 พฤติกรรมของเด็กนักเรียนในปัจจุบัน เช่น ไม่เชื่อฟังครู ไม่เคารพครู ไม่ตั้งใจเรียน ร้อยละ 15.68 บุคลากรครูมีน้อย ไม่เพียงพอ ร้อยละ 13.72 และไม่ได้รับโอกาสในการพัฒนาวิชาชีพและการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชา ร้อยละ 7.86 “สาเหตุ/ปัจจัย” ที่ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของครูไม่สมบูรณ์ คือ ไม่มีเวลาเตรียมการเรียนการสอน เนื่องจากภาระงานเพิ่มมากขึ้น งานด้านเอกสารมากขึ้น มุ่งแต่ทำผลงานทางวิชาการ ร้อยละ 29.71 ขาดขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ ร้อยละ 23.47 ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปัญหาหนี้สิน รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ร้อยละ 20.59 กฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ยังขาดความชัดเจน ไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริงร้อยละ17.41 และจิตวิญญาณในความเป็นครูลดน้อยลง ร้อยละ 8.82 (สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต, 2553) ซึ่งครูกลุ่มหนึ่งที่โรงเรียนให้ความสนใจในการดูและพัฒนาเพื่อให้เกิดความยึดมั่นผูกพันในอาชีพ และเป็นครูที่มีศักยภาพต่อไปในอนาคต คือ ครูเจเนอเรชั่นวาย ดังนั้นในการวิจัยครั้งนี้จึงต้องการศึกษาระดับความสุขในการทำงานความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านองค์การกับความสุขในการทำงาน และปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครูเจเนอเรชั่นวายในโรงเรียนของรัฐในกรุงเทพมหานคร  ผลจากการวิจัยครั้งนี้จะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับโรงเรียนและหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลครูและบุคลากรทางการศึกษาในประเทศไทยในการทำความเข้าใจ วางแผนดูแลและพัฒนาผลการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับธรรมชาติของครูเจเนอเรชั่นวาย รวมถึงเป็นแนวทางสำหรับผู้บริหารระดับต้นและฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ทั้งในโรงเรียน และหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลครูและบุคลากรทางการศึกษาที่จะสามารถจัดสภาพแวดล้อมในองค์กรและวางแผนการจัดการทรัพยากรมนุษย์เพื่อดูแลรักษาครูเจเนอเรชั่นวายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขอบเขตพื้นที่การศึกษา           ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นครูเจเนอเรชั่นวายในโรงเรียนของรัฐในกรุงเทพมหา-นครที่มีอายุไม่เกิน 36 ปี (ปี พ.ศ.ที่เกิดไม่เกิน พ.ศ. 2535) ซึ่งไม่สามารถกำหนดจำนวนประชากรกลุ่มนี้ได้อย่างแน่นอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นครูเจเนอเรชั่นวายในโรงเรียนรัฐที่มีอายุไม่เกิน 38 ปี (ปีพ.ศ.ที่เกิดอยู่ระหว่าง พ.ศ. 2523 -2537) จำนวนทั้งสิ้น 309 คน (ซึ่งการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างนั้น ใช้สูตรการคำนวนขนาดกลุ่มตัวอย่างแบบไม่ทราบประชากรของ (Cochran, 1988) โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนของกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 5 ได้จำนวนขั้นต่ำ322 คน) ส่วนการได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการสุ่มแบบตามสะดวก (Convenience Sampling) ซึ่งคิดเป็นอัตราร้อยละ 95 ของกลุ่มตัวอย่างที่คำนวนมาได้ทั้งหมด
วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาระดับความสุขในการทำงานของครูเจเนอเรชั่นวายในโรงเรียนของรัฐในกรุงเทพมหานคร

2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านองค์การกับความสุขในการทำงานของครูเจเนอเรชั่นวายในโรงเรียนของรัฐในกรุงเทพมหานคร

3. เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครูเจเนอเรชั่นวายในโรงเรียนของรัฐในกรุงเทพมหานคร

แหล่งทุนสนับสนุน หลักสูตรการจัดการการศึกษา (หลักสูตรนานาชาติ) คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
หน่วยงานที่ร่วมมือ โรงเรียนของรัฐที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ระดับความร่วมมือ ระดับชาติ
ผลลัพธ์ที่นำไปใช้ประโยชน์           1. กระทรวงศึกษาธิการควรมีการศึกษาและพิจารณาความหลากหลายของบุคลากร โดยยึดเจเนอเรชั่นเป็นหลักทำความเข้าใจกับความต้องการที่แท้จริงของครูเจเนอเรชั่นวาย และมีนโยบายสำหรับการดูแลครูเจเนอเรชั่นวายโดยเน้นในประเด็นด้านสัมพันธภาพกับเพื่อนร่วมงาน และการทำงานเป็นทีม  ครอบครัว จิตวิญญาณและความสงบสุขทางใจและสังคมรอบข้างและการทำประโยชน์ต่อสังคม

2. กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ควรมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดสวัสดิการและสวัสดิภาพแบบยืดหยุ่นเป็นแพคเกจ (Flexible welfare and safety plans) สำหรับครูเจเนอเรชั่นวายในประเทศไทยสามารถเลือกได้และตอบสนองความหลากหลายและความต้องการของแต่ละช่วงชีวิตได้

3. กระทรวงศึกษาธิการควรมีการจัดหลักสูตรฝึกอบรมเกี่ยวกับความเข้าใจในความหลากหลายและวิธีการปฏิบัติงานร่วมกันของแต่ละเจเนอเรชั่น สำหรับผู้อำนวยการโรงเรียนหัวหนำงานหรือผู้บังคับบัญชาชั้นต้น  เพื่อที่จะสามารถบริหารจัดการและดูแลครูเจเนอเรชั่นวายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงควรมีการฝึกอบรมเฉพาะสำหรับหัวหนำงานหรือผู้บังคับบัญชาชั้นต้นถึงแนวทางการดูแลสอนงาน (Coaching) ครูเจเนอเรชั่นวาย โดยต้องเปิดให้มีช่องว่างบำงระหว่างครู  เจเนอเรชั่นวายกับหัวหนำงานหรือผู้บังคับบัญชาชั้นต้นหรือครูรุ่นอาวุโสที่จะไม่พยายามเปลี่ยนแปลงและยัดเยียดวัฒนธรรมองค์การให้กับครูเจเนอเรชั่นวาย หากแต่เปิดโอกาสให้ครูเจเนอเรชั่นวายได้พัฒนาตนเองตามแนวทางที่ต้องการ มีอิสระทางความคิดและการปฏิบัติงานในฐานะสมาชิกคนหนึ่งในทีมที่เท่าเทียม

4. ในระดับสถานศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียนควรมีการมีกิจกรรมเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างครูเจเนอเรชั่นวายกับครูรุ่นอาวุโส เพื่อพัฒนาพฤติกรรมการปฏิบัติงานของบุคลากรเจเนอเรชั่นวาย และลดช่องว่างในการทำงานร่วมกัน เพื่อลดปัญหาที่ครูเจเนอเรชั่นวาย มีความอึดอัดและไม่เข้าใจในการทำงานร่วมกันกับเจเนอเรชั่นอื่น ๆ ไม่ว่าวัฒนธรรมองค์การที่เน้นระบบอาวุโส ความเชื่อมั่นในตนเองสูง การไม่ปรับตัวตามวัฒนธรรมองค์การ เป็นต้น

5. ในระดับสถานศึกษา ควรมีการจัดสรรงบประมาณสำหรับการพัฒนาสภาพแวดล้อมการทำงานทางกายภาพไม่ว่าจะเป็น โครงสร้างพื้นฐาน วัสดุอุปกรณ์  เทคโนโลยีที่สนับสนุนการทำงานที่เพียงพอสำหรับครูเจเนอเรชั่นวาย  ในขณะเดียวกันหัวหนำงานหรือผู้บังคับบัญชาชั้นต้นต้องมีการดูแลสภาพแวดล้อมการทำงานเชิงจิตวิทยาเพื่อส่งเสริมความสุขในการทำงานของครูเจเนอเรชั่นวาย เนื่องจากผลวิจัยพบว่าการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การมีอิทธิพลสูงที่สุดและสามารถทำนายความสุขในการทำงานของครูเจเนอเรชั่นวาย

Web link อำงอิงการดำเนินงาน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Veridian-E-Journal/article/view/151312/110678
SDG goal ที่เกี่ยวข้อง SDG 8 การจ้างงานที่มีคุณค่าและเติบโตทางเศรษฐกิจ

ปีงบประมาณ 2563

โครงการศึกษาดูงานการขับเคลื่อนนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้ว
หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานโยบายสาธารณะและการจัดการภาครัฐ (ภาคปกติ) และ (ภาคพิเศษ)

 

นโยบายการพัฒนาประเทศด้านเศรษฐกิจที่สำคัญนโยบายหนึ่ง คือ นโยบายการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones) ซึ่งเริ่มมีการประกาศพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 จำนวน 5 จังหวัด ประกอบไปด้วย จังหวัดตาก สระแก้ว สงขลา ตราด และมุกดาหาร และระยะที่ 2 จำนวน 5 จังหวัด ประกอบไปด้วย จังหวัดกาญจนบุรี เชียงราย นครพนม หนองคาย และนราธิวาส โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อต้องการเชื่อมเศรษฐกิจของท้องถิ่นและประเทศเข้ากับเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้าน (ลาว กัมพูชา และพม่า) จังหวัดสระแก้วเป็นพื้นที่ ๆ มีการขับเคลื่อนนโยบายเขตเศรษฐกิจมาเป็นระยะเวลาหลายปีแล้ว และเห็นรูปธรรมของการเปลี่ยนแปลงในเชิงพื้นที่อย่างชัดเจน

ในรายวิชา สมนก 554 นโยบายสาธารณะ เป็นรายวิชาแกนของหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต ซึ่งมีเนื้อหาหลักที่เกี่ยวกับกระบวนการนโยบายทั้งหมด ตั้งแต่การกำหนดนโยบายสาธารณะ การนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติ และการประเมินผลนโยบายสาธารณะ รวมถึงแนวคิด ทฤษฎี และตัวแบบนโยบายสาธารณะต่าง ๆ หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานโยบายสาธารณะและการจัดการภาครัฐ

ภาควิชาสังคมศาสตร์ จึงจัดโครงการศึกษาดูงานพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้ว ในวันที่ 6 ธันวาคม 2562 โดยดำเนินโครงการในรูปแบบการศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้ว เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้บริหารท้องถิ่น นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา คณาจารย์ และผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เกี่ยวกับกระบวนการนโยบายสาธารณะในนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้ว เกิดผลลัพธ์ทำให้นักศึกษามีความรู้และความเข้าใจเชิงลึกในทฤษฎีและแนวคิดต่าง ๆ ทางสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ สามารถประยุกต์และพัฒนาทฤษฎี แนวคิดและองค์ความรู้ต่าง ๆ ไปใช้ปฏิบัติจริงในองค์กร และนำข้อคิดที่ได้จากการดูงานมาใช้ต่อยอดองค์ความรู้ทางด้านรัฐประศาสนศาสตร์ รวมถึงเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ในด้านต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์กับหน่วยงานได้ดียิ่งขึ้น ตลอดการดำเนินโครงการมีคณาจารย์ นักศึกษา และเจ้าหน้าที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 35 คน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนรับทราบและเข้าใจถึงแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน
ข้อ 8 การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Decent work and economic growth)

2021-09-01T14:43:10+07:00
X